อาทิตย์, มกราคม 21, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวการเมือง ::

คุมเข้มจัดระเบียบสังคมสถานบริการในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก

 
ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกนำทีมจัดระเบียบสังคมตามนโยบาย ลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคม กวดขันพิเศษเรื่องการคัดกรองผู้ใช้บริการโดยต้องควบคุมไม่ให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไป ใช้บริการ
 
 
 
วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 เวลา 22.30 น นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย พลตรี ภาณุวัฒน์ เหนียวแน่น ผบ.มทบ.39/ ผบ.กกล.รส.จว.พล., นายเกรียงวิชญ์ เตชวิทยไวทิน ปลัดจังหวัด พล., นายธานินทร์ สมบูรณ์สาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด พล.,ว่าที่ ร.ต.อิทธิพล บุบผะศิริ นายอำเภอเมือง พล., นางวารุณี อยู่สุข  สรรพสามิตพื้นที่ พล. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ทหาร มทบ.39 , ม.พัน 9, เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมือง พล., เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพล., ทีมงานหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม."one home พม.", เจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด พม., เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1, กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ บูรณาการภารกิจ จัดระเบียบสังคมสถานบริการในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก
 
นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดนโยบายลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคม เพื่อดำเนินการกับสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือดำเนินกิจการที่ขัดต่อภาพลักษณ์และวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทย และแหล่งอบายมุขอื่นๆ ที่ส่งผลต่อปัญหายาเสพติด โดยแจ้งให้ที่จังหวัดดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสถานบริการใน เรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา เวลาให้บริการ การใช้ยาเสพติด และเน้นเป็นพิเศษเรื่องการคัดกรองผู้ใช้บริการโดยต้องควบคุมไม่ให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไป ใช้บริการ หลังจากตรวจพบ สถานบริการหลายแห่งฝ่าฝืนกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยพิจารณา แล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการกำชับ กวดขันให้เจ้าหน้าที่เอาใจใส่ และตรวจตราสถานบริการ หรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ให้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายและตามนโยบายลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคม จึงให้ทุก จังหวัดดำเนินการดังต่อไปนี้ ให้จังหวัดจัดชุดเจ้าหน้าที่บูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กวดขัน ตรวจตรา สถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ. ศ. 2509 พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยที่ 22/2558 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 46/2559 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 หากพบการกระทำผิด ให้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งให้เข้มงวดในเรื่องการกำหนดเวลาเปิดปิด  ของสถานบริการ กวดขันมิให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ซึ่งมิได้ทำงานในสถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการมิให้มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์และป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในระดับที่คล้ายกับสถานบริการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ซึ่งมิได้ทำงาน ในสถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการมิให้มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ตลอดจนประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือผู้ปกครอง ให้คอยแนะนำ ตักเตือน ดูแลบุตรหลานให้ประพฤติตนอยู่ในทางที่ถูกต้อง เป็นต้น
 
 
ภาพ/ข่าว นายวัฒนพร อัครชินพรรณ ประชาสัมพันธ์สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก รายงาน
 

ป.ป.ช.ภาค 6 แถลงผลการปราบปรามการทุจริตเขตพื้นที่รับผิดชอบ

 
กรรมการ ป.ป.ช.  แถลงผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 6 ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559- 30 เมษายน 2560 โดยเฉพาะด้านการปราบปรามทุจริต ด้านการตรวจสอบทรัพย์สิน และด้านการป้องกันการทุจริต แล้วจำนวน 545 เรื่อง  
 
 
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ โรงแรมวังแก้ว พิษณุโลก นางสุวณา สุวรรณจูทะ กรรมการ ป.ป.ช. ได้แถลงผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 6 ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โดยมีหน้าที่กำกับดูแลรับผิดชอบและช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช.   ประจำจังหวัดเขตพื้นที่ภาค 6 ซึ่งได้แก่สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 9 จังหวัดได้แก่ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดจังหวัดพิษณุโลก ,จังหวัดกำแพงเพชร ,จังหวัดตาก ,จังหวัดนครสวรรค์ ,จังหวัดพิจิตร ,จังหวัดเพชรบูรณ์ ,จังหวัดสุโขทัย ,จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดอุทัยธานี
 
 โดยผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึง 30 เมษายน 2560 โดยประกอบด้วยภารกิจ ด้านการปราบปรามทุจริต ด้านการตรวจสอบทรัพย์สิน และด้านการป้องกันการทุจริตได้ดังนี้ ภารกิจด้านการปราบปรามการทุจริต ข้อมูลการแสวงหาข้อเท็จจริงจำนวน 545 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 132 เรื่อง คงเหลือ 413 เรื่อง ที่อยากอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลต่างๆเพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำเขตพื้นที่ 6 ต่อไป ข้อมูลไต่สวนข้อเท็จจริงพื้นที่ภาค 6 มีเรื่องไต่สวนข้อเท็จจริงจำนวน 104 เรื่อง ดำเนินการเสร็จแล้ว 9 เรื่อง คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 จำนวน 43 เรื่อง คงเหลือดำเนินการในปีงบมาตอบไปจำนวน  52  เรื่อง ก็มีเรื่องที่ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จจำนวน 9 เรื่อง ภารกิจด้านการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน แบบตรวจสอบปกติซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 972 บัญชี ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 474 บัญชี อยู่ระหว่างดำเนินการ 498 บัญชี แบบตรวจสอบประเภทยืนยันซึ่งมีบัญชีอยู่ทั้งสิ้น 367 บัญชี ดำเนินการเสร็จแล้ว 174 บัญชี อยู่ระหว่างดำเนินการ 193 บัญชี พบว่ามีกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชี จงใจยื่นเท็จ จงใจปกปิดข้อเท็จจริง จำนวน 23 ราย และกรณีตรวจสอบเชิงลึก 37 ราย 
 
ภารกิจด้านการป้องกันการทุจริต สำนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดเขตพื้นที่ 6 ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 พ. ศ. 2560 ถึง 2564 จำนวนรวมทั้งสิ้น 139 โครงการ ซึ่งบางโครงการสามารถตอบรับยุทธศาสตร์ได้มากกว่า 1 ยุทธศาสตร์ ผู้เข้าร่วมโครงการ กิจกรรม รวมประมาณ 21,458 คน ประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สมาชิกหอการค้า สมาชิกสภาอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน อาสาสมัครหมู่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน นักเรียน นักศึกษา เด็กและเยาวชน สื่อมวลชน เครือข่ายประชาสัมพันธ์ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และภาคประชาชน โดยจัดโครงการรวมพลคนอาชีวศึกษาต้านภัยคอรัปชั่นและคัดเลือกคนพันธุ์R โครงการฝึกอบรมส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาชน โครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม เป็นต้น  
 
 ในการป้องกันการทุจริตภาคประชาชน โครงการส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใสสะอาด โครงการส่งเสริมความรู้คู่ อปท. เข้มแข็ง โครงการฝึกอบรมส่งเสริมค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วม  ของข้าราชการบรรจุใหม่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน โครงการเยาวชนไทยหัวใจสะอาด โครงการสานสัมพันธ์กับสื่อมวลชน โครงการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และโครงการรณรงค์เสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีและช่วยกันพิทักษ์สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นต้น เป้าหมายต่อไปของงานด้านป้องกันการทุจริตคือการส่งเสริมสร้างความรู้แก่หน่วยงานต่างๆเพื่อรองรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยและการเตรียมการเพื่อจัดทำมาตรการป้องกันการทุจริตในระดับภูมิภาคอีกด้วย
 

สื่อเดินหน้าปฏิรูปตามกลไกกำกับดูแลกันเอง

สภาการหนังสือพิมพ์ฯ พร้อมองค์กรสมาชิก และตัวแทนองค์กรวิชาชีพ ร่วมกันแถลงข่าวจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรม ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

 

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พร้อมด้วยตัวแทนองค์กรสมาชิก และองค์กรวิชาชีพ อันได้แก่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดการแถลงข่าวการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร หรือ Media Ombudsman ขึ้นในองค์กรสมาชิกซึ่งเป็นสื่อหนังสือพิมพ์จากทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกำกับดูแลกันเองให้มีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่จะประกาศให้ทราบว่า กลไกการปฏิรูปสื่อที่สังคมเรียกร้องนั้น วันนี้สื่อได้ปฏิรูปกลไกการกำกับดูแลกันเอง โดยเฉพาะในส่วนของหนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ข่าวที่เป็นของสมาชิก โดยเป็นการเกิดขึ้นของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร ที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปตัวเอง

ที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขธรรมนูญของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อจัดตั้งกรรมการพิจารณาร้องเรียนภายในองค์กร เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ถูกละเมิดจริยธรรมวิชาชีพ สามารถร้องเรียนสื่อที่ละเมิด มีการทำข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพออกมาเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกรอบวิชาชีพ โดยในส่วนภูมิภาค จะมีการจัดตั้งตามภาคต่างๆ สำหรับส่วนกลางก็จะดำเนินการในองค์กรของตัวเอง

โครงสร้างของคณะกรรมการ จะมาจากเจ้าของหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการ ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ด้านคุ้มครองผู้บริโภค หรือนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน โดยรวมกันไม่น้อยกว่า 3 คน และไม่เกิน 7คน เมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการละเมิดเกิดขึ้น ตามธรรมนูญเดิมให้ร้องเรียนไปที่ต้นสังกัด หรือองค์กรนั้นๆ แต่ส่วนมากประชาชนจะมาร้องเรียนที่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ซึ่งทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้า ดังนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กรขึ้นมา ก็ทำให้สามารถร้องเรียนได้ทั้งที่องค์กร และสภาการหนังสือพิมพ์ฯ รวมถึงมีอำนาจการสั่งการตรวจสอบได้โดยตรง แต่การพิจารณาจะต้องเสร็จภายใน 30 วัน หากผู้ร้องยังไม่พอใจผลการพิจารณา ก็สามารถอุทธรณ์มาที่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ได้ ซึ่งในต่างประเทศก็มีสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ดำเนินการลักษณะนี้เช่นกัน อันจะส่งผลให้หนังสือพิมพ์ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นก้าวแรกที่แสดงความมุ่งมั่นในการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน แต่อาจยังไม่เป็นคำตอบทั้งหมด เพราะต้องตอบสังคมให้ได้ว่า สื่อมวลชนสามารถกำกับดูแลกันเองได้หรือไม่ในการควบคุมจริยธรรม แม้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เชื่อว่าเป็นกลไกที่สามารถกำกับดูแลได้ ถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องก็จะมีกลไกดำเนินการกับสื่อเพื่อให้เป็นไปตามกรอบจริยธรรม และเสียงของประชาชนก็เป็นส่วนผลักดันที่จะคอยกำกับสื่อด้วยเช่นเดียวกัน

ขณะที่นายมานิจ สุขสมจิตร หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสในวงการสื่อมวลชน ให้ความเห็นว่า การจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กรครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า เราสามารถดำเนินการกันเองได้ แต่อาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจน เพราะเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลา ทุกอาชีพก็มีสภาวิชาชีพ ผู้บริโภคมีส่วนสำคัญที่จะคอยดูว่า สื่อไหนมีการละเมิดจริยธรรม ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ก็จะทำให้สื่อมีกรอบจริยธรรมที่ดี

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

17 พฤษภาคม 2560

   

กลุ่มรถตู้พิษณุโลกยื่นหนังสือขอปรับใช้กฎระเบียบรถตู้สาธารณะ

กลุ่มผู้ประกอบการรถตู้สาธารณะไม่ประจำทาง กว่า 20คันในจังหวัดพิษณุโลกรวมกลุ่มกันยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เรื่องการใช้กฎระเบียบรถตู้สาธารณะไม่ประจำทาง หมวดป้าย 30ถึง 36 (ป้ายเหลือง)

 

 

 

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 กลุ่มผู้ประกอบการรถตู้สาธารณะไม่ประจำทางหมวดป้าย 34- 36 ในจังหวัดพิษณุโลกกว่า 20 คัน มีนายบุญเชิด  แก้วศรี  เป็นแกนนำ ได้รวมกลุ่มยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เรื่องขอความอนุเคราะห์ปรับใช้กฎระเบียบรถตู้สาธารณะไม่ประจำทาง หมวดป้าย 30 ถึง 36 โดยแยกหมวดการใช้งานตามจริง

โดยนายบุญเชิด กล่าวว่า ทั้งนี้เนื่องจากกฎระเบียบรถตู้สาธารณะที่บังคับใช้ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่ออาชีพคนขับรถตู้ในปัจจุบัน  โดยมีประเด็นความเดือดร้อน 11 ข้อ คือ  1.การบังคับให้ติดตั้งเครื่องรูดบัตร gps จำกัดความเร็วที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเหมาะสมกับรถขนส่งรถบัสทั่วไปจึงขอให้มีการทบทวนปรับเปลี่ยนระดับความเร็วให้เหมาะสมกับรถตู้บริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทำให้ลูกค้าบางกลุ่มหันไปใช้บริการรถรับจ้างที่ไม่ถูกประเภทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  2.ปัญหาเรื่องการใช้ช่องทางเดินรถซึ่งบังคับให้วิ่งเลนซ้ายสุดทั้งที่ถนน 2-3 ช่องทางจราจรความปลอดภัยมีจริงหรือไม่ 3.ปัญหาเรื่องการจำกัดเวลาในการทำงาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับลูกค้าที่ใช้บริการ  4.ปัญหาเรื่องการใช้ความเร็วไม่สอดคล้องกับสภาพการจราจร  5. ปัญหาเรื่องการเรียกเก็บภาษีจากกรมสรรพากร 6. ปัญหาเรื่องการชำระค่าปรับ โดนจับที่จังหวัดไหนให้สามารถจ่ายค่าปรับได้ที่จังหวัดอะไรก็ได้  7.ปัญหาของคนที่มีรถมากกว่า 1 คันแต่ไม่เกิน 2-3 คัน ที่จะเข้าระบบให้ถูกต้องควรหาแนวทางแก้ไข  8. ปัญหาเรื่องการตรวจสอบ gps ทุกคนสามารถรู้ได้หมดว่าเราอยู่จุดไหนซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่เนื่องจากลูกค้าที่ใช้บริการบางกลุ่มอาจมีอาชีพที่ไม่ต้องการเปิดเผยสถานที่อยู่  9.ปัญหาเรื่องการแต่งกาย  10.ปัญหาเรื่องการลงสมุดบันทึกการเดินทาง และ 11.ปัญหาเรื่อง wifi จึงอยากให้ทางจังหวัดช่วยพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีความชัดเจนและถูกต้อง

 ซึ่งนายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกพร้อม นางวราภรณ์ วรพงศธร ขนส่งจังหวัดพิษณุโลก ได้ลงมารับหนังสือและจะได้นำข้อร้องเรียนนำเสนอให้ส่วนกลางพิจารณาแก้ไข เพราะบางเรื่องเป็นมาตรการที่ออกจากส่วนกลางจึงต้องให้ทางส่วนกลางแก้ไข ต่อไป

 

หยุด...ตีทะเบียนสื่อ ครอบงำประชาชน

ตีทะเบียนสื่อ...ใครได้ใครเสีย??? 

 

 

ผมเริ่มอาชีพหนังสือพิมพ์เมื่อได้รับใบอนุญาตให้เป็นบรรณาธิการในพ.ศ.๒๕๑๗

ครับ..ไม่ผิดหรอก จากปีนั้นมาถึงปีนี้เป็นระยะเวลา ๔๓ ปีเต็ม ไม่เคยหยุดและไม่เคยรับเงินเดือนจากใคร

ที่สำคัญเมื่อผมเริ่มอาชีพนี้ หลายคนเพิ่งจะเกิด และหลายคนเพิ่งจะเขียนหนังสือจาก ก ถึง ฮ สำเร็จ

แต่ละคน มีประวัติศาสตร์แห่งชีวิตแตกต่างกัน ไม่มีใครปิดบังหรือบิดเบือนกันได้

แน่นอนว่า ประวัติศาสตร์ของผมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความตาย คุกตะราง ผ่านมาหยอกล้อเสมอ ท่านใดต้องการทราบพอสังเขปกดอ่านได้ใน Wikipedia ผ่าน Google ซึ่งผมมิได้ไปแต่งเติมอะไร ถึงจะขาดตกบกพร่องไปพอควร

แม้จะเป็นนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแต่ไม่เคยท้อแท้หรือท้อถอย เฝ้าเรียนรู้ติดตามความเคลื่อนไหวในเมืองหลวงตลอดมา จึงถูกเชิญให้เข้าร่วมก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในพ.ศ.๒๕๔๐ และได้รับเลือกร่วมเป็นกรรมการสภาทุกสมัยที่สมัคร กระทั่งขึ้นสูงถึงรองประธานสภาฯ คนที่ ๑

แต่วันนี้เป็นเพียงกรรมการธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะไม่เคยขาดประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

ซึ่งถ้าไม่มีจิตใจรักองค์กรแท้จริง จะตะบี้ตะบันแหกขี้ตาตั้งแต่ตีสี่ ขึ้นรถไปกลับกว่า ๕๐๐ ก.ม.เพื่ออะไร ค่าใช้จ่ายไม่ต้องคิดให้เสียดาย

ทั้งนี้เพราะสำนึกกตัญญูย้ำเตือนเสมอว่า ผมมีโอกาสได้รับเกียรติยศสูงส่ง ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๕๐ จากพื้นฐานและพี่น้องของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งนี้ การใดที่จะสร้างสรรค์ได้ต้องร่วมมือ

แต่ความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัดนั่นแหละ เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้

ไม่ต้องวิตกหรอกครับ เนรคุณ ไม่มีโอกาสมาเฉียดใกล้

อาชีพนักหนังสือพิมพ์ ย่อมคู่ขนานไปกับผู้ปกครองประเทศ หรือผู้บริหารแผ่นดินเสมอ

ระหว่างเส้นทางผู้ปกครองประเทศที่ขึ้นมาด้วยอำนาจพิเศษ จึงมักจะออกกฎหมายพิเศษเพื่อควบคุม ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๗ หรือ “ปว.๑๗” โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังผลให้มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับถูกปิด บรรยากาศความหวาดกลัวปกคลุมวงการสื่ออยู่ถึง ๑๖ ปี กว่าจะถูกยกเลิกในพ.ศ.๒๕๑๗ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาล สัญญา ธรรมศักดิ์ พิจารณาออกพระราชบัญญัติ “ยกเลิก”

ครั้นพล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปปกครองแผ่นดิน เข้ายึดอำนาจและออกกฎหมายปิดปากสื่อที่มีเนื้อหารุนแรงกว่า ปว.๑๗ เพิ่มเติมความเข้มข้นอีกหลายประการ ภายใต้ชื่อ “คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๒” (ปร.๔๒) ในพ.ศ.๒๕๑๙ ให้อำนาจเจ้าพนักงานการพิมพ์ในการปิดหนังสือพิมพ์

พร้อมกำหนดโทษอาญากับผู้ฝ่าฝืน ทั้งจำทั้งปรับ

รัฐบาลหอย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ใช้อำนาจ ปร.๔๒ มากกว่า ๒๐ ครั้ง หนังสือพิมพ์หลายฉบับถูกอิทธิฤทธิ์ของ ปร.๔๒ อ่วมอกโรยไปตามกัน

ผู้ประกอบวิชาชีพข่าวทั่วประเทศก็รวมตัวกันเคลื่อนไหวในนาม “สมัชชานักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เรียกร้องให้ยกเลิก ปร.๔๒ และเมื่อเวลาแห่งความเหมาะสมมาถึง การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ก็ยกเลิกในพ.ศ.๒๕๓๓ สมัยของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีจากโคราช และประกาศในงานเลี้ยงคืนหนึ่งกลางมหานคร จักรเฟืองตัวเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนข้องเกี่ยวนั้นมีใครบ้าง อาจารย์โชติมา พรหมมิ แห่งคณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลอยรู้เห็นไปด้วย

ตัดฉับกลับจากอดีตเข้าสู่ยุค คสช. ภายใต้การบงการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แรกเมื่อมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผมเริ่มสนใจกับ พระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน (ชื่อยืดยาวเกิ๊น) โดยมีรศ.จุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนฯ ถือธงนำ พร้อมกันนั้นผมก็ได้บอกเล่าเก้าสิบอาจารย์ว่า คณะนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคสนใจในการปฏิรูปและยินดีสนับสนุน ขณะเดียวกันก็ติดตามความเป็นไปอย่างใกล้ชิด (แม้จะอยู่ห่างไกล)

และแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. ๒๕๕๘ ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณารายงานที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. วาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกำกับดูแลสื่อ วาระปฏิรูปที่ ๓๓ สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ และร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…

โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการทั้ง ๓ วาระปฏิรูปด้วยคะแนน ๑๘๗ ต่อ ๑๐ เสียง งดออกเสียง ๑๗ เสียง เพื่อส่งรายงานพร้อมความเห็นของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ด้วยคะแนน ๑๖๗ ต่อ ๒๐ เสียง งดออกเสียง ๒๗ เสียง โดยให้ส่งร่าง พ.ร.บ.พร้อมความเห็นของสมาชิกไปยังคณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา และให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน

ผมประทับใจกับ คุณเตือนใจ สินธุวนิก สปช. อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่อภิปรายว่า “ที่ผ่านมา สื่อมีการเลือกสี เลือกข้าง มีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชน และมีทั้งสื่อแท้และสื่อเทียม บางคนอาศัยวงการสื่อทำมาหากิน จึงอยากให้องค์กรสื่อกล้าหาญเพียงพอที่จะตรวจสอบกันเอง ออกมาตรการเด็ดขาดในการกำจัดสื่อที่เป็นกาฝาก ทั้งสื่อที่รีดไถรับเงิน หรือแฝงตัวเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ จึงถือเป็นเวลาที่สำคัญที่ต้องตัดเนื้อร้าย คัดปลาเน่าออกจากข้องสื่ออย่างเด็ดขาด จึงเสนอให้มีการออกใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อคัดกรองว่าใครเป็นสื่อเทียม สื่อแท้ หากใครประพฤติตัว ที่ไม่ดี หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ให้มีการลงโทษตั้งแต่ตักเตือน จนถึงการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อให้สื่อมวลชนมีศักดิ์ศรีมีเกียรติ”

แม้จะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่สำนึกแห่งวิชาชีพตรงกันเป๋ง ผมถูกใจกดให้ล้านไลค์เลยล่ะ

แต่แล้วความไม่แน่นอนก็คือความแน่นอน ปรากฏว่า ร่างพ.ร.บ.นี้ต้องตายตกไปตามกับการไม่ผ่านความเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างโดยอาจารย์บวรศักดิ์อุวรรณโณ แห่งยุค ปชส.

ผมจึงอดแปลกใจไม่น้อยว่า เหตุไรหนังชื่อเรื่องเดียวกัน วิธีการถ่ายทำเหมือนกัน ต่างกันที่ผู้แสดงบางคนเท่านั้น จึงได้รับการต่อต้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เมื่อมีการนำเสนอในวันนี้ ใน สปท.

ถ้าเช่นนั้นเปลี่ยนเป็น การตีทะเบียนไม่บังคับ ให้เป็นไปโดยสมัครใจ แต่สิทธิและศักดิ์ศรีย่อมแตกต่างกันดีไหมครับ

การต่อต้านเริ่มลุกลาม....เมื่ออนุกรรมาธิการ ๔ คนจากวงการสื่อมวลชนลาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างว่า รับไม่ได้กับร่างพ.ร.บ.นี้

กรรมนั้นจึงพุ่งตรงมายังผม เพราะผมแสดงความคิดเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ ร่างพ.ร.บ.นี้ในหลายเวที จึงมีการติดต่อหยั่งเชิงซึ่งผมตอบอย่างเปิดเผยว่า ผมเห็นด้วยกับการจดทะเบียนสื่อมวลชน แต่คัดค้านการให้ ๔ ปลัดกระทรวงเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพราะมากเกินไปสื่อมวลชนจะขาดโอกาสที่เป็นเสียงข้างมาก ถ้าจะมีเพียง ๒ ตำแหน่งก็พอรับได้

หลังจากนั้นเพียง ๒ วัน ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน แถลงข่าวว่า คณะกรรมการปรับให้มีเพียง ๒ ปลัดกระทรวง ร่วมเป็นคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

ผมจึงไม่มีเหตุต้องปฏิเสธ และหลักการที่ผมตัดสินใจเข้าร่วมให้เปลืองตัวและเปลืองเงินก็คือ.. “ที่หนักก็จักเบาคลาย ที่อันตรายขจัดขัดขวาง” และที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้สื่อภูมิภาคมีที่ยืนจากที่ถูกเหยียบตลอดมา และหากพ.ร.บ.นี้ร่างโดยไม่มีสื่ออาชีพเข้าร่วม อาจจะเตลิดไปไกลกว่านี้ก็เป็นได้

ถามตรงๆ ตอบชัดๆ ว่า ผมจะได้ประโยชน์ส่วนตัวในทางใดกับการร่วมเป็นอนุกรรมาธิการฯ

“ไม่มีเลยครับ”

ตำแหน่งหน้าที่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ?..หมดสิทธิ อายุมากเกินไปแล้ว

ทรัพย์สินเงินทอง?..สัมมาชีพของผมมั่นคงพอเพียงแล้ว

ประการสำคัญสำหรับสื่อมวลชนที่ดีก็คือ การให้ร้ายทางวาทกรรม (Hate Speech) เป็นบาปมหันต์ และไม่เป็นคุณแก่สังคมเลย ที่สำคัญระหว่างผู้ให้ร้ายกับผู้ถูกให้ร้าย หากความสุจริตต่างกันย่อมสร้างสังคมวิบัติ

ก่อนที่สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติจะเกิดในลักษณะใดหรือไม่ พวกเรามาตั้งต้นเป็นสื่อมวลชนที่ดีก่อนไหมครับ?

------------------------------
นสพ.โคราชคนอีสาน 
ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒๔๓๐ วันจันทร์ที่ ๑-๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL