อังคาร, มกราคม 16, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวเศรษฐกิจ ::

ไข่มดดินเริ่มออกแล้วขุดมาขายวันแรกกก.ละ 1,000 บาท

ไข่มดดินอาหารการกินพื้นบ้านจากท้องทุ่งเริ่มออกแล้ว ขุดมาขายที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 วันแรกขายกก.ละ 1,000 บาท นายนกเล็ก  คงมา พ่อค้าคนขยันออกขุดหาทุกปี แต่ละฤดูกาลได้เงินจากการขายไข่มดร่วม 70,000-80,000 บาท

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก ตลาดเช้าของที่คึกคักแห่งหนึ่งของคนเมืองพิษณุโลก มีอาหารการกินพื้นบ้านหลากหลาย เช้าวันนี้ ที่แผงขายของพื้นเมืองของนายนกเล็ก  คงมา ชาวบ้านต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก ที่เก็บพืชผักชนิดต่าง ๆ จากท้องทุ่งมาวางขายประจำ ได้นำไข่มดดิน มาวางขายเป็นวันแรก หลังจากไปออกขุดหาตามชายตามชายป่าตามท้องทุ่ง ได้ไข่มดดินมาวันแรกประมาณ 1.3 กิโลกรัม และนำไปล้าง กรองด้วยผ้าขาวบาง วางขายขีดละ 100 บาท หรือ กิโลกรัมละ 1,000 บาท ได้รับความสนใจจากชาวพิษณุโลกจำนวนหนึ่งซื้อนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะยำไข่มด เป็นที่ชื่นชอบรับประทาน ทำให้วันแรกของกานำมาขายได้รับความสนใจมีประชาชนมาเลือกซื้อ

 

บุญถาวรทุ่ม 60 ล้าน เปิดระบบแฟรนไชส์ครั้งแรก สาขาพิษณุโลก

 ประเดิมสาขาแรกพิษณุโลก ผสานความร่วมมือ ปีนังค้าวัสดุก่อสร้าง เอาใจนักตกแต่งบ้าน

 

 

 วันที่ 3 ธ.ค. นายภัคพงศ์  ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดงานแกรนด์โอเพนนิ่ง “บุญถาวรปีนัง” ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมีนายวิวัฒน์  ทยานุวัฒน์ เจ้าของ บริษัท บุญถาวรวัสดุภัณฑ์ จำกัด นายสิทธิศักดิ์  ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการสายงานเทคโนโลยี บริษัท บุญถาวร เซรามิค จำกัด และ นายสุนทร  วชิราศรีศิริกูล รองประธานกรรมการ หจก.ปีนังค้าวัสดุก่อสร้าง 1996 ให้การต้อนรับท่ามกลางผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้บุญถาวรมุ่งขยายสาขาไปต่างจังหวัดตามหัวเมืองหลัก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร้านค้าปลีกวัสดุท้องถิ่นมากขึ้น สำหรับการร่วมมือกันในครั้งนี้จึงเป็นการผนึกกำลังเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากจะเป็นการอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้ว ยังมีส่วนช่วยขยายฐานลูกค้าที่มีความเชื่อมั่นในนามบุญถาวรเข้าไปเพิ่มเติมด้วย จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 60 ล้านบาท ก่อสร้าง “บุญถาวร ปีนัง จังหวัดพิษณุโลก” ถือฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วยคอนเซ็นปต์ “The Perfect Blend ผสานความคิด ผสานสิ่งดีๆ ไม่รู้จบ” นับเป็นโมเดลแฟรนไชส์ของบุญถาวรสาขาแรกในประเทศไทย ภายใต้พื้นที่ขายกว่า 6,000 ตร.ม. อีกทั้งมีสินค้าให้เลือกสรรนับหมื่นรายการ พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำ ตลอดจนบริการที่ดีเยี่ยม รวมถึงการขนส่งที่ได้มาตรฐานรับรองลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้รับเหมา นักออกแบบ รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบและพิถีพิถันในการตกแต่งบ้าน ทั้งในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงในภาคเหนือ

ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บุญถาวรต้องพัฒนาและปรับตัวให้ทันต่อการเติบโตและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง บวกกับปัจจุบันตลาดธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะ จ.พิษณุโลก มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของทางบุญถาวร จึงได้ร่วมมือกับ หจก.ปีนังค้าวัสดุก่อสร้าง 1996 ซึ่งถือเป็นร้านค้าปลีกวัสดุท้องถิ่นที่มีศักยภาพ เปิดเป็นโมเดลตั้งต้นสู่การสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับผู้บริโภคยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ มีทั้งศูนย์ค้าปลีกกระเบื้อง สุขภัณฑ์ ห้องน้ำ ห้องครัว หินอ่อนและหินแกรนิต อุปกรณ์ปรับปรุง ตกแต่ง เครื่องใช้ในบ้าน ไฟตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลที่หมายเลขโทรศัพท์ 055-212635-8.

 

ดอกปีบ ขาวสะพรั่งรับลมหนาวที่สวนชมน่านฯจ.พิษณุโลก

 สภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ดอกปีบออกดอกบานสะพรั่งหลายต้น และ ได้ล่วงจากต้นอยู่เต็มพื้นและสนามหญ้า ส่งกลิ่นหอมและ แลดูสวยงามมากบริเวณสวนสาธารณะของจังหวัดพิษณุโลก

 

 

บริเวณสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติฯ อ.เมืองพิษณุโลก ระยะนี้ถ้าใครไปเดินวิ่งออกกำลังกายยามเช้า มักจะพบเห็นดอกปีบที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งหลายต้น ดอกปีบสีขาว ได้ล่วงจากต้นอยู่เต็มพื้นและสนามหญ้า ส่งกลิ่นหอมและ แลดูสวยงามมาก ขณะนี้ที่ จ.พิษณุโลก ช่วงเช้าเริ่มสัมผัสกับอากาศเย็นและลมหนาวจากเหนือ กำลังย่างเข้าสู่ฤดูกาลหน้าหนาวเต็มตัว

ต้นปีบ เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพิษณุโลก เป็นพันธุ์ไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัด เพื่อให้นำไปปลูกเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดและเพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

นอกจากนี้ดอกปีบ ได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ในการผลิตผ้าไทยของกลุ่มผลิตผ้าพื้นเมืองใน จ.พิษณุโลกหลายชุมชนอีกด้วย

   

ลุงวัย 67 คิดค้นรถตัดหญ้านั่งครับเน้นเซฟตี้

ทึ่ง...คุณลุงวัย 67 ปี คิดค้นรถตัดหญ้านั่งขับ 1 เดียวในไทย ที่สามารถลุยตัดหญ้า แบบป่นละเอียดกลายเป็นปุ๋ยในดิน แบบไม่เหลือซาก  เน้นความปลอดภัยของคนขับ

 

 

           ที่อู่นำเงิน หมู่ที่ 3 ซอย 1 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก   นาย ประภา  ผ่องบำรุงวงศ์ อายุ 67ปี ลุงกำลังเช็คสมรรถภาพของเครื่องประดิษฐ์ชิ้นใหม่อยู่  ลุงประภา ฯ  เล่าว่าตนเป็นชาวพิษณุโลกโดยกำเนิด  ช่วงอายุประมาณ 22 ปี ได้เข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อหางานทำ และได้ไปเป็นเด็กอู่ซ่อมรถเพื่อหาประสบการณ์ที่ชอบไปเรื่อย ๆ เป็นช่างกลึงโรงงาน  จนกระทั่งมีการเปิดคอร์สสอนอบรมเรื่องการซ่อมสร้างเครื่องยนต์ที่จังหวัดนครปฐม จึงสมัครไปเข้ารับการอบรมในระยะเวลาสั้น ๆ  หลังจากนั้นก็ได้ไปเป็นเด็กอู่รถอีกหลายแห่ง จนกระทั่งได้กลับมาบ้านเกิดที่พิษณุโลก แล้วมาเปิดอู่รับซ่อมรถในหมู่บ้านเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน ใช้ชื่อว่าอู่นำเงิน   ที่ผ่านมาด้วยความเป็นคนชอบคิดค้น ตนจึงได้คิดค้นเครื่องตัดหญ้ามาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งแบบเดินตาม  แบบสะพาย  แบบพ่วงลาก และมีคนว่าจ้างให้ผลิตเป็นจำนวนมาก  ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสมรรถนะยังไม่สมบูรณ์มากนัก มีข้อเสียเยอะ จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2559ที่ผ่านมา ตนได้พยายามดัดแปลงนำรถตัดหญ้าแบบเดิม ๆ ทั้งหมด มาทำใหม่ เป้าหมาย คือจะต้องเป็นรถตัดหญ้าที่ดีที่สุดในประเทศไทย

              โดยรถตัดหญ้าคันนี้เป็นระบบนั่งขับ มีโช้คอัพ นั่งนิ่มสบายเมื่อตกหลุมตกร่อง  มีช่องใส่ร่มกันแดดกันฝน อนาคตจะพัฒนาไปเป็นระบบติดแอร์ด้วย รถตัดหญ้าคันนี้ยังสามารถขับเคลื่อนที่ได้คล่องตัวด้วยระบบเกียร์ มีนำหนักเบามาก เลี้ยวซ้าย-ขวา-ถอยหลังได้ 2 ระบบ คือพวงมาลัย และเท้ากด   สตาร์ทมือแบบหมุนเพื่อลดต้นทุน โครงสร้างทำด้วยเหล็กอย่างดีทั้งคัน  เครื่องเป็นระบบสูบเดียว  สามารถเซฟน้ำมัน 1 ไร่ ไม่เกิน 2 ลิตร หรือ 1 ไร่ประมาณ 50 กว่าบาท ระบบใบมีดตัดหญ้าก็ทำจากแหนบรถยนต์ที่แข็งมาก สึกกร่อนยาก จำนวนใบล่าง 3 ใบ ใบย่อยหญ้าแบบตั้งตรงอีก  2  ใบ ใช้ระบบสายพานเป็นตัวฉุด และยังเป็นระบบไฮโดรลิค ยกชุดใบตัดหญ้าขึ้งลงได้ตามความต้องการ พร้อมกันชนเหล็กอย่างดีด้านหน้า พร้อมลุยตัดหญ้าได้ทั้งหญ้าเรียบ ๆ แบบสนามกลอฟ์ แบบหญ้าต่ำรก หญ้าสูงโปร่ง หรือป่าหญ้าสูงรกทึบประมาณ 3 – 4 เมตรได้สบาย ๆ 

ที่สำคัญการตัดหญ้า มีระบบการเซฟคนขับไม่ให้ถูกเศษกิ่งไม้ หรือหิน กระเด็นใส่ ด้วยกระบังเหล็กอย่างหนา ที่พิเศษก็คือ หากเป็นรถตัดหญ้าทั่วไปก็จะตัดกองสุม ๆ ไว้ เสียเวลาขนทิ้ง แต่คันนี้สามารถย่อยหญ้าจนละเอียดแล้วป่น ทิ้งไว้ให้กลายเป็นปุ๋ยพืชสดในดินได้อีกด้วย เหมาะสำหรับในสวน ในไร่ ที่เคยใช้แต่เครื่องตัดหญ้าแบบสายสะพาย หรือรถดัน ที่เจอหญ้ารกทึบก็สู่ไม่ไหว เจอสัตว์ร้าย ประเภทงู ตะขาบ หรือหิน แก้ว ขวด อื่น ๆ ก็ไม่ไหว บางครั้งใบมีดก็หัก คนตัดก็บาดเจ็บจากใบมีด หรือเศษแก้ว เศษหิน  ไม่ปลอดภัยเลย แต่รถตัดหญ้าที่คิดค้นใหม่นี้คันนี้สู่ไหว ปลอดภัย สามารถตัดได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ราบ ที่สูงชัน สามารถไต่ไปตัดได้แบบสบาย ๆ   

              ลุงประภา ฯ เล่าต่อว่า ราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ  9 หมื่นบาทเศษ ถ้าจะขายก็ประมาณ 1 แสน 5 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าของดีมากแต่ราคาถูกจริง ๆ ก่อนหน้านี้มีคนติดต่อมาขอซื้อลิขสิทธิ์ในราคา 3 ล้านบาท แต่ขณะนั้นตนยังทำไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ได้ตอบรับอะไรไป  แต่ตอนนี้สำเร็จครบถ้วนแล้วและมั่นใจว่า นี่เป็นรถตัดหญ้าเอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

ท่านใดสนใจก็สามารถสอบถามคุณลุง วิศวกรเครื่องยนต์ ป.4 ลุงประภาได้ที่ โทรศัพท์ 083-6227985

 

น่าทึ่ง..ครูหนุ่มบางระกำทิ้งชอล์ก-ทำสวนตามศาสตร์พระราชา 2 ปีสำเร็จ

พบครูหนุ่มคนบางระกำทิ้งกระดานดำแต่ไม่ทิ้ง “ความเป็นครู” นำหลักเศรษฐกิจพอเพียง-ศาสตร์พระราชา “ในหลวง ร.๙” พลิกสวนของครอบครัวที่ร้างมากว่า 30 ปีทำเกษตรผสมผสาน “สวนสรณ์ภิชญาน์” 2 ปีสำเร็จ นักเรียน นักศึกษา เกษตรกรแห่ดูงานต่อเนื่อง

 

 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนสรณ์ภิชญาน์ หมู่ 4 ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้การทำสวนเกษตรผสมผสาน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนไว้ ที่มีนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนเกษตรกรจากหลากหลายพื้นที่พากันไปศึกษาดูแนวทางอย่างต่อเนื่อง

 

นายอนุสรณ์ จันทวงศ์ หรือ "อาจารย์แจ๊ค" ครูหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 31 ปี เจ้าของสวนสรณ์ภิชญาน์ บอกว่า ปี 2553 รับราชการครู สอนวิชาศิลปะอยู่ที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ต่อมาปี 2554 เริ่มสนใจเรื่องเกษตรผสมผสานตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ ๙ จึงเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจัง ไปดูงานจากสวนต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วนำมาปรับใช้ในสวนของบรรพบุรุษ บนพื้นที่ 20 ไร่เศษ ที่ปล่อยทิ้งร้างมานานกว่า 30 ปี ก่อนจะตัดสินใจวางมือจากอาชีพครูหันมาจับสวนเกษตรแบบผสมผสานอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา 

อาจารย์แจ๊คบอกว่า ในสวนของตนปลูกมัลเบอร์รี ทั้งสายพันธุ์ไทย และต่างประเทศ แต่ 90% จะเป็นพันธุ์ต่างประเทศ มีทั้งสายพันธุ์ไต้หวันแม่ช่อ ไต้หวันกลิ่นสตรอเบอร์รี ไวต์คิงส์ออสเตรเลีย เรดคิงส์ออสเตรเลีย ดำออสตุรกี เรดฟลอริดา นอกจากนี้ยังปลูกฝรั่งไต้หวัน ตะขบยักษ์ มะเดื่อฝรั่ง ไผ่กิมซุง ไผ่ดำ มะกรูดหวาน และมะนาวหวาน

โดยใช้ความรู้จากศิลปะงานออกแบบที่ตนถนัดมาประยุกต์กับความพอเพียงตามแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ ๙ ออกมาเป็นสวนเกษตรผสมผสานได้อย่างลงตัว

“เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นสวนเก่าของครอบครัวที่ปล่อยร้างมานานกว่า 30 ปี เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงขุดร่องน้ำเพื่อนำดินมาถมด้านบนสำหรับปลูกต้นไม้ต่างๆ ส่วนในร่องน้ำก็นำปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาสวาย ปลาจะละเม็ด มาเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยนำสาหร่ายหางกระรอกมาปล่อยไว้ให้ปลากินเป็นอาหาร เจริญเติบโตรวดเร็ว ไม่ต้องเลี้ยงอาหารเลย”

สำหรับต้นมัลเบอร์รีที่ปลูกไว้ก็แทบไม่ต้องดูแลอะไรเลย เพราะรากเขาสามารถดึงน้ำได้จากร่องน้ำได้เอง จะดูแลพิเศษก็ตอนที่มัลเบอร์รีติดผล เนื่องจากนกชอบมาจิกกิน ต้องใช้วิธีนำผ้าลี่สีแดงมาเย็บเป็นถุงคลุมไว้ จนกว่าผลจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงแล้วค่อยเอาออก 

“จากการศึกษาพบว่านกจะกลัวสีแดง จึงใช้ถุงตาข่ายสีแดงมาส่วมห่อกันนกและวางไว้บริเวณต้นมัลเบอร์รีเพื่อป้องกัน ลดความเสียหาย”

อาจารย์แจ๊คบอกอีกว่า พื้นที่ 20 ไร่เศษจะแบ่งเป็น 2 แปลง คือ แปลงปลูกสำหรับขายต้นพันธุ์เป็นหลัก และขายผลผลิตเป็นรอง ต้นพันธุ์จะทำการเสริมราก ทาบกิ่ง ด้วยต้นเอง ถ้าขนาดไซส์ใหญ่แบบสามารถลงดินปลูกได้เลย ราคาจะอยู่ที่ 3,500 บาทขึ้นไป ซึ่งจะใช้เวลาทาบกิ่งประมาณเดือนครึ่งถึง 2 เดือน แต่ทำตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามาเป็นหลัก ส่วนต้นเล็กก็จะมีตั้งแต่ราคา 300 บาทขึ้นไป พร้อมจัดส่งทั่วประเทศ

สำหรับลูกค้าจะมีหลายประเภท เพราะมัลเบอร์รีมีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีจุดเด่นที่ต่างกัน ลูกค้าก็จะมีทั้งนิยมซื้อกิ่งไปปลูกเพื่อรอผลรับประทาน บางรายก็ซื้อไปตกแต่งสวน บางรายก็ซื้อไปประดับตามร้านกาแฟ หรือตามรีสอร์ต ส่วนลูกค้าที่มีเชื้อสายจีน โดยเฉพาะแถว จ.นครสวรรค์ ก็จะซื้อมัลเบอร์รี “สายพันธุ์ดรากอนมัลเบอร์รี หรือพันธุ์มังกร” ไปเสริมเรื่องดวง หรือโหงวเฮ้งตามความเชื่อของคนจีน ว่าเหมือนมีมังกรอยู่หน้าบ้าน เพราะสายพันธุ์นี้จะมีลำต้นคดงอเหมือนตัวมังกรนั่นเอง

ส่วนผลมัลเบอร์รีที่แก่สามารถเก็บรับประทานได้ เป็นผลผลิตสายพันธุ์ต่างประเทศกว่า 90% เช่น พันธุ์ไวต์คิงส์ออสเตรเลีย ผลจะหวานมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง มีกลิ่นเหมือนน้ำหอมอ่อนๆ, สายพันธุ์ไต้หวันแม่ช่อ รสชาติจะหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย รสชาติอร่อย ขนาดผลถ้าเจริญเต็มที่จะมีความยาวถึง 15 ซม. ขณะที่สายพันธุ์อื่นๆ ก็จะมีความหวานที่แตกต่างกันไป

“ผลผลิตเหล่านี้เป็นมัลเบอร์รีสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ขายในราคาไทยที่คนทั่วไปซื้อรับประทานได้ ถ้าเป็นกิโลกรัมอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท นอกนั้นก็จัดแบ่งเป็นกล่องมีหลายราคา โดยจะมีวางขายที่ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ โรงพยาบาลพุทธชินราช ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพอขาย เพราะลูกค้าจะสั่งจองออเดอร์ไว้ก่อนหมด”

นอกจากนี้ยังมีไผ่ดำที่ตลาดกำลังเติบโต ซึ่งไผ่ดำเหมาะสำหรับการนำไปปลูกประดับ ร้านกาแฟ โรงแรม รีสอร์ต เพื่อสร้างบรรยากาศ เพราะเป็นไผ่หายาก ต้นจะไม่โตมาก สูงเพียง 6-7 เมตรเท่านั้น ก็จะขุดแยกเหง้าขายในราคาต้นละ 500 บาท แต่ถ้าสั่ง 2 ต้นขึ้นไปจะอยู่ที่ราคาต้นละ 300 บาทเท่านั้น 

อาจารย์แจ๊คกล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ตนตัดสินใจลาออกจากอาชีพครูมาทำสวนเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงสอนไว้ เพราะตนอยากจะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรมีหลักที่ถูกต้องในการทำสวนเกษตร ที่ต่างจากเกษตรกรในยุคเดิมๆ ซึ่งวันนี้ทำทั้ง 2 อาชีพได้ ทั้งครู ทั้งเกษตร แต่ตนเลือกที่จะทำในสิ่งที่ให้ความสุขกับเรามากที่สุด ซึ่งทุกวันนี้สวนสรณ์ภิชญาน์สามารถสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 2-3 หมื่นบาทต่อเดือนแล้ว

“ความสุขของผมชอบแบบนี้ ชอบธรรมชาติ ชอบเกษตร อยู่แบบสันโดษ ถึงแม้จะลาออกจากอาชีพครู แต่ผมไม่เคยเลิกเป็นครู ทุกวันนี้สวนสรณ์ภิชญาน์มีไว้เพื่อเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่เกษตรกรชาวสวนเองได้เข้ามาศึกษาขั้นตอนทุกอย่างที่ผมทำ ผมพร้อมจะให้ความรู้ในทุกเรื่องจากประสบการณ์จริง”

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL