อาทิตย์, มกราคม 21, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวการศึกษา ::

นร.เก่งเมืองสองแคว สอบโอเน็ตเต็ม 100 แถมสอบติดแพทย์ 4 สถาบัน

 
นักเรียนเก่งเมืองสองแคว สอบโอเน็ต วิชาคณิตศาสตร์ ได้เต็ม 100 คะแนน สอบติดแพทย์ถึง 4 ที่ อยากเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เผยเคล็ดลับเวลาเรียนต้องตั้งใจเรียน ทบทวนวิชาเรียนเมื่อกลับถึงบ้าน 
 
 
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.พยัพ   อนันนิล  ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต39 (พิษณุโลก-อุตรดิตถ์) แจ้งว่า มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จำนวน 1 คน ที่สามารถทำคะแนนสอบโอเน็ต ในวิชาคณิตศาสตร์ ได้เต็ม 100 คะแนน คือ นางสาวพิมรักษ์  บารมี  และเป็นนักเรียนที่สามารถสอบติดแพทย์ ถึง 4 สถาบัน ซึ่งโรงเรียนได้สนับสนุนในทุกด้าน ในทุกกลุ่มสาระวิชา จนสามารถทำให้โรงเรียนมีความภาคภูมิใจและประสบความสำเร็จได้ 

นางสาวพิมรักษ์    บารมี  กล่าวว่า  รู้สึกดีใจที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและครอบครัวค่ะ ดีใจมากค่ะ ในการเตรียมตัวก่อนสอบ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ จะเน้นทำโจทย์ตลอดค่ะ จับเวลาและเน้นการทำโจทย์เก่า ๆ ของโอเน็ตค่ะ จะได้รู้ว่าโอเน็ตออกประมาณแนวไหน ถ้าเรื่องไหนเรายังไม่เน้นก็จะอ่านเนื้อหาเพิ่มเติม ในการแบ่งเวลาหลังจากทำการบ้านเสร็จตอนเย็น 5 – 6 โมงเย็น เสร็จก็จะออกไปเดินเล่นรอบบ้าน แล้วกลับ ทานข้าว อาบน้ำและมาอ่านหนังสือเริ่มประมาณ 3 ทุ่ม ก็จะอ่านตามตารางที่วางไว้ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาฟิสิกส์  เน้นการทำโจทย์จับเวลาเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นวิชาที่เน้นความจำ เช่น ชีวะ ภาษาอังกฤษ ก็จะอ่านเนื้อหาก่อน และเริ่มจับเวลาเช่นกันค่ะ ในแต่ละวันจะอ่านถึงเที่ยงคืนหรือตี 1 ค่ะ” 
น้องพิมรักษ์  กล่าวอีกว่า สำหรับผลการสอบศึกษาต่อของน้องพิมรักษ์  นั้น สอบติดแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โครงการ MDS    สอบแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โครงการชนบท สอบติดแพทย์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ได้เป็นอันดับ 1 ของแพทย์)  และสุดท้ายสอบติดแพทย์ศิริราช   ได้เลือกเรียนที่ศิริราช เพราะชื่อเสียงของสถาบันที่เก่าแก่ และส่วนตัวชอบอาชีพนี้อยู่แล้ว เป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยค่ะ” 
ด้าน นายบุญเหลือ  บารมี  ผู้ปกครองของน้องพิม และมีตำแหน่งเป็นนายอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ดีใจมาก เพราะถือเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ถึงต้องใช้ระระเวลาอีกหลายปี นำเรียนว่ามีอยู่ 3 ภาคส่วน ส่วนแรกคือครอบครัว ต้องช่วยเหลือ สนับสนุนและเป็นกำลังใจ ส่วนที่สองในตัวของน้องเอง ที่มีความรับผิดชอบ มุ่งมั่น และมีความขยันเป็นทุนเดิม และส่วนที่สามทางสถาบันการศึกษา ที่เป็นต้นแบบ เป็นเบ้าหลอม ที่ได้ให้ความรู้และคุณธรรม ที่ทำให้มีส่วนให้น้องประสบความสำเร็จครับ”
พร้อมนี้ ดร.พยัพ  อนันนิล ผู้อำนวยการโรงเรียน  ได้ทำพิธีมอบเสื้อสามารถ “O-NET คณิตศาสตร์ พิชิต 100” และโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้ที่มีผลการทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ ได้ 100 คะแนนเต็มให้แก่ นางสาวพิมรักษ์  บารมี ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 39 ด้วย
 

กองบิน 46 จัดกิจกรรมป้องกันเด็กจมน้ำในช่วงปิดภาคเรียน

กองบิน 46 จัดโครงการ อบรมเยาวชนป้องกันอุบัติเหตุจมน้ำในฤดูร้อน ขึ้น เพื่อให้เยาวชนได้มีพื้นฐานและการเอาตัวรอดจากการเล่นน้ำและอาจจมน้ำเสียชีวิตได้

 

 

วันที่ 22 มีนาคม 2560 เวลา 09:30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สระว่ายน้ำ สโมสรบ้านพักวิทยุการบิน จังหวัดพิษณุโลก นาวาอากาศเอก นราธิป พุทธสีมา เสนาธิการกองบิน 46 เป็นประธานในพิธีเปิด " โครงการอบรมเยาวชนป้องกันอุบัติเหตุจมน้ำในฤดูร้อน " โดยมีเยาวชนของ บน.46 และชุมชนรอบรั้ว บน.46 กว่า 150 คน เข้าร่วม

โดยทางกองบิน 46 ร่วมกับบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (พิษณุโลก) และบริษัท พิษณุโลก บิ๊กซี 2015 จำกัด จัดโครงการอบรมเยาวชนป้องกันอุบัติเหตุจมน้ำในฤดูร้อนนี้ขึ้นเพื่อให้เยาวชนได้มีพื้นฐานและการเอาตัวรอดจากการเล่นน้ำและอาจจมน้ำเสียชีวิตได้ ทั้งนี้จากสถิติการเสียชีวิตของการจมน้ำในเยาวชนมีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียน ทำให้หลายหน่วยงานเข้ามาส่งเสริมและจัดกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้น เพื่อให้เยาวชนได้มีทักษะของการเอาตัวรอดได้ในที่สุด

 

โดยในการฝึกอบรบในครั้งนี้ได้เรียนเชิญ พ.อ.อ.ปัญญวิทย์  รัศมี นักกีฬาว่ายน้ำกองทัพอากาศ ซึ่งมีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการช่วยเหลือตนเองในน้ำเป็นอย่างดี มาเป็นวิทยากรให้ความรู้และสาธิตเกี่ยวกับ การฝึกทักษะเอาชีวิตรอดในน้ำ การเกิดอุบัติเหตุทางน้ำของกลุ่มเสี่ยง การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และป้องกันการเสียชีวิตในช่วงปิดภาคเรียน

 

โฆษก สปสช.ยันไม่เกี่ยวข้องภาพแชร์ในโซเชียลให้ข้อมูลไม่จริงเรื่องงบบัตรทอง

ย้ำไม่เคยจัดทำ แถมข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ยืนยันงบบัตรทอง ปี 61 ได้มากกว่าปี 60 ปรับเพิ่มงบเหมาจ่าย 2 พันล้านบาท หรือเกือบ 90 บาทต่อประชากร 

 

 

 

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการส่งข้อความอินโฟกราฟฟิคผ่านทางโซเชียล โดยมีการระบุข้อความว่า ตัดงบบัตรทอง 1.3 หมื่นล้าน เหลือ 500 ล้าน ข้อความประกอบอื่นๆ โดยมีการใส่รูปตนเองด้วยว่า ภาพอินโฟกราฟฟิคนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร ทั้งข้อมูลที่นำเสนอยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะที่ระบุว่าตัดงบบัตรทองจาก 1.3 หมื่นล้านบาท เหลือ 500 ล้านบาท เพราะงบเหมาจ่ายรายหัวในปี 2561 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขณะนี้ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มจากปี 2560 จำนวน 2,555 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปรับเพิ่มเกือบ 90 บาทต่อประชากร ดังนั้นที่ระบุว่าเหลือเพียงแค่ 500 ล้านบาทจึงไม่ถูกต้อง และยืนยันว่ารัฐบาลนอกจากไม่ปรับลดแล้ว ยังเพิ่มเติมงบประมาณมากกว่าปีที่แล้ว

          ทั้งนี้เรื่องงบบัตรทองที่เป็นกระแสสังคมอย่างมากในขณะนี้ เนื่องจากบัตรทองหรือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถือเป็นสวัสดิการภาครัฐที่ให้กับประชาชนในด้านการรักษาพยาบาล โดยครอบคลุมผู้มีสิทธิถึง 48 ล้านคนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นเมื่อมีข่าวกระทบความรู้สึกประชาชนจึงกลายเป็นประเด็นที่อ่อนไหว แม้ว่าข้อเท็จจริงจะไม่ได้เป็นไปตามข้อมูลที่นำเสนอ  “ขอย้ำว่างบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มทุกปีและไม่ได้ลดลงเลย เพียงแต่บางปีอาจปรับเพิ่มมากบ้างน้อยบ้าง โดยเป็นไปตามภาระงบประมาณรัฐบาล สำหรับในปี 2561 นี้ การปรับเพิ่มงบประมาณอาจไม่ได้เพิ่มตามจำนวนตัวเลขที่ สปสช.นำเสนอขาขึ้น จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจนเป็นประเด็นอย่างที่ปรากฎ แต่ยืนยันว่าไม่กระทบสิทธิประโยชน์การรับบริการ โดยสิทธิการรักษาต่างๆ ยังคงเดิม ไม่ได้มีการปรับลดแต่อย่างไร” โฆษก สปสช. กล่าว

   

นักประดิษฐ์รุ่นใหม่ชั้น ม.4 โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม เจ๋ง!

คว้าแชมป์รางวัลสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่กังหันลมพลังแม่เหล็ก” จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ปี 2560

 

 

 

เป็นเรื่องน่าชื่นชมอย่างมากที่นักประดิษฐ์ไทยคนเก่งจากจังหวัดพิษณุโลก สร้างชื่อในด้านการคิดสร้างสรรค์ เมื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ    นักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ ประจำปี 2560  ประเภทมัธยมศึกษา กลุ่มสิ่งประดิษฐ์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เนื่องในวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2560 และงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ (2017 Bangkok International Property, Invention, Innovation and Technology Exposition : IPITEx 2017)

               เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล  เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีปิด "วันนักประดิษฐ์ประจำปี 2560" (Thailand Inventor's Day 2017) งานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ  พิธีมอบรางวัล "Special Price"และ"รางวัลนักคิดสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่"  ปี 2560 ของปีนี้ภายใต้หัวข้อของการจัดงาน “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม : พลังความมั่นคงสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน” โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้น เพื่อให้เยาวชนไทยได้จัดแสดงผลงานนิทรรศการพร้อมร่วมการประกวดแข่งขันสิ่งประดิษฐ์ และนำเสนอแนวคิดการประดิษฐ์ผลงาน โดยมีเยาวชน นักเรียน และนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆทั่วประเทศ นำเสนอผลงานเข้าประกวดแข่งขัน จำนวน 414 ผลงาน แบ่งเป็นประเภทรางวัลมี 3 ประเภท คือ ประเภทมัธยมศึกษา  ประเภทอาชีวศึกษา  และประเภทอุดมศึกษา

               ดร.มานพ เกตุเมฆ ผู้อำนวยการโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม กล่าวว่า โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมได้ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์เรื่อง กังหันลมพลังแม่เหล็ก(Hybrid Wind Turbine) โดยมีทีมนักประดิษฐ์ของโรงเรียน ประกอบด้วยคือ นายรังสิมันต์ กุลเพชรจิระ  นายธีรภัทร สนองญาติ  และนายภาวัต หมีนิ่ม ทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งมี ว่าที่พันตรีสาธิต อธิวาส เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  เข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ และผลงานดังกล่าวของนักประดิษฐ์โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทมัธยมศึกษา ในกลุ่มสิ่งประดิษฐ์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน  พร้อมรางวัล British Innovation Award จาก ASSOCIATION OF BRITISH INVENTORS AND INNOVATORS และรางวัล Special Awrd จาก KOREA INVENTION ACADEMY โดยรางวัลชนะเลิศประเภทเดียวกันนี้เป็นรางวัลชนะเลิศที่โรงเรียนได้รับติดต่อกัน 3 ครั้ง จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นับเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม และจังหวัดพิษณุโลก

 

ศูนย์ข่าวเยาวชน โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

 

แม่หิ้วลูกสาววัย 14 ปี ร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก

กรณีไม่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำตามที่กฏหมายกำหนด สุดท้ายโดนให้ออกจากงาน ไม่มีเงินส่งเสียให้ลูกสาวไปโรงเรียน ลูกสาวเผยแม่ลำบากพร้อมลาออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ทำงาน

 

 

    วันนี้ ( 6 ม.ค.60 ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นางช่อเพชร นุ่มเมืองฝาง อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/33 ม.4ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยบุตรสาว อายุ 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.พิษณุโลก ชูป้ายร้องขอความเป็นธรรมกับ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กรณีที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เหตุผลเพียงเพราะไปร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐ ว่าไม่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายกำหนด นางช่อเพชรฯ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนทำงานเป็นพนักงานผู้ช่วยการพยาบาล ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ต่อมาช่วงเดือน สิงหาคม 2558 ทางบริษัทฯ ได้แจ้งให้พนักงานทราบถึงการขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงจำเป็นต้องลดอัตราเงินเดือนเหลือเพียง 6,000 บาท ต่อเดือนเท่านั้น แต่เวลาหักเงินส่งประกันสังคม หักในฐานเงินเดือนขั้นต่ำคือ 9,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนด ตนมองว่าไม่ได้รับความเป็นจึงเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม ในเวลาต่อมาทาง หน่วยงานต้นสังกัดทราบเรื่องที่ตนไปร้องเรียน จึงโทรแจ้งส่วนตัวว่าให้ออกจากงาน ไม่ต้องไปทำงานอีกแล้ว จนต่อมาตนได้รับการติดต่อให้กลับไปทำงานอีกครั้ง ตนก็ไปทำงานตามปกติ ถึงวันที่ 4มกราคม 2560 แต่กลับถูกบิดพลิ้ว ไม่ได้รับเงินเดือนเลยเป็นเวลา 2 เดือน นางช่อเพชรฯ เล่าต่ออีกว่า ตอนนี้ตนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะมีรายได้เพียงแค่ทางเดียว กลับต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัวถึง 4 ชีวิต โดยเฉพาะบุตรสาวของตอนที่เรียนอยู่ชั้น ม.3ขณะนี้ลำบากมาก ไม่มีแม้แต่เงินให้ลูกไปโรงเรียน พ่อกับแม่อีก 2 ชีวิตที่แก่มากแล้วทำอะไรไม่ได้นอกจาก หาเก็บขยะขาย เพื่อหาเงินให้หลานสาวไปโรงเรียน จบลูกสาวของตนต้องเอ่ยทั้งน้ำตานองหน้าว่า จะขอลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยครอบครัวทำงาน ตนรู้สึกสงสารลูกสาว เพราะเพียงไม่กี่เดือนก็จะจบ ม.3 แล้ว วันนี้ตนจึงมาขอร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ให้ช่วยให้ความเป็นธรรมต่อตนและครอบครัวตนด้วย

ล่าสุดทางนายธานินทร์ สมบูรณ์สาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก ได้รับมอบหมายจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ให้หาแนวทางในการช่วยเหลือบุตรสาวของนางช่อทิพย์ฯ เป็นการเบื้องต้น คือการมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว2,000 บาท และจะนำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนคุ้มครองเด็กจังหวัดพิษณุโลก พิจารณาช่วยเหลือเงินสงเคราะห์จากกองทุนคุ้มครองเด็ก เพื่อช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา เป็นเงิน 3,000 บาท ทุนประกอบอาชีพของผู้ปกครอง 5,000บาท และเครื่องอุปโภคบริโภค 1,500 บาท ส่วนเรื่องที่ได้ร้องขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับการจ้างงาน ก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการของกฏหมายต่อไป

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL