อังคาร, มกราคม 16, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

น่าทึ่ง..ครูหนุ่มบางระกำทิ้งชอล์ก-ทำสวนตามศาสตร์พระราชา 2 ปีสำเร็จ

พบครูหนุ่มคนบางระกำทิ้งกระดานดำแต่ไม่ทิ้ง “ความเป็นครู” นำหลักเศรษฐกิจพอเพียง-ศาสตร์พระราชา “ในหลวง ร.๙” พลิกสวนของครอบครัวที่ร้างมากว่า 30 ปีทำเกษตรผสมผสาน “สวนสรณ์ภิชญาน์” 2 ปีสำเร็จ นักเรียน นักศึกษา เกษตรกรแห่ดูงานต่อเนื่อง

 

 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนสรณ์ภิชญาน์ หมู่ 4 ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้การทำสวนเกษตรผสมผสาน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนไว้ ที่มีนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนเกษตรกรจากหลากหลายพื้นที่พากันไปศึกษาดูแนวทางอย่างต่อเนื่อง

 

นายอนุสรณ์ จันทวงศ์ หรือ "อาจารย์แจ๊ค" ครูหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 31 ปี เจ้าของสวนสรณ์ภิชญาน์ บอกว่า ปี 2553 รับราชการครู สอนวิชาศิลปะอยู่ที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ต่อมาปี 2554 เริ่มสนใจเรื่องเกษตรผสมผสานตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ ๙ จึงเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจัง ไปดูงานจากสวนต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วนำมาปรับใช้ในสวนของบรรพบุรุษ บนพื้นที่ 20 ไร่เศษ ที่ปล่อยทิ้งร้างมานานกว่า 30 ปี ก่อนจะตัดสินใจวางมือจากอาชีพครูหันมาจับสวนเกษตรแบบผสมผสานอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา 

อาจารย์แจ๊คบอกว่า ในสวนของตนปลูกมัลเบอร์รี ทั้งสายพันธุ์ไทย และต่างประเทศ แต่ 90% จะเป็นพันธุ์ต่างประเทศ มีทั้งสายพันธุ์ไต้หวันแม่ช่อ ไต้หวันกลิ่นสตรอเบอร์รี ไวต์คิงส์ออสเตรเลีย เรดคิงส์ออสเตรเลีย ดำออสตุรกี เรดฟลอริดา นอกจากนี้ยังปลูกฝรั่งไต้หวัน ตะขบยักษ์ มะเดื่อฝรั่ง ไผ่กิมซุง ไผ่ดำ มะกรูดหวาน และมะนาวหวาน

โดยใช้ความรู้จากศิลปะงานออกแบบที่ตนถนัดมาประยุกต์กับความพอเพียงตามแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ ๙ ออกมาเป็นสวนเกษตรผสมผสานได้อย่างลงตัว

“เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นสวนเก่าของครอบครัวที่ปล่อยร้างมานานกว่า 30 ปี เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงขุดร่องน้ำเพื่อนำดินมาถมด้านบนสำหรับปลูกต้นไม้ต่างๆ ส่วนในร่องน้ำก็นำปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาสวาย ปลาจะละเม็ด มาเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยนำสาหร่ายหางกระรอกมาปล่อยไว้ให้ปลากินเป็นอาหาร เจริญเติบโตรวดเร็ว ไม่ต้องเลี้ยงอาหารเลย”

สำหรับต้นมัลเบอร์รีที่ปลูกไว้ก็แทบไม่ต้องดูแลอะไรเลย เพราะรากเขาสามารถดึงน้ำได้จากร่องน้ำได้เอง จะดูแลพิเศษก็ตอนที่มัลเบอร์รีติดผล เนื่องจากนกชอบมาจิกกิน ต้องใช้วิธีนำผ้าลี่สีแดงมาเย็บเป็นถุงคลุมไว้ จนกว่าผลจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงแล้วค่อยเอาออก 

“จากการศึกษาพบว่านกจะกลัวสีแดง จึงใช้ถุงตาข่ายสีแดงมาส่วมห่อกันนกและวางไว้บริเวณต้นมัลเบอร์รีเพื่อป้องกัน ลดความเสียหาย”

อาจารย์แจ๊คบอกอีกว่า พื้นที่ 20 ไร่เศษจะแบ่งเป็น 2 แปลง คือ แปลงปลูกสำหรับขายต้นพันธุ์เป็นหลัก และขายผลผลิตเป็นรอง ต้นพันธุ์จะทำการเสริมราก ทาบกิ่ง ด้วยต้นเอง ถ้าขนาดไซส์ใหญ่แบบสามารถลงดินปลูกได้เลย ราคาจะอยู่ที่ 3,500 บาทขึ้นไป ซึ่งจะใช้เวลาทาบกิ่งประมาณเดือนครึ่งถึง 2 เดือน แต่ทำตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามาเป็นหลัก ส่วนต้นเล็กก็จะมีตั้งแต่ราคา 300 บาทขึ้นไป พร้อมจัดส่งทั่วประเทศ

สำหรับลูกค้าจะมีหลายประเภท เพราะมัลเบอร์รีมีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีจุดเด่นที่ต่างกัน ลูกค้าก็จะมีทั้งนิยมซื้อกิ่งไปปลูกเพื่อรอผลรับประทาน บางรายก็ซื้อไปตกแต่งสวน บางรายก็ซื้อไปประดับตามร้านกาแฟ หรือตามรีสอร์ต ส่วนลูกค้าที่มีเชื้อสายจีน โดยเฉพาะแถว จ.นครสวรรค์ ก็จะซื้อมัลเบอร์รี “สายพันธุ์ดรากอนมัลเบอร์รี หรือพันธุ์มังกร” ไปเสริมเรื่องดวง หรือโหงวเฮ้งตามความเชื่อของคนจีน ว่าเหมือนมีมังกรอยู่หน้าบ้าน เพราะสายพันธุ์นี้จะมีลำต้นคดงอเหมือนตัวมังกรนั่นเอง

ส่วนผลมัลเบอร์รีที่แก่สามารถเก็บรับประทานได้ เป็นผลผลิตสายพันธุ์ต่างประเทศกว่า 90% เช่น พันธุ์ไวต์คิงส์ออสเตรเลีย ผลจะหวานมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง มีกลิ่นเหมือนน้ำหอมอ่อนๆ, สายพันธุ์ไต้หวันแม่ช่อ รสชาติจะหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย รสชาติอร่อย ขนาดผลถ้าเจริญเต็มที่จะมีความยาวถึง 15 ซม. ขณะที่สายพันธุ์อื่นๆ ก็จะมีความหวานที่แตกต่างกันไป

“ผลผลิตเหล่านี้เป็นมัลเบอร์รีสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ขายในราคาไทยที่คนทั่วไปซื้อรับประทานได้ ถ้าเป็นกิโลกรัมอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท นอกนั้นก็จัดแบ่งเป็นกล่องมีหลายราคา โดยจะมีวางขายที่ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ โรงพยาบาลพุทธชินราช ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพอขาย เพราะลูกค้าจะสั่งจองออเดอร์ไว้ก่อนหมด”

นอกจากนี้ยังมีไผ่ดำที่ตลาดกำลังเติบโต ซึ่งไผ่ดำเหมาะสำหรับการนำไปปลูกประดับ ร้านกาแฟ โรงแรม รีสอร์ต เพื่อสร้างบรรยากาศ เพราะเป็นไผ่หายาก ต้นจะไม่โตมาก สูงเพียง 6-7 เมตรเท่านั้น ก็จะขุดแยกเหง้าขายในราคาต้นละ 500 บาท แต่ถ้าสั่ง 2 ต้นขึ้นไปจะอยู่ที่ราคาต้นละ 300 บาทเท่านั้น 

อาจารย์แจ๊คกล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ตนตัดสินใจลาออกจากอาชีพครูมาทำสวนเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงสอนไว้ เพราะตนอยากจะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรมีหลักที่ถูกต้องในการทำสวนเกษตร ที่ต่างจากเกษตรกรในยุคเดิมๆ ซึ่งวันนี้ทำทั้ง 2 อาชีพได้ ทั้งครู ทั้งเกษตร แต่ตนเลือกที่จะทำในสิ่งที่ให้ความสุขกับเรามากที่สุด ซึ่งทุกวันนี้สวนสรณ์ภิชญาน์สามารถสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 2-3 หมื่นบาทต่อเดือนแล้ว

“ความสุขของผมชอบแบบนี้ ชอบธรรมชาติ ชอบเกษตร อยู่แบบสันโดษ ถึงแม้จะลาออกจากอาชีพครู แต่ผมไม่เคยเลิกเป็นครู ทุกวันนี้สวนสรณ์ภิชญาน์มีไว้เพื่อเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่เกษตรกรชาวสวนเองได้เข้ามาศึกษาขั้นตอนทุกอย่างที่ผมทำ ผมพร้อมจะให้ความรู้ในทุกเรื่องจากประสบการณ์จริง”