อังคาร, มกราคม 16, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวการเมือง ::

โฆษกรัฐบาลยืนยันวันหยุดราชการพิเศษ ครม. มีมติให้วัน 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันหยุดราชการเพียงวันเดียว

โดยกำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันหยุดประจำปี และขยายเวลาการไว้ทุกข์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกไปอีก 15 วัน จาก 13 ต.ค. 2560 จนไปถึงวัน 27 ต.ค. 2560

 

 

    พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องเกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพตามที่คณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในคราวประชุม เมื่อวันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560 เสนอ ดังนี้
                    1. ให้วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันหยุดราชการเพียงวันเดียว เนื่องจากในวันพุธที่ 25 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันออกพระเมรุมาศก่อนวันถวายพระเพลิง และวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันต่อเนื่อง คณะกรรมการฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการรักษาความปลอดภัยและการจราจร คณะกรรมการจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ และคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีการ ได้วางแผนรองรับครอบคลุมในด้านต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัตินั้น เนื่องจากการปฏิบัติงานในพิธีช่วงก่อน และหลังวันที่ 26 ตุลาคม เป็นการปฏิบัติราชการ จึงให้หน่วยงานเจ้าสังกัดพิจารณาผ่อนผัน หากจะต้องใช้เวลาราชการเพื่อการเดินทาง และเตรียมการตามสมควร
             ส่วนวันที่ 13 ตุลาคม คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เป็นวันหยุดประจำปีไปแล้ว
                       2. ขยายเวลาการไว้ทุกข์ของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเดิมเคยมีประกาศกำหนดระยะเวลา 1 ปี โดยขยายจากวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2560 จนไปถึงวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2560 อันเป็นวันเก็บพระบรมอัฐิ รวมเวลา 15 วัน
               3. ให้สถานที่ราชการ สถานศึกษา สถานที่ทำการของรัฐ ทั้งในและต่างประเทศ ลดธงครึ่งเสา ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2560 รวมเวลา 15 วัน
               4. ให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกทุกข์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป
               5. ให้เริ่มเก็บผ้าระบาย ป้ายส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ตามสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2560
              6. ให้ประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือและซักซ้อมทำความเข้าใจสถานบันเทิง และสถานีโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ งดหรือลดกิจกรรมบันเทิงในเดือนตุลาคมตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
              7. ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับสมัครจิตอาสาเฉพาะกิจ งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งประชาชนทั่วไปได้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วนั้น โดยที่ยังมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วนเข้าใจว่าผู้มีคุณสมบัติที่สามารถสมัครจิตอาสาดังกล่าวจำกัดเฉพาะประชาชนทั่วไป จึงสมควรให้หัวหน้าส่วนราชการขอความร่วมมือข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มิได้รับมอบหมายภารกิจหน้าที่ให้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เข้าร่วมสมัครจิตอาสาเฉพาะกิจงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาฯ สนามเสือป่า หรือในต่างจังหวัด ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป
           พร้อมกันนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จะมีการจัดแถลงข่าวในวันที่ 4 ตุลาคม 2560 เวลา 13.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชนและประชาชนเกี่ยวกับการเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 สำหรับกรณีการจัดกิจกรรมงานรื่นเริงต่าง ๆ ในช่วงเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งจะมีการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ นั้น ขอให้ชะลอไว้ก่อน ส่วนการจัดงานหรือกิจกรรมที่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนแล้ว เช่น งานมงคลสมรส ยังสามารถจัดได้ตามปกติ โดยขอให้จัดในสถานที่ปิด
 

 

วันพระราชทานธงชาติไทย 28กันยายน 2560

สำนักนายกรัฐมนตรีเชิญชวนคนไทยทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรม 100 ปี พระราชทานธงชาติไทย โดยพร้อมเพรียงกัน ในวันที่ 28กันยายน 2560

 

 

      ด้วยวันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย โดยให้เริ่มในวันที่ 28กันยายน 2560 เป็นปีแรก เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนคนไทยทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรม 100 ปี พระราชทานธงชาติไทย โดยพร้อมเพรียงกัน โดยในเวลา08.00 น.ของวันที่ 28 กันยายน 2560 นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธาน เชิญธงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยและครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย ณ บริเวณเสาธง หน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

    สำหรับกิจกรรมในวันดังกล่าว นายกรัฐมนตรี จะเชิญธงชาติไทยและร่วมร้องเพลงชาติไทย นอกจากนี้ จะมีการจัดนิทรรศการวันพระราชทานธงชาติไทย “100 ปี ธงชาติไทย ร้อยดวงใจไทยทั้งชาติ” การขับร้องเพลงประสานเสียงเพลง “ธงชาติไทย” ด้วย จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะมอบตราสัญลักษณ์ “100 ปี ธงชาติไทย ร้อยดวงใจไทยทั้งชาติ” ให้แก่ผู้แทนส่วนราชการ วิทยากร และผู้แทนศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักกีฬา

    ดังนั้นรัฐบาลจึงเชิญชวนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา และภาคเอกชน ร่วมกิจกรรมเชิญธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยและครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย ในวันที่ 28 กันยายน2560 เวลา 08.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน

  สำหรับในส่วนของจังหวัดพิษณุโลกกำหนดจัดกิจกรรมเชิญธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยและครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย พร้อมกับส่วนกลางในวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

 

ผู้ว่าฯเร่ง อบต.ท่าโพธิ์ แก้ปัญหาขุดวางท่อถนนนาน 4 เดือนไม่เสร็จ

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ลงพื้นที่จี้ อบต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง พิษณุโลก เร่งโครงการสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมวางท่อระบายน้ำและทางเท้าให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังทิ้งงานค้างนานกว่า 4 เดือน จนผู้ประกอบการร้านค้า นิสิต และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ บริเวณหลังมหาวิทยาลัยนเรศวร เดือดร้อน

 

 

เมื่อ เวลา 12.00 น. วันที่ 8 กันยายน ที่ศูนย์ดำรงธรรมศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ได้มีตัวแทนผู้ประกอบการร้านค้า นิสิต และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ บริเวณหลังมหาวิทยาลัยนเรศวร หมู่ 7 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก จำนวนกว่า 20 ราย ได้ร้องทุกข์ จากการที่ อบต.ท่าโพธิ์ ขุดวางท่อระบายน้ำ 2 ฝั่งถนน และทำถนนระยะทาง 600 เมตร งบประมาณกว่า 8 ล้านบาท โดยผู้รับเหมาได้ใช้เวลาในการวางท่อนาน 4 เดือน ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้เวลาฝนตกหนักเกิดน้ำท่วมขังสูงกว่า 10-50 เซนติเมตร ถนนเป็นโคลนเลนลื่นเป็นหลุมเป็นบ่อ นิสิต ประชาชน สัญจรไปมายากลำบาก ขณะที่ร้านค้าตลอดแนวเส้นทาง ไม่สามารถค้าขายสินค้าได้ และเกิดอุบัติเหตุมีรถตกลงไปในท่อระบายน้ำหลายครั้ง

ซึ่งทาง นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้เดินทางเข้ามาสอบถาม และลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่โครงการก่อสร้างทันที  พบว่า

โดย นายสายันห์ โทสุวรรณ อายุ 32 ปี 71/2 หมู่ 7 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ทาง อบต.ท่าโพธิ์ มีการดำเนินงานโครงการสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมวางท่อระบายน้ำและทางเท้า ระยะทางกว่า 600 เมตร ถนนสายประตู 5 ม.นเรศวร ถึงคลองชลประทาน งบประมาณ 8,830,000 บาท เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2560 ถึง วันที่ 21 กันยายน 2560 แต่จนถึงปัจจุบันใกล้สิ้นสุดโครงการฯ ผู้รับเหมาได้ขุดท่อระบายน้ำ และทำทางเท้าได้ไม่ไม่ถึง 50 % แต่ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา นิสิตเดือดร้อนจากเส้นทางสัญจรที่ลื่นจากดินที่ขุดกองทิ้งไว้ ฝนตกมีน้ำท่วมขัง ร้านค้าบางจุดไม่สามารถเปิดร้านขายสินค้าได้ ขณะที่ค่าเช่าตึกเดือนละกว่า 10,000 บาท ต้องจ่ายทุกเดือน ทำให้เดือนร้อน ขอให้ทางจังหวัดเร่งรัดดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว

ด้าน นายธวัช สิงหเดช นายก อบต.ท่าโพธิ์ อ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า เนื่องจาก ทาง อบต.ท่าโพธิ์ แก้ไขปัญหาถนนที่ชำรุด จำนวน 4 จุด ประกอบกับสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคทำให้การดำเนินโครงการอาจล่าช้าไปบ้าง สำหรับถนนชุมชนหลังมหาวิทยาลัยนเรศวร เส้นนี้ คาดว่าจะใช้เวลา 5 วัน วางท่อระบายน้ำให้แล้วเสร็จพร้อม ทำช่องทางให้ประชาชนสัญจรได้สะดวกขึ้น

ด้าน นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า วันนี้มีชาวบ้านมาร้องทุกข์จำนวนมาก ทราบว่ามีปัญหาการค้าขายและสัญจร จึงรีบเดินทางมาดูพื้นที่จริง งานทำหน้าฝนอาจคุกคัก ก็เร่ง นายก อบต.เร่งรัดงาน ให้นำหินทรายมาถมให้การเข้าออกระหว่างซอยได้ ส่วนวางท่อระบายน้ำนั้นรับปากจะเสร็จในอีก 5 วัน โดยมีการแก้ไข ปัญหาร่วมกับ ระหว่าง จังหวัด อำเภอเมือง อบต.ท่าโพธิ์ ทหารและผู้รับเหมา ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งชาวบ้านที่เดือดร้อน ก็สบายใจมากขึ้น หลังจากครบกำหนดตนจะกลับมาติดตามอีกครั้ง

   

สามล้อถีบพิษณุโลก...ฤาจะกลายเป็นเพียงเอกลักษณ์ในตำนาน?

สังคมเมืองพิษณุโลกก้าวเข้าสู่การพัฒนาและขยายตัวของชุมชนเมืองในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองพิษณุโลก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน รถสามล้อถีบเมืองพิษณุโลกได้ถูกพัฒนาเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว

 

 

          แต่ก่อนเมื่อกลับจากกรุงเทพฯ พอลงรถทัวร์เป็นต้องมองหารถสามล้อถีบ นั่งสามล้อชมเมืองแบบเพลินเพลินระหว่างกลับบ้านแบบไม่เร่งรีบ เจอสะพานหรือเนินสูงก็ต้องลงไปช่วยเข็นกลายเป็นความสนุกสนาน เป็นสีสัน และเสน่ห์คู่เมืองพิษณุโลกมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันสามล้อถีบลดจำนวนลง จนเหลือน้อยมาก สามล้อถีบหายไปไหน และคนถีบสามล้อไปทำอาชีพอะไร จากคำถามดังกล่าว กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้ดำเนินการงานวิจัย “พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก” ขึ้น

          “เมื่อสังคมเมืองพิษณุโลกก้าวเข้าสู่การพัฒนาและขยายตัวของชุมชนเมืองในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองพิษณุโลก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน รถสามล้อถีบเมืองพิษณุโลกได้ถูกพัฒนาเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว แต่วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อกลับโรยราและเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนขาดผู้เชื่อมต่อจากรุ่นสู่รุ่น เหลือเพียงวิถีชีวิตของผู้เฒ่าและกลุ่มคนที่มองว่าเป็นเพียงชายขอบของสังคม” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงที่มาของงานวิจัย

          นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ผู้ลงมือศึกษาวิจัยได้เริ่มสืบค้นตั้งแต่กำเนิดของสามล้อในเมืองไทย พบว่า เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ณ กรุงเทพมหานคร โดยเลื่อน พงษ์โสภณเป็นผู้สร้างขึ้น และค่อย ๆ ได้รับความนิยมจนเกิดเป็นธุรกิจสามล้อถีบที่เฟื่องฟู จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกสามล้อในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓

          “เมื่อในกรุงเทพฯ ยกเลิก สามล้อจึงกระจายออกสู่ต่างจังหวัด รวมทั้งพิษณุโลก จังหวะเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ จึงมีการบูรณะเมือง สามล้อถีบจึงเป็นสิ่งใหม่ที่คนพิษณุโลกให้ความสนใจได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการพัฒนาเมือง เกิดโรงแรม ร้านค้า และธุรกิจใหม่มากมาย มีกิจการอู่เช่าสามล้อถีบหลายสิบอู่ กลายเป็นอาชีพ เป็นเส้นทางทำมาหากินที่สำคัญ”

          กระทั่งช่วงปี ๒๕๓๑ เป็นต้นมา สามล้อถีบเริ่มลดความนิยม และน้อยลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ให้เหตุผลว่า “จากการศึกษาพบว่า เกิดจากนโยบายการพัฒนาประเทศในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การคมนาคม อุตสาหกรรม ต่อเนื่องมาถึงยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจเลยก็ว่าได้ สำหรับจังหวัดพิษณุโลกเองเริ่มมีรถจักรยานยนต์มากขึ้นเรื่อย ๆ มีรถเมล์บ้านเรา รถตุ๊กตุ๊ก และวินมอเตอร์ไซต์” นี่ยังไม่นับรวมรถแท็กซี่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง

          สามล้อถีบจำนวนหลายพันคัน เหลือเพียงหลักร้อย และมีทีท่าว่าจะลดลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้สามล้อถีบที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สามล้อดั้งเดิมและสามล้อเพื่อการท่องเที่ยว

          “สามล้อดั้งเดิมแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอายุ ๕๐ –๖๐ ปี รับจ้างปั่นแบบไม่เร่งรีบ เนื่องจากมีลูกหลานเลี้ยงดูอยู่แล้ว กลุ่มที่ ๒ คือ กลุ่มดั้งเดิมที่ปรับตัวเข้ากับสังคมเมือง คือ ปั่นสามล้อแบบหารายได้จากทั้งรับบริการทั่วไปกับให้บริการนักท่องเที่ยว มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ส่วนกลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มสามล้อเพื่อการเอาชีวิตรอด ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ปั่นสามล้อเพื่อเลี้ยงชีพ”

          “สามล้ออีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังคือ สามล้อเพื่อการท่องเที่ยว ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ เป็นสีสันและวัฒนธรรมของเมืองพิษณุโลก นับตั้งแต่ยุคของนายไพฑูรย์ สุนทรวิภาคเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก มีนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมอาชีพสามล้อถีบ โดยต้องการให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวยามค่ำคืน เราจึงมักเห็นนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติสนุกสนานกับการนั่งสามล้อทัวร์ชมเมืองพิษณุโลกชมแสง สี เป็นส่วนใหญ่”

          จากผลการวิจัย นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ตั้งข้อสันนิษฐานว่า กาลข้างหน้ากลุ่มสามล้อดั้งเดิมคงจะหายไป เนื่องจากคนปั่นอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนสามล้อทัวร์เพื่อการท่องเที่ยวก็จะลดความนิยมลง จนกระทั่งหายไปในที่สุด

          “คนมองว่าเอกลักษณ์ของเมืองพิษณุโลกคือตัวรถสามล้อ แต่ไม่เคยมองที่คนปั่น ดังนั้น ทัวร์สามล้อจึงมีรถสามล้อเป็นเอกลักษณ์ คนปั่นสามล้อไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ สิ่งที่ยังคงอยู่คือรถสามล้อ ในขณะที่คนปั่นเริ่มหายไป คนนั่งสามล้อก็ลดลง จึงอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดจากคนมากกว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงก้ำกึ่งอาจยังมองไม่เห็น นึกภาพไม่ออก แต่เชื่อว่าอีก ๑๐ –๒๐ ปีข้างหน้า สามล้อทัวร์จะไม่มีแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานวิจัยเรื่อง พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก อาจไม่ใช่บทสรุปของอาชีพสามล้อถีบของจังหวัดพิษณุโลก ในอนาคตสามล้อถีบอาจกลายเป็นจดหมายเหตุ ความทรงจำของชาวพิษณุโลก หรือไม่แน่ว่าอาจได้รับการพลิกฟื้นให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งก็เป็นได้

 

พรปวีณ์ ทองด้วง

นักประชาสัมพันธ์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยนเรศวร

๕ กันยายน ๒๕๖๐

 

 

          

 

ตำรวจภูธรภาค 6 แถลงผลกวาดล้างอาชญากรรม

  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 แถลงผลกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเดือนสิงหาคม พร้อมเตือนประชาชนระวังแก๊งต้มตุ๋นหลอกจะซื้อที่ดิน และจับตาเยาวชนเรื่องสื่อลามกอนาจาร

 

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ก.ย. พล.ต.ท.ทวิชชาติ  พละศักดิ์ ผบช.ภ.6 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้บังคับการจังหวัดในสังกัดตำรวจภูธรภาค 6 ร่วมกันแถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบ ระหว่างวันที่ 18-30 ส.ค. 60 จำนวน 13 วัน โดยเน้นตามความผิดที่มีโทษเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงคราและวัตถุระเบิด ยาเสพติดให้โทษ โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมาย พื้นที่เสี่ยง และดำเนินการปิดล้อม ตรวจค้น ตลอดจนพิจารณาตั้งจุดตรวจ จุดสกัดเพื่อตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ ในพื้นที่เส้นทางล่อแหลม หรือเสี่ยงที่อาจจะเกิดการก่อเหตุร้ายได้ ตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดดำเนินการตามมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ประกอบด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่เป็นภัยอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เบื้องต้นในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6สามารถระดมกวางล้างอาชญากรรมจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจำนวน 1,412 ราย ผู้ต้องหา 1,588 คน ตรวจยึดของกลางอาวุธปืนจำนวน 327 กระบอก ยาเสพติดให้โทษประเภทยาบ้าจำนวน 188,315 เม็ด และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีค้างเก่าจำนวน 155หมาย

พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ทวิชชาติ  พละศักดิ์ ผบช.ภ.6 กล่าวว่า นอกจากนี้ในการกวาดล้างยังมีคดีที่น่าสนใจที่มีกลุ่มมิจฉาชีพจำนวน 5 คน หลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อว่าจะนำเงินจากการขายที่ดินมาแบ่ง แต่ที่ดินติดจองเงินไม่พอถอนจึงให้ผู้เสียหายช่วยเหลือนำเงินส่วนที่ขาดมาให้ เมื่อได้เงินจึงหลบหนีไป ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมได้ทั้งหมด แต่อยากฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อให้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเพราะแก๊งมิจฉาชีพจะหาช่องทางหลอกลวง  และอีกคดีคือ เรื่องสื่อลามกอนาจารที่เริ่มแพร่ระบาดโดยมีเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องโดยทำเป็นธุรกิจเผยแพร่จำหน่ายผ่านทางช่องทางโซเซียลต่างๆ ดังนั้นพ่อแม่และผู้ปกครองต้องให้ความสนใจอย่าให้บุตรหลานเข้าไปเกี่ยวข้องธุรกิจประเภทนี้ เพราะจะถูกดำเนินตามกฎหมาย

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL