พุธ, พฤศจิกายน 22, 2017
   
Text Size

ค้นหาข่าว

หยุด...ตีทะเบียนสื่อ ครอบงำประชาชน

ตีทะเบียนสื่อ...ใครได้ใครเสีย??? 

 

 

ผมเริ่มอาชีพหนังสือพิมพ์เมื่อได้รับใบอนุญาตให้เป็นบรรณาธิการในพ.ศ.๒๕๑๗

ครับ..ไม่ผิดหรอก จากปีนั้นมาถึงปีนี้เป็นระยะเวลา ๔๓ ปีเต็ม ไม่เคยหยุดและไม่เคยรับเงินเดือนจากใคร

ที่สำคัญเมื่อผมเริ่มอาชีพนี้ หลายคนเพิ่งจะเกิด และหลายคนเพิ่งจะเขียนหนังสือจาก ก ถึง ฮ สำเร็จ

แต่ละคน มีประวัติศาสตร์แห่งชีวิตแตกต่างกัน ไม่มีใครปิดบังหรือบิดเบือนกันได้

แน่นอนว่า ประวัติศาสตร์ของผมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความตาย คุกตะราง ผ่านมาหยอกล้อเสมอ ท่านใดต้องการทราบพอสังเขปกดอ่านได้ใน Wikipedia ผ่าน Google ซึ่งผมมิได้ไปแต่งเติมอะไร ถึงจะขาดตกบกพร่องไปพอควร

แม้จะเป็นนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแต่ไม่เคยท้อแท้หรือท้อถอย เฝ้าเรียนรู้ติดตามความเคลื่อนไหวในเมืองหลวงตลอดมา จึงถูกเชิญให้เข้าร่วมก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในพ.ศ.๒๕๔๐ และได้รับเลือกร่วมเป็นกรรมการสภาทุกสมัยที่สมัคร กระทั่งขึ้นสูงถึงรองประธานสภาฯ คนที่ ๑

แต่วันนี้เป็นเพียงกรรมการธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะไม่เคยขาดประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

ซึ่งถ้าไม่มีจิตใจรักองค์กรแท้จริง จะตะบี้ตะบันแหกขี้ตาตั้งแต่ตีสี่ ขึ้นรถไปกลับกว่า ๕๐๐ ก.ม.เพื่ออะไร ค่าใช้จ่ายไม่ต้องคิดให้เสียดาย

ทั้งนี้เพราะสำนึกกตัญญูย้ำเตือนเสมอว่า ผมมีโอกาสได้รับเกียรติยศสูงส่ง ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๕๐ จากพื้นฐานและพี่น้องของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งนี้ การใดที่จะสร้างสรรค์ได้ต้องร่วมมือ

แต่ความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัดนั่นแหละ เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้

ไม่ต้องวิตกหรอกครับ เนรคุณ ไม่มีโอกาสมาเฉียดใกล้

อาชีพนักหนังสือพิมพ์ ย่อมคู่ขนานไปกับผู้ปกครองประเทศ หรือผู้บริหารแผ่นดินเสมอ

ระหว่างเส้นทางผู้ปกครองประเทศที่ขึ้นมาด้วยอำนาจพิเศษ จึงมักจะออกกฎหมายพิเศษเพื่อควบคุม ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๗ หรือ “ปว.๑๗” โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังผลให้มีหนังสือพิมพ์หลายฉบับถูกปิด บรรยากาศความหวาดกลัวปกคลุมวงการสื่ออยู่ถึง ๑๖ ปี กว่าจะถูกยกเลิกในพ.ศ.๒๕๑๗ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาล สัญญา ธรรมศักดิ์ พิจารณาออกพระราชบัญญัติ “ยกเลิก”

ครั้นพล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปปกครองแผ่นดิน เข้ายึดอำนาจและออกกฎหมายปิดปากสื่อที่มีเนื้อหารุนแรงกว่า ปว.๑๗ เพิ่มเติมความเข้มข้นอีกหลายประการ ภายใต้ชื่อ “คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๒” (ปร.๔๒) ในพ.ศ.๒๕๑๙ ให้อำนาจเจ้าพนักงานการพิมพ์ในการปิดหนังสือพิมพ์

พร้อมกำหนดโทษอาญากับผู้ฝ่าฝืน ทั้งจำทั้งปรับ

รัฐบาลหอย ธานินทร์ กรัยวิเชียร ใช้อำนาจ ปร.๔๒ มากกว่า ๒๐ ครั้ง หนังสือพิมพ์หลายฉบับถูกอิทธิฤทธิ์ของ ปร.๔๒ อ่วมอกโรยไปตามกัน

ผู้ประกอบวิชาชีพข่าวทั่วประเทศก็รวมตัวกันเคลื่อนไหวในนาม “สมัชชานักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เรียกร้องให้ยกเลิก ปร.๔๒ และเมื่อเวลาแห่งความเหมาะสมมาถึง การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ก็ยกเลิกในพ.ศ.๒๕๓๓ สมัยของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีจากโคราช และประกาศในงานเลี้ยงคืนหนึ่งกลางมหานคร จักรเฟืองตัวเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนข้องเกี่ยวนั้นมีใครบ้าง อาจารย์โชติมา พรหมมิ แห่งคณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลอยรู้เห็นไปด้วย

ตัดฉับกลับจากอดีตเข้าสู่ยุค คสช. ภายใต้การบงการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แรกเมื่อมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผมเริ่มสนใจกับ พระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน (ชื่อยืดยาวเกิ๊น) โดยมีรศ.จุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนฯ ถือธงนำ พร้อมกันนั้นผมก็ได้บอกเล่าเก้าสิบอาจารย์ว่า คณะนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคสนใจในการปฏิรูปและยินดีสนับสนุน ขณะเดียวกันก็ติดตามความเป็นไปอย่างใกล้ชิด (แม้จะอยู่ห่างไกล)

และแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. ๒๕๕๘ ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พิจารณารายงานที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. วาระปฏิรูปที่ ๓๒ การกำกับดูแลสื่อ วาระปฏิรูปที่ ๓๓ สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ และวาระปฏิรูปที่ ๓๔ การป้องกันการแทรกแซงสื่อ และร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…

โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการทั้ง ๓ วาระปฏิรูปด้วยคะแนน ๑๘๗ ต่อ ๑๐ เสียง งดออกเสียง ๑๗ เสียง เพื่อส่งรายงานพร้อมความเห็นของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ด้วยคะแนน ๑๖๗ ต่อ ๒๐ เสียง งดออกเสียง ๒๗ เสียง โดยให้ส่งร่าง พ.ร.บ.พร้อมความเห็นของสมาชิกไปยังคณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณา และให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน

ผมประทับใจกับ คุณเตือนใจ สินธุวนิก สปช. อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่อภิปรายว่า “ที่ผ่านมา สื่อมีการเลือกสี เลือกข้าง มีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชน และมีทั้งสื่อแท้และสื่อเทียม บางคนอาศัยวงการสื่อทำมาหากิน จึงอยากให้องค์กรสื่อกล้าหาญเพียงพอที่จะตรวจสอบกันเอง ออกมาตรการเด็ดขาดในการกำจัดสื่อที่เป็นกาฝาก ทั้งสื่อที่รีดไถรับเงิน หรือแฝงตัวเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ จึงถือเป็นเวลาที่สำคัญที่ต้องตัดเนื้อร้าย คัดปลาเน่าออกจากข้องสื่ออย่างเด็ดขาด จึงเสนอให้มีการออกใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อคัดกรองว่าใครเป็นสื่อเทียม สื่อแท้ หากใครประพฤติตัว ที่ไม่ดี หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ให้มีการลงโทษตั้งแต่ตักเตือน จนถึงการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อให้สื่อมวลชนมีศักดิ์ศรีมีเกียรติ”

แม้จะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่สำนึกแห่งวิชาชีพตรงกันเป๋ง ผมถูกใจกดให้ล้านไลค์เลยล่ะ

แต่แล้วความไม่แน่นอนก็คือความแน่นอน ปรากฏว่า ร่างพ.ร.บ.นี้ต้องตายตกไปตามกับการไม่ผ่านความเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างโดยอาจารย์บวรศักดิ์อุวรรณโณ แห่งยุค ปชส.

ผมจึงอดแปลกใจไม่น้อยว่า เหตุไรหนังชื่อเรื่องเดียวกัน วิธีการถ่ายทำเหมือนกัน ต่างกันที่ผู้แสดงบางคนเท่านั้น จึงได้รับการต่อต้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เมื่อมีการนำเสนอในวันนี้ ใน สปท.

ถ้าเช่นนั้นเปลี่ยนเป็น การตีทะเบียนไม่บังคับ ให้เป็นไปโดยสมัครใจ แต่สิทธิและศักดิ์ศรีย่อมแตกต่างกันดีไหมครับ

การต่อต้านเริ่มลุกลาม....เมื่ออนุกรรมาธิการ ๔ คนจากวงการสื่อมวลชนลาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างว่า รับไม่ได้กับร่างพ.ร.บ.นี้

กรรมนั้นจึงพุ่งตรงมายังผม เพราะผมแสดงความคิดเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ ร่างพ.ร.บ.นี้ในหลายเวที จึงมีการติดต่อหยั่งเชิงซึ่งผมตอบอย่างเปิดเผยว่า ผมเห็นด้วยกับการจดทะเบียนสื่อมวลชน แต่คัดค้านการให้ ๔ ปลัดกระทรวงเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพราะมากเกินไปสื่อมวลชนจะขาดโอกาสที่เป็นเสียงข้างมาก ถ้าจะมีเพียง ๒ ตำแหน่งก็พอรับได้

หลังจากนั้นเพียง ๒ วัน ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน แถลงข่าวว่า คณะกรรมการปรับให้มีเพียง ๒ ปลัดกระทรวง ร่วมเป็นคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

ผมจึงไม่มีเหตุต้องปฏิเสธ และหลักการที่ผมตัดสินใจเข้าร่วมให้เปลืองตัวและเปลืองเงินก็คือ.. “ที่หนักก็จักเบาคลาย ที่อันตรายขจัดขัดขวาง” และที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้สื่อภูมิภาคมีที่ยืนจากที่ถูกเหยียบตลอดมา และหากพ.ร.บ.นี้ร่างโดยไม่มีสื่ออาชีพเข้าร่วม อาจจะเตลิดไปไกลกว่านี้ก็เป็นได้

ถามตรงๆ ตอบชัดๆ ว่า ผมจะได้ประโยชน์ส่วนตัวในทางใดกับการร่วมเป็นอนุกรรมาธิการฯ

“ไม่มีเลยครับ”

ตำแหน่งหน้าที่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ?..หมดสิทธิ อายุมากเกินไปแล้ว

ทรัพย์สินเงินทอง?..สัมมาชีพของผมมั่นคงพอเพียงแล้ว

ประการสำคัญสำหรับสื่อมวลชนที่ดีก็คือ การให้ร้ายทางวาทกรรม (Hate Speech) เป็นบาปมหันต์ และไม่เป็นคุณแก่สังคมเลย ที่สำคัญระหว่างผู้ให้ร้ายกับผู้ถูกให้ร้าย หากความสุจริตต่างกันย่อมสร้างสังคมวิบัติ

ก่อนที่สภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติจะเกิดในลักษณะใดหรือไม่ พวกเรามาตั้งต้นเป็นสื่อมวลชนที่ดีก่อนไหมครับ?

------------------------------
นสพ.โคราชคนอีสาน 
ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒๔๓๐ วันจันทร์ที่ ๑-๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐