อาทิตย์, มกราคม 21, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวการเมือง ::

สปสช.ยันไม่มีการยกเลิก 30 บาท มีแต่จะพัฒนาให้ดีขึ้น

สปสช.ขอยืนยันว่าข่าวที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ว่ารัฐบาลจะยกเลิกโครงการ 30 บาทหรือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง
 
 
 
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่ข่าวในออนไลน์และโซเชียลมีเดียว่ารัฐบาลกำลังจะยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่เคยยกเลิกโครงการนี้ มีแต่จะพัฒนาให้ดีขึ้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งอนุมัติงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2561 ซึ่งได้รับเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 ถึง 4.28% คิดเป็นเงิน 7,088.29 ล้านบาท ขณะที่งบเหมาจ่ายรายหัวก็ได้รับที่ 3,197.32 บาทต่อประชากร โดยได้รับเพิ่มขึ้นหัวละ 87.45 บาท จากปี 2560 ที่ได้รับ 3,109.87 บาทต่อประชากร 
 
“สปสช.ขอยืนยันว่าข่าวที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ว่ารัฐบาลจะยกเลิกโครงการ 30 บาทหรือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังพัฒนาให้ระบบดีขึ้น” โฆษก สปสช. กล่าว 
 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยนายกฯ สั่งกำชับเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเข้มงวดตรวจตราสถานบริการ

เน้นคัดกรองป้องกันเด็กเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าใช้บริการ หลังพบผู้ประกอบการหลายรายฝ่าฝืน ย้ำต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

 

 

       เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสถานบริการ ทั้งเรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา เวลาให้บริการ การใช้ยาเสพติด และเน้นเป็นพิเศษเรื่องการคัดกรองผู้ใช้บริการ โดยต้องควบคุมไม่ให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าใช้บริการ หลังจากตรวจพบสถานบริการหลายแห่งฝ่าฝืนกฎหมาย

    “ท่านนายกฯ ได้รับรายงานว่า มีสถานบริการหลายแห่งอนุญาตให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการ จึงรู้สึกห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัย เนื่องจากบางแห่งเป็นแหล่งมั่วสุมดื่มสุรา เสพยาเสพติด และเสี่ยงอันตรายหากเกิดเหตุทะเลาะวิวาทหรือการใช้ความรุนแรงขึ้น เช่น กรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบร้าน DJ Zone และร้านเวียงจันทร์ ในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อกลางดึกวันที่ 21 เม.ย. พบเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีจำนวนมาก รวมทั้งสถานบริการยังกระทำผิดกฎหมายหลายประการ ทั้งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ขายสุราให้แก่เด็กและเยาวชน เปิดให้บริการเกินเวลา และซุกซ่อนยาเสพติด เป็นต้น”

     ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานกำกับติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานบริการฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่ให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใด ๆ โดยหากตรวจพบการกระทำผิดจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งขอความร่วมมือพ่อแม่ผู้ปกครองให้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยต้องให้แนะนำตักเตือนไม่ให้ประพฤติตนในทางที่ไม่ถูกต้อง

 

รมว.กระทรวงสาธารณสุข ย้ำผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตขอให้เข้าไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่อยู่ใกล้ที่สุดหรือไปถึงเร็วที่สุด

เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและลดความพิการ โดยไม่ต้องกังวลค่ารักษาเบื้องต้นใน 72 ชั่วโมงแรกไม่ว่าสิทธิใดก็ตาม หากเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669  ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

     ศาสตราจารย์ คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินงานตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤตฉุกเฉินของชีวิต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะมีแต่ละกองทุนสุขภาพเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในระยะ 72 ชั่วโมงแรก ที่ผ่านมาพบปัญหาร้องเรียน 6 รายจากผู้ที่มาขอใช้สิทธิ 1,000 กว่าราย ส่วนใหญ่เป็นความไม่เข้าใจเรื่องหลักเกณฑ์ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณา และจะกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่อไป มั่นใจว่าในอนาคตปัญหาเหล่านี้จะลดลง “สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องเข้าใจคำว่า วิกฤตชีวิต ขอให้นำผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ที่อยู่ใกล้ที่สุดหรือไปถึงเร็วที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและลดความพิการหากเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง”

    ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับอาการฉุกเฉินวิกฤต 6 ข้อที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ได้แก่

1.หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่รู้สึกตัว

2.อาการทางสมอง มีการรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน

3.หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆหรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ สำลักอุดทางเดินหายใจกับมีอาการเขียวคล้ำ

4.ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤตอย่างน้อย 2 ข้อ คือตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น

5.อวัยวะฉีกขาดเสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ

6.อาการอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงทันทีทันใด ชักเกร็ง เป็นต้น

    ซึ่งผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1-17 เมษายน 2560 มีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่เข้าเกณฑ์รับบริการทั้งสิ้น  715 ราย จากผู้ขอใช้สิทธิทั้งหมด 1,773 ราย มากที่สุดคือ สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รองลงมาคือสิทธิประกันสังคม สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และกองทุนอื่นๆ ประชาชนหรือสถานพยาบาล ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ โทร 02-8721669ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

   

บูรณาการระบบและตรวจสอบกล้องวงจรปิด

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกขอความร่วมมือทุกหน่วยงานบูรณาการระบบและตรวจสอบการใช้งานของระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( cctv )
 
 

 

    นายศุภชัย  เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ด้วยกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้จังหวัดบูรณาการระบบและตรวจสอบการใช้งานของระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายมอบหมายให้จังหวัดดำเนินการสำรวจตรวจสอบความมีอยู่จริง และมีประสิทธิภาพของกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่ เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานข้อมูลของจังหวัด สำหรับการบูรณาการเชื่อมโยงและการจัดระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด  ( CCTV ) ใช้ประโยชน์ในการวางแผนด้านความมั่นคงและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในจังหวัด ประกอบกับ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ มีข้อสั่งการเพิ่มเติมให้จัดทำโครงการรักษาความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV )  และให้ตรวจตราพื้นที่แหล่งชุมชน เส้นทางคมนาคม ห้างสรรพสินค้าและสถานที่สำคัญอื่นๆ
 
    เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นบรรลุวัตถุประสงค์ จึงขอความร่วมมือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
 
1. ในการจัดทำแผนงานและงบประมาณของหน่วยงาน ควรให้ความสำคัญเร่งด่วนในการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) ในจุดเสี่ยงและจุดล่อแหลมต่อการก่ออาชญากรรมเพิ่มเติม โดยใช้ชื่อโครงการว่าโครงการรักษาความปลอดภัย ด้วยการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV )
2. ให้แสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) เพิ่มเติม
3. ให้ความสำคัญในการติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) และให้ปรับมุมกล้องตามจุดเสี่ยงและจุดล่อแหลมต่อการก่ออาชญากรรมให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุร้าย
 
     ในกรณีจัดหาระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) ให้พิจารณามาตรฐานและคุณสมบัติที่รองรับการเชื่อมโยงผ่านระบบเครือข่ายได้ ซึ่งจังหวัดจะได้มีโครงการบูรณาการและเชื่อมโยงต่อระบบกล้องวงจรปิด ( CCTV ) เฉพาะที่ติดตั้งในบริเวณพื้นที่สาธารณะ เข้าสู่ระบบการควบคุมกลางของจังหวัดต่อไป
 
     จังหวัดพิษณุโลกจึงขอความร่วมมือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับอำเภอให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่ทราบและถือปฎิบัติด้วยเช่นกัน
 

คัดค้านการปฏิรูปโครงสร้างกำนันผู้ใหญ่บ้าน

ู้
ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกรับหนังสือขอคัดค้านการปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากกำนันผู้ใหญ่บ้าน
 
 

วันที่ 10 เมษายน 2560 เวลา 10.00 น. ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก รับหนังสือข้อคัดค้านการปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยการควบรวม องค์การบริหารส่วนตำบลและยกฐานะให้เป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร จากตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยมี นายสมาน นวนเกิด นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ได้ติดตามการเสนอร่างกฏหมายการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยการควบรวมองค์การบริหารส่วนตำบล และยกฐานะให้เป็นเทศบาลตำบล เทศบาลเมืองและ เทศบาลนคร นั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดพิษณุโลกมีความห่วงใยร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งในเจตนาของผู้ร่าง ที่ยังมีความ กลุ่มเครือไม่ชัดเจนเกี่ยวกับตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่เพื่อความกระจ่างชัด และต้องไม่มีการตีความในอนาคต ขอให้คณะกรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นได้โปรดเขียนบทบัญญัตินี้ไว้ในพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายท้องถิ่นในมาตราก่อนถึงมาตราสุดท้ายดังนี้ มาตรา.... การใช้บังคับประมวลกฎหมายท้องถิ่นนี้ไม่เป็นการกระทบต่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากมีการบัญญัติไว้เช่นนี้จะปิดประเด็นเรื่องปัญหาการตีความหากมีเทศบาลเต็มพื้นที่ ทั่วประเทศ ตามประมวลกฎหมายท้องถิ่นว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังคงอยู่หรือไม่ มีพื้นที่ให้ปกครองหรือไม่ เพราะถ้าไม่บัญญัติไว้เช่นนี้ ต่อไปจะต้องมีคนหยิบมาตีความในทางที่ทำให้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่บังคับใช้ไม่ได้ในเขตเทศบาล 

ภาพ/ข่าว นายวัฒนพร อัครชินพรรณ ประชาสัมพันธ์สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก รายงาน
   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL