อังคาร, กันยายน 26, 2017
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวการศึกษา ::

น้ำป่าท่วม รร.บ้านน้ำปาดรอบที่ 7 สั่งปิดเรียน 1 วัน

ฝนตกหนักบนเทือกเขาชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ล้นคลองน้ำปาดเข้าท่วมโรงเรียนบ้านน้ำปาดอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 7   เบื้องต้นหยุดเรียน 1 วัน

 

 

วันที่  8  กันยายน 2560 หลังจากเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่อำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 7กันยายน ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนบ้านน้ำปาด ม.3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ได้เกิดน้ำป่าไหลหลาก เอ่อล้นคลองน้ำปาดไหลเข้าท่วมบริเวณโรงเรียนบ้านน้ำปาด ในช่วงเวลา 22.00 น.  ที่โรงอาหาร ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ขณะนี้เวลา09.00 น. ระดับน้ำลดลงแล้ว แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในบริเวณโรงเรียนบางส่วน ทางโรงเรียนได้ปิดการเรียนการสอน 1 วัน

ว่าที่ร้อยตรีเกตุ ต่วนเครือ ผู้อำนวยการโรงเรียน บ้านน้ำปาด ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า น้ำป่ารอบนี้ ถือเป็นรอบที่ 7 ทั้งนี้ในพื้นที่มีฝนตกหนักมาก บนเทือกเขาชมพู น้ำได้เริ่มล้นคลองน้ำปาด ช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. น้ำได้ไหลเข้าท่วมบริเวณโรงอาหารกลางโรงเรียน และบริเวณอาคารเรียน สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร แต่ขณะนี้ ระดับน้ำลดลงแล้ว  เบื้องต้นได้สั่งปิดเรียน 1 วัน แต่ช่วงนี้กำลังประสบปัญหาน้ำปะปาไม่ไหลเนื่องจากท่อน้ำปะปาแตก จึงได้ประสานรถน้ำจากองค์การบริหารส่วนตำบลชมพู นำน้ำมาช่วยเหลือเพื่อทำความสะอาดโรงเรียน  โดยมีนักเรียนและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมแรงร่วมใจมาทำความสะอาด คลาดว่าในช่วงบ่ายน่าจะแล้วเสร็จ

สำหรับการเฝ้าระวังต้องอาศัยชาวบ้านที่อยู่บนเขาคอยเตือนเพราะน้ำที่ท่วมส่วนใหญ่เป็นน้ำป่าที่หลากลงจากภูเขา

 

ศิษย์เก่า มช.พิษณุโลกรับนักปั่นเพื่อน้องอบอุ่น วันนี้มุ่งหน้าเข้าอุตรดิตถ์

 
ศิษย์เก่า มช.เมืองสองแควต้อนรับคณะ “ปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่” อบอุ่น เผยยอดเงินช่วยน้องน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ กว่าสองแสนแล้ว วันนี้มุ่งหน้าอุตรดิตถ์ และลำปาง จ่อที่หมายรั้ว มช.
 
 

 

 
นายฐานุพงศ์ เจริญสุรภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก, นายบุญทรง แทนธานี นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก/ประธานนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในพิษณุโลก พร้อมสมาชิก ร่วมให้การต้อนรับนักปั่นจักรยานตามโครงการ “ปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่” ที่เดินทางออกมาจากจังหวัดนครสวรรค์ มาถึงพิษณุโลกเย็นวานนี้ (5 ก.ย.) ที่สวนกลางเมืองพิษณุโลก
 
ทั้งนี้ สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่, กรุงเทพฯ และสมาคม-ชมรมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดลพบุรี, สระบุรี,นครสวรรค์, พิษณุโลก, อุตรดิตถ์ และลำปาง ทุกๆ รุ่น ทุกๆ คณะ ได้ร่วมกันจัดโครงการ “ปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่” ห้วงระหว่างวันที่ 3-8 กันยายน 2560 
 
เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการอันเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่การพัฒนาการศึกษาของไทย รวมถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งยังมีสายพระเนตรอันกว้างไกลในการพัฒนาคน การพัฒนาสังคมผ่านงานโครงการหลวง 
 
โดยขบวนจักรยานปั่นเพื่อน้องได้เริ่มสตาร์ทออกตัวเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ บริษัท โตโยต้าบัสส์ จำกัด สาขาถนนเกษตร-นวมินทร์ กทม. มีจักรยานเข้าร่วมขบวนกว่า 200 คัน ซึ่งนักปั่นขี่ผ่าน 8 จังหวัด กำหนดถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่วันที่ 8 กันยายน 2560 รวมระยะทาง 822 กิโลเมตร
 
ซึ่งระหว่างทาง เมื่อคณะนักปั่นผ่านจังหวัดไหนก็ได้มีการขอรับบริจาคเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาช่วยเหลือเด็กชาวเขาทางภาคเหนือภายใต้งานพัฒนาการศึกษาและสังคม โครงการหลวง และจัดสรรเป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงสมทบทุนช่วยเหลือนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ประสบอุบัติเหตุ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ ๙ 
 
โดยวันแรกได้รับเงินบริจาคประมาณ 120,000 บาท, วันที่สอง ประมาณ 4 หมื่นบาท และวันที่สาม เมื่อมาถึงพิษณุโลก นอกจากจะมีการต้อนรับและให้กำลังใจอย่างอบอุ่น เลี้ยงอาหารเย็น ทั้งข้าวหมูแดง, หมูกรอบ, ก๋วยเตี๋ยว ขนม และผลไม้ นายบุญทรง แทนธานี นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ยังเหมาอพาร์ตเมนต์ในเมืองเพื่อพักผ่อนฟรี จากทุกครั้งนอนในค่ายทหารแล้ว ยังมีการบริจาคเงินอีกกว่า 3 หมื่นบาท
 
สำหรับกำหนดการวันนี้ (6 ก.ย.) ขบวนนักปั่นเพื่อน้องจะเริ่มปั่นออกจากจังหวัดพิษณุโลกไปสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมพักค้างคืน จากนั้นมุ่งหน้าปั่นและพัก จ.ลำปาง ก่อนสู่รั้ว มช.ต่อไป
 

สุดรันทด !! 2 พี่น้อง บ้านถูกตัดไฟ พ่อป่วยทำงานไม่ได้ ไม่มีข้าวกิน

2 เด็กชายฐานะทางบ้านยากจน  พ่อกับแม่แยกทางกัน ขณะที่พ่อป่วยเก็บของเก่าขายไม่ได้ ทำให้ไม่มีรายได้ ถูกตัดน้ำตัดไฟมานานกว่า 2 เดือน ไม่เคยกินข้าวเช้าไปโรงเรียน ไม่มีค่าขนม อาศัยอาหารกลางวันที่โรงเรียน 

 

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มี 2 เด็กชายชีวิตได้รับความเดือดร้อนลำบาก  ถูกตัดน้ำตัดไฟมานานกว่า 2 เดือน  จึงได้เข้าไปตรวจสอบ  ที่บ้านเลขที่ 19/1 ม.4 ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก  พบสภาพบ้านเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ใช้ป้ายโฆษณาไวนิลบัง พอให้คุ้มแดด คุ้มฝน  นอนในมุ้งขาด ๆ  โดย 2 เด็กชายนี้ คือ น้องคิม  หรือ เด็กชายโภคิม  พึ่งพิน  อายุ 13 ปี  และน้องเคน หรือ เด็กชายปิยะชัย   พึ่งพิน  อายุ 11 ปี  ทั้ง 2 คน เล่าให้ฟังว่า ตนเองอาศัยอยู่กับพ่อ คือ นายธงชัย  พึ่งพิน  อายุ 43 ปี  ส่วนแม่ได้แยกทางกับพ่อไม่ได้อยู่ด้วยมานานแล้ว   เดิมพ่อมีอาชีพขายของเก่า แต่ต่อมา พ่อก็ทำงานไม่ค่อยได้  ทำให้ไม่มีรายได้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ   ทำให้ถูกตัดน้ำ ตัดไฟมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ยามค่ำคืนต้องอาศัยจุดเทียนให้แสงสว่างแทนไฟฟ้า

น้องคิม ยังเล่าอีกว่า ทุกเช้าที่ตนเองกับน้องไปโรงเรียน  ด้วยการขี่จักรยานไปที่โรงเรียนวัดจันทร์ตะวันออก  ก็จะไม่เคยกินข้าวเช้าไปจากบ้าน เพราะไม่มีอะไรกิน    เรื่องค่าขนมก็ไม่มี  ไม่เคยพกเงินไปโรงเรียนเพราะมีอาหารกลางวันให้กินฟรีที่โรงเรียน  บางวันก็จะได้กับข้าวจากโรงเรียนกลับมากินที่บ้านตอนเย็นด้วย  วันไหนโชคดีพ่อพอที่จะเก็บของเก่าขายได้ ก็จะได้เงินกันคนละ 10 -20 บาท พอได้ซื้อขนมกินบ้าง แต่ถ้ามีเงินก็อยากเก็บไว้ซื้อกับข้าวมากกว่า  แต่ก็นานมากแล้ว ที่เคยได้  

น้องคิมบอกว่า "พ่อบอกว่าให้ใช้เท่าที่เรามี อย่าไปอิจฉาเขาที่เขามีมากกว่าเรา"  น้องคิม ในฐานะพี่ชายคนโต   ได้เล่าถึงความฝันของตัวเองว่า อยากจะเป็น“เชฟ”  ฝันอยากเป็น เชฟ  อยากทำอาหาร ชอบทำอาหาร  จะได้ทำอาหารขายหารายได้เลี้ยงครอบครัว

สำหรับผู้มีจิตกุศลอยากช่วยเหลือ 2 พี่น้องที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  คุณปนัดดา พึ่งพิน  (ญาติ) ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์  086-936 1244

 

เลขบัญชี ธ.ทหารไทย สาขาพิษณุโลก

นายธงชัย พึ่งพิน 314-2-58142-4

   

มน. วิจัยว่านมหาเมฆ สมุนไพรไทยแก้ปัญหาศีรษะล้านและหยุดการเจริญของขน

ว่านมหาเมฆซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายทั้งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ด้วยกลไกยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์สูงสุดคือ “เจอมาโครน” 

 

 

มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) วิจัยว่านมหาเมฆ สมุนไพรไทย จากชาวเขาเผ่าม้งชอบปลูกมากในบ้านเข็กน้อย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และสามารถบำรุงผมที่กระตุ้นการขึ้นใหม่ของผม  สำหรับผู้ชายที่มีปัญหาศีรษะล้าน ได้ และผลิตภัณฑ์ชะลอการเจริญของขนรักแร้และขนตามร่างกาย อย่างน่าอัศจรรย์

 

รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ เมธีวิจัย หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร (Bioscreening Unit) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมด้วย ดร.จักรริทนทร์ ศรีวิไล นักวิจัย ได้ร่วมกันเสนอผลงานการแพทย์แผนไทย สำหรับสุขภาพคนไทยในอนาคต โดยเฉพาะผลงานวิจัย “ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่กระตุ้นการขึ้นใหม่ของผม และผลิตภัณฑ์ชะลอการเจริญของขนรักแร้และขนตามร่างกาย”

 

รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ เมธีวิจัย หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร (Bioscreening Unit) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  กล่าวว่า หลังจากพบว่าภาวะผมร่วงเป็นปัญหาที่มีผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจในตนเอง หนึ่งในภาวะผมร่วงที่พบบ่อย คือภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ที่ส่งผลกระตุ้นทำให้เกิดอาการผมร่วง การใช้สารต้านเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทสที่เปลี่ยนเทสโทสเตอโรน เป็น DHT จึงมีศักยภาพที่จะใช้รักษาภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชายได้

 

การวิจัยพบว่าสารสกัดจากว่านมหาเมฆซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายทั้งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ด้วยกลไกยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์สูงสุดคือ “เจอมาโครน” ซึ่งจากการศึกษาความเป็นพิษพบว่าสารสกัดไม่เกิดพิษทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง จากนั้น คณะวิจัยได้ศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารสกัด และพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสำหรับผู้มีปัญหาศีรษะล้านจากสารสกัดมาตรฐานนี้  โดยได้นำว่านมหาเมฆ ที่ชาวเขาในหมู่บ้านเข็กน้อย ต.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก นำมาทำการวิจัย ซึ่งปกติชาวเขาจะปลูกว่านมหาเมฆสำหรับกินต้ม เพื่อบำรุงกำลังของผู้ชายเท่านั้น จึงนำมาวิจัยต่อยอดทางความคิด

 

ผลการทดสอบความปลอดภัยพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีปัญหาด้านการระคายเคืองต่อผิว ขณะที่ประสิทธิภาพในเชิงคลินิกในอาสาสมัครชายจำนวน 87 คนที่มีภาวะศีรษะล้าน โดยศึกษาแบบสุ่มเทียบกับยาหลอก และยาไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยากระตุ้นการเจริญของผม พบว่าสารสกัดนี้ช่วยเพิ่มการเจริญของผมอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และแสดงผลเทียบเท่ากับไมน็อกซิดิล แต่ผลจะดียิ่งขึ้นถ้าใช้สารสกัดร่วมกับยาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงแสดงถึงศักยภาพในการนำสารสกัดว่านมหาเมฆมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของผม โดยคณะนักวิจัยได้จดสิทธิบัตร ในปี 2559 ที่ผ่านมา

 

ดร.จักรริทนทร์ ศรีวิไล นักวิจัย  กล่าวว่า คณะผู้วิจัยจึงได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผ่านทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เพื่อศึกษาฤทธิ์ของว่านมหาเมฆ นอกจากสามารถยับยั้งศีรษะล้านในผู้ชายแล้วไม่มีผลต่อสุขภาพของผู้ใช้อีกด้วย  นอกจากนี้ยังพบว่าว่านมหาเมฆ ยังยับยั้งการเจริญของขนรักแร้อีกด้วย ซึ่งผลการประเมินประสิทธิภาพในเชิงคลินิกในอาสาสมัครหญิง 30 คน ทั้งศึกษาแบบสุ่มและควบคุมด้วยยาหลอก พบว่าอัตราการเจริญของขนรักแร้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  โดยทีมวิจัย จึงได้พัฒนาโรลออนสำหรับชะลอการเจริญของขนรักแร้ หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ไป 4 สัปดาห์เมื่อเทียบกับยาหลอก ซึ่งถือว่าได้ผลดีเกินคาดสามารถลดการเกิดขนที่รักแร้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

นักวิจัยพบสารต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระในมะม่วงมหาชนก

อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร ค้นพบ สารต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระในมะม่วงมหาชนก  ซึ่งพบว่าหากผู้บริโภครับประทานมาก จะทำให้ต้านโรคมะเร็ง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด

 

 

 ผศ. ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยนเรศวร หลังจากได้รับทุนวิจัย จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้ทำการวิจัยมะม่วงมหาชนก ซึ่งพบว่าสามารถต้านโรคมะเร็งได้และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด  โดยการวิจัยพบว่า ผักและผลไม้จะพบสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคโรทีนอยด์ ซึ่งไม่แสดงสีให้เห็น เนื่องจากถูกสีเขียวของคลอโรฟิลล์บดบังไว้ แต่เมื่อผักและผลไม้แก่ตัว คลอโรฟิลล์จะสลายตัวไป สารสีแคโรทีนอยด์จึงปรากฏสีให้เห็น เช่น เหลือง ส้ม แดง สำหรับมะม่วงมหาชนกเป็นมะม่วงพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการผสมกันระหว่างพันธุ์ซันเซท และพันธุ์หนังกลางวัน มีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น คือ เปลือกผลเมื่อแก่หรือสุกจะมีผิวสีแดงม่วงสวยงาม หรือเหลืองเข้มปนแดง ดังนั้นเมื่อทำการวิจัยมะม่วงมหาชนกจะพบสารแคโรทีนอยด์

ผศ. ดร.พีระศักดิ์ ระบุว่า แคโรทีนอยด์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมี คือ แคโรทีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งในปัจจุบันพบว่าแคโรทีนอยด์มีประโยชน์ทางด้านช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ช่วยในการรวมตัวเองเข้ากับเยื่อบุเซลล์เหมือนกับวิตามินอี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 40% อีกทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม

นอกจากนี้ในมะม่วงมหาชนกยังพบสารต้านอนุมูลอิสระที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งคือ แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่ให้สีแดง ม่วง และน้ำเงิน สารสกัดแอนโทไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย

ดังนั้นจึงมีการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดสีแดง และปริมาณแอนโธไซยานินในผลมะม่วงมหาชนก พบว่าการฉีดพ่นสารเมทิลจัสโมเนส ความเข้มข้น 80 ไมโครลิตรต่อมิลลิลิตร สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพ เช่น วิตามินซี ปริมาณน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ซูโครส และพบการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคโรทีนอยด์ เท่ากับ 1.43 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม น้ำหนักสด มากกว่าการไม่ฉีดพ่นสาร อีกทั้งการใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอนมีผลในการเพิ่มระดับของแคโรทีนอยด์มากกว่ามะม่วงที่ไม่ใช้สาร 50% โดยพบมากที่สุดในช่วงวันที่ 5-6 ของการเก็บรักษา (ระยะพร้อมรับประทาน) อีกทั้งการประยุกต์ใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอน ยังสามารถควบคุมกระบวนการสุกและปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการของผลมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ศึกษาปัจจัยของแสงร่วมกับสารเมทิลจัสโมเนส พบว่าผลมะม่วงที่ได้รับแสงร่วมกับการฉีดพ่นสารละลายเมทิลจัสโมเนส ความเข้มข้น 80 ไมโครลิตรต่อลิตร ที่อายุผล 90 วันหลังดอกบาน ทําให้เกิดพื้นที่สีแดงเพิ่มขึ้น 25% ของพื้นที่ผิวเปลือกผล และมีปริมาณแอนโทไซยานินเพิ่มขึ้นในมะม่วงพันธุ์มหาชนกเท่ากับ 1.31มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม น้ำหนักสด โดยแสงอาจมีผลต่อการส่งเสริมการสร้างแอนโทไซยานินในผลมะม่วง ในอนาคตทางมหาวิทยาลัยนเรศวรจะต่อยอด ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกมะม่วงมหาชนก มากขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพในอนาคต นอกจากนี้นักวิจัยที่สนใจยังสามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้ต่อไป

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL