อาทิตย์, มกราคม 21, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวการศึกษา ::

เพื่อนสนิท น้องโจ สิรวิชญ์ เผยคุยกันครั้งสุดท้ายเจ้าตัวบอกฝันอยากเป็นจิตแพทย์

เพื่อนๆ เผยว่า น้องโจ ได้ทักทาย และพูดคุยมาทางไลน์ ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้พูดคุยและวาดฝันถึงอนาคต ว่า เมื่อจบม.6 จะสอบเข้าคณะแพทย์ฯ และต้องการทำงานเป็นจิตแพทย์

 

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศภายใน โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตของ น้องโจ  นายสิรวิชญ์  จันทบุรานันท์ อายุ 18 ปี นร.ชั้นม.5 นักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศไทย ซึ่งจมน้ำเสียชีวิตขณะพยายามช่วยเพื่อนที่ แหลมแฮธเทอราส รัฐนอร์ท แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ครู และเพื่อนร่วมชั้นต่างรู้สึกเศร้า และเสียใจต่อการจากไปของ น้องโจ

          ดร.มานพ เกตุเมฆ ผอ.ร.ร.พิษณุโลกพิทยาคม กล่าว่า น้องโจ หรือ นายสิรวิชญ์  จันทบุรานันท์ เป็นนักเรียนกลุ่ม English Program เป็นนักเรียนที่มีความสามารถ ทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียนหลายเรื่อง โดยเฉพาะงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ น้องโจ ก็ไปคว้าเหรียญทอง ให้กับทางโรงเรียน ซึ่งหลังจากคณะครูทราบข่าวก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก

          เช่นเดียวกับกลุ่มเพื่อนสนิทของน้องโจ รู้ซึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมา และเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า น้องโจ ได้ทักทาย และพูดคุยกับตนเองมาทางไลน์ ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้พูดคุยและวาดฝันถึงอนาคตของน้องโจว่า เมื่อจบม.6 จะสอบเข้าคณะแพทย์ฯ และต้องการทำงานเป็นจิตแพทย์ อีกทั้งยังสัญญากันว่าเมื่อน้องโจกลับมาถึงประเทศไทย ก็จะต้องรวมตัวกันให้ครบเพื่อไปทำกิจกรรมร่วมกันอีก เนื่องจากไม่ได้รวมตัวกันครบแบบพร้อมหน้ามาเป็นเวลาหนึ่งปี เนื่องจากเพื่อนๆ ในกลุ่มร่วมถึงน้องโจต่างเดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ซึ่งเวลานี้ทุกคนก็กลับมาถึงประเทศไทยกันหมดแล้ว เหลือเพียงน้องโจ ที่เพื่อนๆยังรอให้น้องโจเรียนจบตามกำหนด ซึ่งนิสัยของน้องโจ เป็นคนรักเพื่อน รักน้อง เป็นคนที่ยอมเสียสละเพื่อคนอื่นก่อนเสมอ จึงเป็นที่รักของเพื่อน พี่ น้องทุกๆคน

          ด้านคุณครูนิชาภา พุ่มทอง หัวหน้า โครงการ English Program  โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม กล่าวว่า น้องโจ เดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ที่สโมสรโรตารี่พุทธชินราชได้ส่งไปที่สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกรกฏาคม 2559 และมีกำหนดกลับประเทศไทยในวันที่ 21 มิถุนายน 2560 ที่จะถึงนี้

          ทั้งนี้ นายสิรวิชญ์ อาศัยอยู่กับครอบครัวที่โครงการจัดหาไว้ให้ หรือโฮส โดยเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อนคนหนึ่งของน้องโจเล่นโต้คลื่นกำลังจะจมน้ำ น้องโจเห็นเหตุการณ์จึงเข้าไปช่วยเหลือ กระทั่งช่วยเพื่อนเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย แต่ตัวเองเกิดหมดแรงถูกกระแสน้ำพัดจมหายไป ล่าสุดมีการติดต่อประสานงานกับสถานทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวไทย เพื่อประสานส่งร่างของน้องโจ กลับมาบำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่ จ.พิษณุโลกส่วนในช่วงเช้าพรุ่งนี้(9 มิถุนายน 60) ทางโรงเรียนจะร่วมกันกระทำพิธีไว้อาลัยให้กับ น้องโจ บริเวณหน้าเสาธง อีกด้วย

 

มน.เปิดตัวเครื่องอ่านตัวเลขหวยพกพาช่วยคนตาบอด

ม.นเรศวร เปิดตัว “เครื่องอ่านหมายเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล สำหรับคนตาบอดแบบพกพา”ใช้งานง่าย ประมวลผลแม่นยำ 100 % อนาคตจะพัฒนาให้อ่านสลากฯจริงหรือปลอม  เป็นประโยชน์แก่ผู้พิการตาบอดที่ต้องการไปรับสลากมาจากกองสลากฯอย่างมาก

 

 

 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ พรมภักดิ์  อาจาย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เปิดตัว “เครื่องอ่านหมายเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล สำหรับคนตาบอดแบบพกพา” หรือ "NU vision"  ซึ่งเป็นการสร้างอุปกรณ์อ่านหมายเลขสลากกินแบ่งรัฐบาลสำหรับคนตาบอดแบบพกพาที่สามารถบอกหมายเลขของสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเสียงพูดที่เปล่งออกมาจากลำโพง โดยมีการกดปุ่มเพียงกลุ่มเดียว ทำให้คนตาบอดที่ยังไม่มีความชำนาญในการจดจำหมายเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถทราบหมายเลขได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคนตาบอดที่ชำนาญในการจดจำอยู่แล้วด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ พรมภักดิ์  อาจาย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า การใช้ทำได้โดยการนำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปแนบกับตำแหน่งที่ใช้วางสลักบนตัวอุปกรณ์ซึ่งจะมีขอบให้วางสลากฯ  จากนั้นกดปุ่มที่มีเพียงครั้งเดียว จะมีเสียงพูดเป็นตัวเลข และถ้าวางสลากผิดก็จะมีเสียงพูดเตือนให้วางสลากใหม่    ทั้งนี้ ตัวอุปกรณ์ ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายและพกพาได้  ซึ่งทำให้คนตาบอดสามารถนำอุปกรณ์การผลิตนี้ไปใช้งานได้ง่าย ทั้งนี้ต้นทุนโดยรวมการผลิตประกอบอุปกรณ์ประมาณ 2,500 บาท เท่านั้น และอนาคตจะพัฒนาให้อ่านสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบชุดได้ และต่อไปก็จะสามารถแสกนว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลใบใดเป็นของจริงหรือของปลอมได้ ซึ่งคาดว่าภายใน 2-3 เดือน ก็จะพัฒนาได้แบบสมบูรณ์อย่างแน่นอน

และสำหรับผลงานนวัตกรรมชิ้นนี้ "NU vision"  ได้มอบให้กับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้ทดลองงานเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ถึงเดือนกันยายน 2560 ซึ่งจากการทดลอง พบว่า มีความแม่นยำ  100 เปอร์เซ็นต์ ตอบโจทย์คนตาบอดที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างแท้จริง ทั้งนี้ผู้ที่สนใจผลงานดังกล่าว สามารถติดต่อได้ที่ภาควิชาฟิสิกส์  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หรือที่เบอร์โทรศัพท์  096–1915030 ในวันและเวลาราชการ

 

มน.ประดิษฐ์เครื่องปอกเปลือกทุเรียนกึ่งอัตโนมัติ

 
 มหาวิทยาลัยนเรศวร ประดิษฐ์เครื่องปอกทุเรียนพันธุ์หลงลับแลแบบกึ่งอัตโนมัติ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเพื่อตอบโจทย์ปัญหาชาวสวนทุเรียน พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องให้ปอกทุเรียนพันธุ์อื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่ชื่นชอบรับประทานทุเรียนได้สะดวกในการปอกมากขึ้น พร้อมนำเครื่องนวัตกรรมวัดค่าความสุก แก่ และความหวานของเนื้อทุเรียน ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว
 
 
 
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่  23 พฤษภาคม 2560  ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อ.เมือง จ.พิษณุโลก  ผศ.ดร.พีระศักดิ์  ฉายประสาท   อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตรคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร  ร่วมกับ ผศ.ดร. รัตนา การุญบุญญานันท์  ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร แถลงผลสำเร็จการประดิษฐ์เครื่องปอกเปลือกทุเรียนพันธุ์หลงลับแล ที่สามารถปลอกเปลือกด้วยความเร็ว 22 ลูกต่อชั่วโมง เป็นเครื่องต้นแบบที่จะต่อยอดไปใช้ในรูปแบบเชิงพาณิชย์ต่อไป
 
ผศ.ดร.พีระศักดิ์  ฉายประสาท   อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตรคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร  กล่าวว่า เครื่องปอกเปลือกทุเรียนที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเพื่อตอบโจทย์ปัญหาชาวสวนทุเรียน เครื่องนี้จะช่วยในการปอกเปลือกเชิงอุตสาหกรรมแทนการใช้แรงงานคนที่อาจเมื่อล้าจากการปอกเปลือก 
 
ผศ.ดร. รัตนา การุญบุญญานันท์  ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวเพิ่มเติมว่า เครื่องปอกเปลือกทุเรียนพันธุ์หลงลับแลแบบกึ่งอัตโนมัติ สามารถปอกเปลือกทุเรียนที่มีความสูงแตกต่างกันได้โดยไม่ต้องปรับตั้งอุปกรณ์ทุกครั้ง ผลการศึกษาทางกายภาพของผลทุเรียนพันธุ์หลงลับแล พบว่าตำแหน่งปลายผลทุเรียนเป็นตำแหน่งที่เหมาะสม ต่อการเปิดเปลือก ทำการออกแบบและสร้างเครื่องปอกเปลือกทุเรียนต้นแบบโดยอาศัยหลักการเคลื่อนที่ของกลไกลด้วยระบบนิวเมติกส์และควบคุมโดยระบบเซ็นเซอร์ทดสอบการทำงานโดยการกดหัว 5 คีบ ซึ่งครีบมีมุมเอียง 30 องศากับแนวดิ่งมีความเหมาะสมที่สุดใช้ในการปอกเปลือก เวลาทั้งหมดที่ใช้ในการเปิดผลด้วยเครื่องและแกะด้วยมือเฉลี่ย 2 นาที 45 วินาทีต่อลูก ใช้เวลาในการปอกผลเพียง 27 วินาที  สามารถปลอกเปลือกได้ 22 ลูกต่อชั่วโมง หรือคิดเป็น 2.75 เท่าเมื่อเทียบกับการปอกด้วยมือ( 8 ลูกต่อชั่วโมง) 
 
ซึ่งเครื่องปอกเปลือกทุเรียนแบบกึ่งอัตโนมัติสามารถปลอกเปลือกได้เร็วใช้งานได้ง่ายและราคาเครื่องไม่แพงจึงมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการที่ทำทุเรียนแกะใส่กล่องเพื่อจำหน่ายหรือกลุ่มเกษตรกรที่ทำทุเรียนแปรรูป เพื่อให้สามารถทำงานได้สะดวกสบายขึ้นลดความเมื่อยล้าและมีความปลอดภัยในการทำงาน และในอนาคตเตรียมการพัฒนา เครื่องให้สามารถปอกเปลือกทุเรียนพันธุ์อื่นได้ในอนาคต โดยอาจจะมีการพัฒนาใช้ในเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องการความเร็วในการปอกทุเรียนแบบรวดเร็ว
 
นอกจากนี้ทางภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตรคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังได้เปิดตัวนวัตกรรมตรวจความสุก แก่ และความหวานของเนื้อทุเรียน ได้ถูกต้องและแม่นยำ รวดเร็วและน่าเชื่อถือได้ โดยเครื่องมือดังกล่าวจะวัดการดูดซับแสงที่ก้านผลที่ 3 ตำแหน่ง ของผลทุเรียน ซึ่งค่าที่ได้ก็พบว่าความหวานและน้ำหนักแห้งของเนื้อผลทุเรียนมากน้อยเพียงไร ซึ่งจากการศึกษาพบว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จะมี 30% ขึ้น ส่วนพันธุ์หลงลับแล จะมี 40% ขึ้นไป ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าผลิตผล และรายได้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของทุเรียนในการส่งออกต่อไป
   

คุณครูอนุบาลใส่ชุดในนิทานรับเด็กนักเรียน

น่ารักอ่ะ !!  คุณครูอนุบาลใส่ชุดในนิทานรับเด็กนักเรียน ลดงอแงร้องกลับบ้าน

 

 

เปิดภาคเรียนใหม่  คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง โดยเฉพาะที่มีบุตรหลานเพิ่งเข้าเรียนชั้นอนุบาล หรือชั้นปฐมวัย  จะมีปัญหาคล้าย ๆ กันคือ ลูกหลานมักจะร้องไห้ งอแง  ไม่อยากไปโรงเรียน    แต่ที่โรงเรียนอนุบาลประชาราษฎร์  คุณครูได้แก้ปัญหานี้ด้วยการใส่ชุดสีสันสดใส คล้ายตัวการ์ตูนในนิทาน  รอรับน้อง ๆ หนู ๆ หน้าโรงเรียน  เพื่อให้นักเรียนที่เพิ่งมาโรงเรียนใหม่ ๆ รู้สึกผ่อนคลาย  ไม่เครียด

 

โดยคุณครู ธนพักตร์สรณ์  กาญจนาจารกิณิ  หรือคุณครูแหม่ม เล่าว่า ทางโรงเรียนอนุบาลประชาราษฎร์  เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับชั้นปฐมวัย  มีตั้งแต่ระดับเนอสเซอรี่ ไปจนถึงชั้นอนุบาล 3  ซึ่งเด็กในวัยนี้ ยังเป็นวัยที่จะติดพ่อ แม่ ผู้ปกครอง  เมื่อต้องมาโรงเรียนพบคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยก็จะเกิดความเครียด   แต่จากประสบการณ์พบว่า เด็ก ๆ จะมีความสุข  สนุกสนาน  กับตัวการ์ตูนในนิทาน  ดังนั้นทางโรงเรียนจึงให้คุณครู  แต่งกายด้วยชุดสีสันสดใส  เป็นชุดเจ้าหญิง  ชุดแม่มด   ที่เด็กๆ คุ้นเคยจากนิทาน  มารอรับนักเรียนในตอนเช้า  ในช่วงแรกของการเปิดภาคเรียน  ซึ่งนับว่าได้ผลดี  เด็กๆ มีความสุข  ไม่เครียดกับการมาโรงเรียน   เด็กที่ร้องไห้งอแงเวลาผู้ปกครองมาส่งลดน้อยลง

 

นายกฯ กำชับ ศธ.เน้นความปลอดภัยเตรียมรับเปิดเทอม

 พร้อมเร่งแก้ปัญหาโรงเรียนไอซียู 3,000 แห่งยกระดับคะแนน PISA ย้ำต้องชี้แจงแนวคิดหนังสือยืมเรียนให้กระจ่างชัดเจน ลดความกังวลผู้ปกครอง

 

 

   เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งจะเปิดพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 16 พ.ค.นี้ โดยให้แต่ละโรงเรียนเน้นเรื่องความปลอดภัย สำรวจจุดอันตราย ซ่อมแซมตึกอาคาร อุปกรณ์ไฟฟ้า โต๊ะเก้าอี้ เครื่องเล่นสนามให้มั่นคงแข็งแรง รวมทั้งตัดแต่งต้นไม้ สนามหญ้า กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์นำโรคต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
 
“ส่วนเรื่องคุณภาพการศึกษา ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน หรือโรงเรียนไอซียู ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,000 แห่ง ที่ผ่านมาโรงเรียนเหล่านี้มีผลการประเมิน PISA ต่ำ เพราะการพัฒนามักลงไปไม่ถึง โดยให้ไปวิเคราะห์ว่าโรงเรียนเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด เช่น ครูผู้สอน อุปกรณ์การเรียน วิธีการสอน ฯลฯ แล้วแก้ไขให้ตรงจุด ยกระดับมาตรฐานให้ได้”
 
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำให้ ศธ. และ สพฐ. เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองและพี่น้องประชาชนถึงแนวคิดการให้ยืมหนังสือเรียนแทนการแจกหนังสือให้แก่เด็กทุกคน ตามนโยบายเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ว่า วันนี้คนไทยควรปรับวิธีคิดใหม่ โดยมองว่าจะช่วยเหลือประเทศชาติได้อย่างไร ไม่ใช่รอรับการสนับสนุนแต่เพียงอย่างเดียว โดยเด็กทุกคนยังสามารถนำหนังสือติดตัวกลับไปบ้านได้ตามปกติ แต่เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษาก็ต้องนำกลับไปคืนโรงเรียนส่งต่อให้แก่นักเรียนรุ่นถัดไป เป็นการฝึกวินัยและการคำนึงถึงผู้อื่น เช่นเดียวกับในสิงคโปร์และเวียดนาม
 
“แนวคิดดังกล่าวไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญเพราะนักเรียนยังเรียนฟรีเช่นเดิม โดยหนังสือที่จะให้เด็กยืมเรียนนั้น จะต้องอยู่ในสภาพดีร้อยละ 70-80 ส่วนใดที่เสียหายก็จะซื้อทดแทนให้ใหม่ และหากวิชาใดมีการปรับปรุงเนื้อหาก็ต้องจัดหาให้ใหม่เช่นกัน โดยนักเรียนยังสามารถจดประเด็นสำคัญลงไปในหนังสือได้เหมือนเดิมส่วนแบบฝึกหัดแจกให้โดยไม่เรียกคืน ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีหนังสือเรียนสภาพดีและใช้งานได้อีกกว่าร้อยละ 30 ซึ่งหากนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อ จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้ถึงปีละ 1,513 ล้านบาท”

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL