อาทิตย์, มกราคม 21, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวการเมือง ::

สถานีพิษณุโลกเตรียมรถเสริมช่วงสงกรานต์

บรรยากาศการใช้บริการรถไฟที่สถานีรถไฟพิษณุโลกเริ่มหนาแน่น สถานีพิษณุโลกเตรียมรถเสริมช่วงสงกรานต์ทั้งออกจากกรุงเทพฯและช่วงหมดเทศกาล

 

 

วันที่ 7 เมษายน 2560 ที่สถานีรถไฟพิษณุโลก รายงานบรรยากาศการเดินทางโดยรถไฟวันนี้ประชาชนจำนวนมากยังคงใช้บริการการเดินทางโดยรถไฟหนาแน่นทั้งเที่ยวขึ้นและเที่ยวร่อง แม้ว่าจะยังไม่ถึงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่บางคนก็ถือโอกาสลากลับบ้านยาวตั้งแต่วันหยุดวันจักรีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยสถานีรถไฟพิษณุโลก ได้เตรียมพร้อมบริการผู้โดยสารที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ทั้งการบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ทำความสะอาดบริเวณสถานีรถไฟ เตรียมสถานที่จอดรถยนต์ และเตรียมทางลาดสำหรับบริการผู้พิการ

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีผู้โดยสารใช้บริการจำนวนมากยิ่งขึ้น ด้วยการเดินทางโดยรถไฟ เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ากรเดินทางโดยรถยนต์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เตรียมรถไฟเสริมฟรีช่วงสงกรานต์ โดยบริการเฉพาะชาวไทย ได้แก่เที่ยวขึ้น  ขบวนรถเร็วกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-ศิลาอาสน์ วันที่ 12 เมษายน 2560 ออกจากกรุงเทพฯเวลา 22.30 น. ถึงพิษณุโลกเวลา 05.27 น. วันที่ 16-17 เมษายน 2560 ออกจากกรุงเทพฯเวลา 09.40 น. ถึงพิษณุโลกเวลา 15.42 น.

ส่วนเที่ยวล่อง รถเร็วศิลาอาสน์-พิษณุโลก-กรุงเทพฯ วันที่ 13 เมษายน 2560 สถานีพิษณุโลก ออกเวลา 09.53 น.ถึงกรุงเทพฯ 16.05 น. วันที่ 16-17 เมษายน 2560 ที่สถานีพิษณุโลกออกเวลา 21.13 น. ถึงกรุงเทพฯเวลา 04.45 น.

โดยบริการฟรีเฉพาะประชาชนชาวไทยเท่านั้น และต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนก่อนรับตั๋ว โดยสามารถรับตั๋วก่อนวันเดินทาง  5 วัน ขณะที่รถไฟฟรีในวันปกติ ก็ยังคงมีทุกวัน ที่สถานีพิษณุโลก ไปกรุงเทพฯ ออกเวลา 06.05 น.และ 13.18 น.  และไปเชียงใหม่ ออกเวลา 07.29 น. และ 20.37 น. ติดต่อสอบสถานีรถไฟพิษณุโลก 055-258005 055-244824 หรือ คอลเซ็นเตอร์ 1690

 

มท.3ตรวจคัดเลือกทหาร พร้อมชวนชายไทยเข้ารับราชการ

พลโท วิจักขฐ์  สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ ๓  การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2560ในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก พร้อมให้กำลังใจและเชิญชวนชายไทยที่เข้ารับการตรวจเลือกสมัครใจเข้ารับราชการทหาร

 

 

เมื่อเวลา 10.30น.ของวันที่ 4เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่โรงยิมเนเซี่ยม สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมือง  จังหวัดพิษณุโลก พลโท วิจักขฐ์  สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3ร่วมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจในการคัดเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2560ในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นวันที่ 3ของการคัดเลือก โดยในวันนี้มีชายไทยในพื้นที่ 6ตำบลคือ ต.พลายชุมพล ต.บ้านกร่าง ต.อรัญญิก ต.ท่าโพธิ์ ต.บ้านคลอง และ ต.ไผ่ขอดอน ผู้มีสิทธิ์ในการตรวจเลือกจำนวน 501นาย และมีผู้ผ่อนผันและสามารถเข้ารับการตรวจเลือกเหลือ เพียง278นาย ต้องการรับราชการทหารกองเกินเข้าประจำการจำนวน 78นาย ซึ่งตั้งแต่เช้าที่ผ่านมามีชายไทยในพื้นที่อำเภอเมืองพิษณุโลก สมัครใจเป็นทหารแล้วจำนวน 35นาย

โดยพลโท วิจักขฐ์  สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3ได้เดินตรวจเยี่ยมและพูดคุยกับชายไทยที่เข้ารับการตรวจเลือกตามจุดต่างๆ พร้อมให้กำลังใจและเชิญชวนให้ชายไทยที่มารับการคัดเลือกสมัครใจเข้ารับราชการทหาร เพื่อรับใช้ชาติ และเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแรง ขณะที่ชายไทยที่พร้อมใจสมัครรับราชการทหารครั้งนี้ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ ส่วนกระแสข่าวว่ามีครูฝึกทำร้ายร่างกายทหารนั้น หลายคนบอกว่าพร้อมอยู่ในระเบียบวินัย ไม่ต้องกลัวการถูกทำโทษ

สำหรับกองทัพภาคที่ 3 กำหนดทำการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2560 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ 196 อำเภอ ของกองทัพภาคที่ 3รับผิดชอบ ระหว่างวันที่ 1-10 เมษายน 2560  กองทัพภาคที่ 3 จัดชุดสังเกตการณ์การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2560 เพื่ออำนวยการ ควบคุม กำกับดูแล และรับทราบปัญหา ในส่วนกองทัพภาคที่ 3 มียอดเข้ารับการเกณฑ์ จำนวน 63,988 นาย และรับเข้าเป็นทหารกองเกินจำนวน  18,046 นาย โดยแบ่งเป็นทหารบก ผลัดที่ 1 จำนวน 6,997 นาย  , ผลัดที่ 2 จำนวน 6,902 นาย รวมเป็นทหารบกจำนวน 13,899  นาย,ทหารอากาศ  ผลัดที่ 1 จำนวน 680 นาย , ผลัดที่ 2  จำนวน 687 นายรวมเป็นทหารอากาศจำนวน 1,367 นาย,เป็นทหารเรือ ผลัดที่ 1 จำนวน 695 นาย , ผลัดที่ 2 จำนวน 695 นาย ,ผลัดที่3 จำนวน695  นาย,ผลัดที่ 4 จำนวน 695 นาย  รวมเป็นทหารเรือ จำนวน  2,780 นาย

 

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบ 2 ดีเดย์วันที่ 3 เม.ย.60 เป็นวันแรก

 เพื่อรับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ย้ำต้องลงทะเบียนใหม่ทุกรายทั้งรายเดิมรายใหม่ เพื่ออัพเดทข้อมูล

 

 

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 เมษายน 2560 นี้รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบที่ 2 เป็นวันแรก โดยจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค.60 เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยที่เป็นปัจจุบันและจัดสวัสดิการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย


"เมื่อปีที่แล้วมีประชาชนไปลงทะเบียนทั้งสิ้น 8,375,383 ราย แต่เป็นผู้มีสิทธิ์ซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล 1,500 บาท และ 3,000 บาท จำนวน 7,715,359 ราย โดยในจำนวนนี้ได้รับเงินโอนไปแล้ว 7,525,363 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 97.5 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ส่วนที่เหลือไม่ได้รับเงินโอนเนื่องจากไม่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ไม่ไปติดต่อกับธนาคาร หรือบัญชีติดอายัด"


     ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมากเพราะถือเป็นช่องทางให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรงโดยฝากเชิญชวนให้ผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่ประกาศไว้ไปลงทะเบียนได้ที่ ธ.กรุงไทย ธ.ออมสิน และ ธ.ก.ส. ทุกสาขา สำนักงานคลังจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานเขตใน ก.ท.ม. เพื่อรับบัตรประจำตัวผู้มีรายได้น้อยการช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟ ค่าโดยสารรถสาธารณะ การประกันภัยผู้มีรายได้น้อย หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น


"ผู้ที่มีสิทธิ์ทุกคนจะต้องไปลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดทุกราย ทั้งรายเดิมที่เคยลงทะเบียนแล้วและรายใหม่ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน โดยต้องมีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ว่างงานหรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทในปี 59 ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน หรือไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย หรือหากมีบ้านพักอาศัยต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตร.ว. ห้องชุดไม่เกิน 35 ตร.ม. หรือมีที่ดินเพื่อการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ หรือที่ดินอื่นที่ไม่ใช่การเกษตร ไม่เกิน 1 ไร่"


   หลังจากลงทะเบียนแล้วสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.60 ที่ www.epayment.go.th หรือที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน หากไม่มีชื่อให้ไปติดต่อกับหน่วยงานที่ลงทะเบียนไว้ และรอรับบัตรสวัสดิการที่กระทรวงการคลังจะดำเนินการให้ต่อไป

   

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยโครงการเจ็บป่วยวิกฤตฉุกเฉิน

มีสิทธิทุกที่ หรือ ยูเซป เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ แล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่อยู่ใกล้ที่สุด

 

 

 

    เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่โครงการเจ็บป่วยวิกฤตฉุกเฉิน มีสิทธิทุกที่ หรือ ยูเซป เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยไม่ต้องจ่ายเงินใน 72 ชม.แรก หลังจากที่ ครม.ได้อนุมัติหลักการเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการส่งผู้ป่วยฉุกเฉินไปแล้ว และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกประกาศ 3 ฉบับให้โรงพยาบาลทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม


“ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับโครงการนี้อย่างมาก เพราะเป็นสิทธิพึงมีพึงได้ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องได้รับจากรัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเน้นย้ำให้โรงพยาบาลทุกแห่งศึกษาข้อมูลตามประกาศที่ สธ.กำหนด และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งระบุด้วยว่า รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง ก็จะต้องดูแลช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่”


     สำหรับกลุ่มอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่ใช้สิทธิยูเซปได้มี 6 กลุ่ม คือ 1.หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ 2.หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง 3.ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม 4.เจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง 5.แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด 6.มีอาการอื่นร่วมที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยหากติดต่อรับส่งผู้ป่วยผ่าน 1669 จะช่วยให้เกิดการคัดกรองที่ถูกต้องแต่แรก


    ทั้งนี้ เมื่อโรงพยาบาลแต่ละแห่งรับตัวผู้ป่วยฉุกเฉินแล้วจะต้องดูแลรักษา เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของตน โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลในระยะ 72 ชม. แต่ให้เรียกเก็บจาก กรมธรรม์ประกันภัย หรือ กองทุนที่ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมาย เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม กรมบัญชีกลาง ตามบัญชีและค่าอัตราค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐกำหนด เช่น ค่าห้องผ่าตัดใหญ่ ชม.ละ 2,400 บาท ค่าอัตราซาวด์ครั้งละ 1,150 บาท ค่า MRI สมองครั้งละ 8,000 บาท ค่าลิ้นหัวใจเทียมอันละ 29,000 บาท ค่าสายยางและปอดเทียมชุดละ 80,000 บาท เป็นต้น

ส่วนการรักษาพยาบาลหลัง 72 ชม.นั้น ให้โรงพยาบาลที่รับตัวผู้ป่วยฉุกเฉินส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยมีสิทธิรับการรักษาอยู่ ซึ่งจะเข้าสู่ระบบปกติ แต่หากผู้ป่วยประสงค์จะรักษาต่อในโรงพยาบาลแห่งนั้นก็จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ทั้งนี้ ประชาชนที่มีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต โทร 0 2872 1669 หรือสายด่วน สปสช.1330

 

เดือด! กรมป่าไม้ ขีดเส้นป่าสงวนแห่งชาติ ทับที่ดินทำกินกว่า 1 พันไร่

ชาวบ้าน 2 หมู่บ้าน ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย เดือด! กรมป่าไม้ ขีดเส้นป่าสงวนแห่งชาติ ทับที่ดินทำกินกว่า 1,400 ไร่ ฮือ !! ไม่ยอมเปลี่ยนครุฑเขียว เป็นสิทธิทำกิน( สทก.)จากกรมป่าไม้ 

 

 

 

ที่ศาลาเอนกประสงค์ หมู่ 4 ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการที่ดิน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก กรมป่าไม้ นัดชาวบ้านจำนวน 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ 4 และ 10 จำนวนกว่า 300 คนเพื่อมารับฟังคำชี้แจงทำความเข้าใจ หลังประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเนินเพิ่มใหม่ ให้ 2 หมู่บ้านดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ สร้างความไม่พอใจแก่ชาวบ้าน หลายคนต้องถือเอกสารสิทธิ์มาโชว์ ขณะที่จนท.กรมป่าไม้ยืนยัน ไม่ยึดพื้นที่คืน เพราะไม่ใช่นายทุน เพียงแต่จะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ถือครองจากโฉนด เป็น”สิทธิทำกิน”( สทก ) ในเขตป่าสงวนฯของกรมป่าไม้แทน

 

นายบุญเรือง โสคำภา กำนันตำบลบ่อโพธิ์ และ นายสมคิด ตาสี ผู้ใหญ่บ้านแก่งทุ่ง หมู่ 4 ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทยพร้อมลูกบ้านใน 2 ตำบลหมู่ 4 และหมู่ 10 ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายกรมป่าไม้ จะต้องเอาพื้นที่ทำกินดั่งเดิมไปอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้  เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยทำกินจำนวน 101 ราย ครอบครองพื้นที่กว่า  1,400 ไร่  ล่าสุดมีชาวบ้านจำนวน 11 รายไปร้องขอนำ สค. 1  ไปเปลี่ยนเป็นโฉนด กลับถูกยับยั้ง  ขณะที่ชาวบ้านอีกหลายคนได้รับครุฑเขียว หรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์(นส.3 ก)ไปเรียบร้อยแล้วต่างผวา เพราะได้นำไปจำนองไว้กับธนาคารพาณิชย์ (ธกส.)  

 

กำนันตำบลบ่อโพธิ์ ได้พาทีมข่าวลงพื้นที่ และกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนและผู้ใหญ่บ้าน ก็ไม่มีที่ดินทำกินบริเวณพื้นที่ที่มีปัญหากว่า 1400 ไร่ แต่ลูกบ้านเดือดร้อน ถ้ากรมป่าไม้จะเอาพื้นที่ทำกินดั้งเดิมไปอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้  บ้านแก่งทุ่งแห่งนี้ คือ หมู่บ้านดั่งเดิม ทำกินมาหลายชั่วอายุคน  จนมีเสาไฟฟ้าเขาถึงแล้ว มีเอกสารสิทธิ์ สค.1,โฉนดแล้ว  มีเพียงบางรายเท่านั้นที่กำลังขอเอกสารสิทธิ์เพิ่ม แต่วันนี้กรมป่าไม้ต้องการพื้นที่ในหมู่บ้านให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งๆได้บริเวณชายเขาก็ยกประโยชน์ทำเป็นป่าชุมชนไปแล้ว

เดิมหมู่บ้านแถบนี้เรียกว่า”หมู่บ้านตายห่า”จึงอพยพไปตั้งหมู่บ้านตอนล่าง ทำให้บริเวณดังกล่าว ไม่ได้ขยายหมู่บ้าน และไม่ได้บุกรุกแผ้วถางเอาที่ดินเพิ่มตามชายเขา ปัจจุบันมี 7 ครอบครัวอาศัยอยู่และทำกินอยู่  ขณะที่ชาวบ้านอีกหลายคนเดินทางมาทำกินบนที่ดินรวมเนื้อที่ 1,400 ไร่  บางรายมีโฉนดชัดเจน อาทิเช่น นายหวั่น บุญสีมาศ ครอบครองโฉนดอยู่ 33 ไร่ เป็น นส.3 ออกเมื่อ 2513

 

นางลำเพ็ญ ทองคำ บ้านเลขที่ 19 หมู่ 10  ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย  พิษณุโลก กล่าวว่า ชาวบ้านใน 2 ตำบลเดือดร้อนแน่ ถ้าพื้นที่ทำกินไร่นา ไปอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้  เพราะทำไร่ทำนามาหลายชั่วอายุคน เช่นเดียวกับ น.ส.รัตนาวิน โพธิ์บุญมา อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 105 หมู่ 10 ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย  กล่าวว่า  ตนมีที่ดินทำกินจากมรดกตกทอดประมาณ 20 ไร่เป็นเอกสารสิทธิ์ผืนใหญ่รวม 3-4 พี่น้องเป็น สค.1 ไม่ต้องการได้เอกสารสิทธิ์ (สทก.)จากกรมป่าไม้ อยู่มานานปี วันนี้ต้องการโฉนดเท่านั้น

 

ด้านนายสมคิด ตาสี ผู้ใหญ่บ้านแก่งทุ่ง หมู่ 4 ต.บ่อโพธิ์ อ.นครไทย กล่าวว่า ทำไมต้องเอาที่ดินชาวบ้านไปอยู่ในความดูแลของป่าไม้  ถามว่าถูกต้องรึไม่ เพราะชาวบ้านทุกคน เขาไม่ยินยอม จากเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย ให้เปลี่ยนเป็น หนังสือรับรองจากกรมป่าไม้ (สทก.) ชาวม้งที่บุกรุกทำกินอยู่บนภูเขา ทางราชการยังให้สิทธิอยู่ได้ ปล่อยให้ทำกิน คิดจะอพยพชาวม้งลงมา เขายังไม่ยอมลง ต่อรองกับรัฐ  20 ไร่กับ 25 ไร่บ้าง แต่ถามว่า คนไทย ชาวนครไทยที่ทำกินมาหลายชั่วอายุคน ทำไม ต้องมาขีดเส้นให้ไปอยู่ในเขตป่าสงวน ทั้งๆ ชาวบ้านทำกินมาหลายชั่วอายุคน หลายคนออกเอกสารสิทธิ์ทั้ง  นส.3 มี สค.1 ไปแล้ว

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL