พุธ, พฤศจิกายน 22, 2017
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวเศรษฐกิจ ::

ลุงวัย 67 คิดค้นรถตัดหญ้านั่งครับเน้นเซฟตี้

ทึ่ง...คุณลุงวัย 67 ปี คิดค้นรถตัดหญ้านั่งขับ 1 เดียวในไทย ที่สามารถลุยตัดหญ้า แบบป่นละเอียดกลายเป็นปุ๋ยในดิน แบบไม่เหลือซาก  เน้นความปลอดภัยของคนขับ

 

 

           ที่อู่นำเงิน หมู่ที่ 3 ซอย 1 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก   นาย ประภา  ผ่องบำรุงวงศ์ อายุ 67ปี ลุงกำลังเช็คสมรรถภาพของเครื่องประดิษฐ์ชิ้นใหม่อยู่  ลุงประภา ฯ  เล่าว่าตนเป็นชาวพิษณุโลกโดยกำเนิด  ช่วงอายุประมาณ 22 ปี ได้เข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อหางานทำ และได้ไปเป็นเด็กอู่ซ่อมรถเพื่อหาประสบการณ์ที่ชอบไปเรื่อย ๆ เป็นช่างกลึงโรงงาน  จนกระทั่งมีการเปิดคอร์สสอนอบรมเรื่องการซ่อมสร้างเครื่องยนต์ที่จังหวัดนครปฐม จึงสมัครไปเข้ารับการอบรมในระยะเวลาสั้น ๆ  หลังจากนั้นก็ได้ไปเป็นเด็กอู่รถอีกหลายแห่ง จนกระทั่งได้กลับมาบ้านเกิดที่พิษณุโลก แล้วมาเปิดอู่รับซ่อมรถในหมู่บ้านเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน ใช้ชื่อว่าอู่นำเงิน   ที่ผ่านมาด้วยความเป็นคนชอบคิดค้น ตนจึงได้คิดค้นเครื่องตัดหญ้ามาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งแบบเดินตาม  แบบสะพาย  แบบพ่วงลาก และมีคนว่าจ้างให้ผลิตเป็นจำนวนมาก  ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสมรรถนะยังไม่สมบูรณ์มากนัก มีข้อเสียเยอะ จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2559ที่ผ่านมา ตนได้พยายามดัดแปลงนำรถตัดหญ้าแบบเดิม ๆ ทั้งหมด มาทำใหม่ เป้าหมาย คือจะต้องเป็นรถตัดหญ้าที่ดีที่สุดในประเทศไทย

              โดยรถตัดหญ้าคันนี้เป็นระบบนั่งขับ มีโช้คอัพ นั่งนิ่มสบายเมื่อตกหลุมตกร่อง  มีช่องใส่ร่มกันแดดกันฝน อนาคตจะพัฒนาไปเป็นระบบติดแอร์ด้วย รถตัดหญ้าคันนี้ยังสามารถขับเคลื่อนที่ได้คล่องตัวด้วยระบบเกียร์ มีนำหนักเบามาก เลี้ยวซ้าย-ขวา-ถอยหลังได้ 2 ระบบ คือพวงมาลัย และเท้ากด   สตาร์ทมือแบบหมุนเพื่อลดต้นทุน โครงสร้างทำด้วยเหล็กอย่างดีทั้งคัน  เครื่องเป็นระบบสูบเดียว  สามารถเซฟน้ำมัน 1 ไร่ ไม่เกิน 2 ลิตร หรือ 1 ไร่ประมาณ 50 กว่าบาท ระบบใบมีดตัดหญ้าก็ทำจากแหนบรถยนต์ที่แข็งมาก สึกกร่อนยาก จำนวนใบล่าง 3 ใบ ใบย่อยหญ้าแบบตั้งตรงอีก  2  ใบ ใช้ระบบสายพานเป็นตัวฉุด และยังเป็นระบบไฮโดรลิค ยกชุดใบตัดหญ้าขึ้งลงได้ตามความต้องการ พร้อมกันชนเหล็กอย่างดีด้านหน้า พร้อมลุยตัดหญ้าได้ทั้งหญ้าเรียบ ๆ แบบสนามกลอฟ์ แบบหญ้าต่ำรก หญ้าสูงโปร่ง หรือป่าหญ้าสูงรกทึบประมาณ 3 – 4 เมตรได้สบาย ๆ 

ที่สำคัญการตัดหญ้า มีระบบการเซฟคนขับไม่ให้ถูกเศษกิ่งไม้ หรือหิน กระเด็นใส่ ด้วยกระบังเหล็กอย่างหนา ที่พิเศษก็คือ หากเป็นรถตัดหญ้าทั่วไปก็จะตัดกองสุม ๆ ไว้ เสียเวลาขนทิ้ง แต่คันนี้สามารถย่อยหญ้าจนละเอียดแล้วป่น ทิ้งไว้ให้กลายเป็นปุ๋ยพืชสดในดินได้อีกด้วย เหมาะสำหรับในสวน ในไร่ ที่เคยใช้แต่เครื่องตัดหญ้าแบบสายสะพาย หรือรถดัน ที่เจอหญ้ารกทึบก็สู่ไม่ไหว เจอสัตว์ร้าย ประเภทงู ตะขาบ หรือหิน แก้ว ขวด อื่น ๆ ก็ไม่ไหว บางครั้งใบมีดก็หัก คนตัดก็บาดเจ็บจากใบมีด หรือเศษแก้ว เศษหิน  ไม่ปลอดภัยเลย แต่รถตัดหญ้าที่คิดค้นใหม่นี้คันนี้สู่ไหว ปลอดภัย สามารถตัดได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ราบ ที่สูงชัน สามารถไต่ไปตัดได้แบบสบาย ๆ   

              ลุงประภา ฯ เล่าต่อว่า ราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ  9 หมื่นบาทเศษ ถ้าจะขายก็ประมาณ 1 แสน 5 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าของดีมากแต่ราคาถูกจริง ๆ ก่อนหน้านี้มีคนติดต่อมาขอซื้อลิขสิทธิ์ในราคา 3 ล้านบาท แต่ขณะนั้นตนยังทำไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ได้ตอบรับอะไรไป  แต่ตอนนี้สำเร็จครบถ้วนแล้วและมั่นใจว่า นี่เป็นรถตัดหญ้าเอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

ท่านใดสนใจก็สามารถสอบถามคุณลุง วิศวกรเครื่องยนต์ ป.4 ลุงประภาได้ที่ โทรศัพท์ 083-6227985

 

น่าทึ่ง..ครูหนุ่มบางระกำทิ้งชอล์ก-ทำสวนตามศาสตร์พระราชา 2 ปีสำเร็จ

พบครูหนุ่มคนบางระกำทิ้งกระดานดำแต่ไม่ทิ้ง “ความเป็นครู” นำหลักเศรษฐกิจพอเพียง-ศาสตร์พระราชา “ในหลวง ร.๙” พลิกสวนของครอบครัวที่ร้างมากว่า 30 ปีทำเกษตรผสมผสาน “สวนสรณ์ภิชญาน์” 2 ปีสำเร็จ นักเรียน นักศึกษา เกษตรกรแห่ดูงานต่อเนื่อง

 

 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนสรณ์ภิชญาน์ หมู่ 4 ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้การทำสวนเกษตรผสมผสาน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนไว้ ที่มีนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนเกษตรกรจากหลากหลายพื้นที่พากันไปศึกษาดูแนวทางอย่างต่อเนื่อง

 

นายอนุสรณ์ จันทวงศ์ หรือ "อาจารย์แจ๊ค" ครูหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 31 ปี เจ้าของสวนสรณ์ภิชญาน์ บอกว่า ปี 2553 รับราชการครู สอนวิชาศิลปะอยู่ที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ต่อมาปี 2554 เริ่มสนใจเรื่องเกษตรผสมผสานตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ ๙ จึงเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจัง ไปดูงานจากสวนต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วนำมาปรับใช้ในสวนของบรรพบุรุษ บนพื้นที่ 20 ไร่เศษ ที่ปล่อยทิ้งร้างมานานกว่า 30 ปี ก่อนจะตัดสินใจวางมือจากอาชีพครูหันมาจับสวนเกษตรแบบผสมผสานอย่างเต็มตัวเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา 

อาจารย์แจ๊คบอกว่า ในสวนของตนปลูกมัลเบอร์รี ทั้งสายพันธุ์ไทย และต่างประเทศ แต่ 90% จะเป็นพันธุ์ต่างประเทศ มีทั้งสายพันธุ์ไต้หวันแม่ช่อ ไต้หวันกลิ่นสตรอเบอร์รี ไวต์คิงส์ออสเตรเลีย เรดคิงส์ออสเตรเลีย ดำออสตุรกี เรดฟลอริดา นอกจากนี้ยังปลูกฝรั่งไต้หวัน ตะขบยักษ์ มะเดื่อฝรั่ง ไผ่กิมซุง ไผ่ดำ มะกรูดหวาน และมะนาวหวาน

โดยใช้ความรู้จากศิลปะงานออกแบบที่ตนถนัดมาประยุกต์กับความพอเพียงตามแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ ๙ ออกมาเป็นสวนเกษตรผสมผสานได้อย่างลงตัว

“เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นสวนเก่าของครอบครัวที่ปล่อยร้างมานานกว่า 30 ปี เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงขุดร่องน้ำเพื่อนำดินมาถมด้านบนสำหรับปลูกต้นไม้ต่างๆ ส่วนในร่องน้ำก็นำปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาสวาย ปลาจะละเม็ด มาเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยนำสาหร่ายหางกระรอกมาปล่อยไว้ให้ปลากินเป็นอาหาร เจริญเติบโตรวดเร็ว ไม่ต้องเลี้ยงอาหารเลย”

สำหรับต้นมัลเบอร์รีที่ปลูกไว้ก็แทบไม่ต้องดูแลอะไรเลย เพราะรากเขาสามารถดึงน้ำได้จากร่องน้ำได้เอง จะดูแลพิเศษก็ตอนที่มัลเบอร์รีติดผล เนื่องจากนกชอบมาจิกกิน ต้องใช้วิธีนำผ้าลี่สีแดงมาเย็บเป็นถุงคลุมไว้ จนกว่าผลจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงแล้วค่อยเอาออก 

“จากการศึกษาพบว่านกจะกลัวสีแดง จึงใช้ถุงตาข่ายสีแดงมาส่วมห่อกันนกและวางไว้บริเวณต้นมัลเบอร์รีเพื่อป้องกัน ลดความเสียหาย”

อาจารย์แจ๊คบอกอีกว่า พื้นที่ 20 ไร่เศษจะแบ่งเป็น 2 แปลง คือ แปลงปลูกสำหรับขายต้นพันธุ์เป็นหลัก และขายผลผลิตเป็นรอง ต้นพันธุ์จะทำการเสริมราก ทาบกิ่ง ด้วยต้นเอง ถ้าขนาดไซส์ใหญ่แบบสามารถลงดินปลูกได้เลย ราคาจะอยู่ที่ 3,500 บาทขึ้นไป ซึ่งจะใช้เวลาทาบกิ่งประมาณเดือนครึ่งถึง 2 เดือน แต่ทำตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามาเป็นหลัก ส่วนต้นเล็กก็จะมีตั้งแต่ราคา 300 บาทขึ้นไป พร้อมจัดส่งทั่วประเทศ

สำหรับลูกค้าจะมีหลายประเภท เพราะมัลเบอร์รีมีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีจุดเด่นที่ต่างกัน ลูกค้าก็จะมีทั้งนิยมซื้อกิ่งไปปลูกเพื่อรอผลรับประทาน บางรายก็ซื้อไปตกแต่งสวน บางรายก็ซื้อไปประดับตามร้านกาแฟ หรือตามรีสอร์ต ส่วนลูกค้าที่มีเชื้อสายจีน โดยเฉพาะแถว จ.นครสวรรค์ ก็จะซื้อมัลเบอร์รี “สายพันธุ์ดรากอนมัลเบอร์รี หรือพันธุ์มังกร” ไปเสริมเรื่องดวง หรือโหงวเฮ้งตามความเชื่อของคนจีน ว่าเหมือนมีมังกรอยู่หน้าบ้าน เพราะสายพันธุ์นี้จะมีลำต้นคดงอเหมือนตัวมังกรนั่นเอง

ส่วนผลมัลเบอร์รีที่แก่สามารถเก็บรับประทานได้ เป็นผลผลิตสายพันธุ์ต่างประเทศกว่า 90% เช่น พันธุ์ไวต์คิงส์ออสเตรเลีย ผลจะหวานมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง มีกลิ่นเหมือนน้ำหอมอ่อนๆ, สายพันธุ์ไต้หวันแม่ช่อ รสชาติจะหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย รสชาติอร่อย ขนาดผลถ้าเจริญเต็มที่จะมีความยาวถึง 15 ซม. ขณะที่สายพันธุ์อื่นๆ ก็จะมีความหวานที่แตกต่างกันไป

“ผลผลิตเหล่านี้เป็นมัลเบอร์รีสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ขายในราคาไทยที่คนทั่วไปซื้อรับประทานได้ ถ้าเป็นกิโลกรัมอยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท นอกนั้นก็จัดแบ่งเป็นกล่องมีหลายราคา โดยจะมีวางขายที่ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ โรงพยาบาลพุทธชินราช ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพอขาย เพราะลูกค้าจะสั่งจองออเดอร์ไว้ก่อนหมด”

นอกจากนี้ยังมีไผ่ดำที่ตลาดกำลังเติบโต ซึ่งไผ่ดำเหมาะสำหรับการนำไปปลูกประดับ ร้านกาแฟ โรงแรม รีสอร์ต เพื่อสร้างบรรยากาศ เพราะเป็นไผ่หายาก ต้นจะไม่โตมาก สูงเพียง 6-7 เมตรเท่านั้น ก็จะขุดแยกเหง้าขายในราคาต้นละ 500 บาท แต่ถ้าสั่ง 2 ต้นขึ้นไปจะอยู่ที่ราคาต้นละ 300 บาทเท่านั้น 

อาจารย์แจ๊คกล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ตนตัดสินใจลาออกจากอาชีพครูมาทำสวนเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงสอนไว้ เพราะตนอยากจะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรมีหลักที่ถูกต้องในการทำสวนเกษตร ที่ต่างจากเกษตรกรในยุคเดิมๆ ซึ่งวันนี้ทำทั้ง 2 อาชีพได้ ทั้งครู ทั้งเกษตร แต่ตนเลือกที่จะทำในสิ่งที่ให้ความสุขกับเรามากที่สุด ซึ่งทุกวันนี้สวนสรณ์ภิชญาน์สามารถสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 2-3 หมื่นบาทต่อเดือนแล้ว

“ความสุขของผมชอบแบบนี้ ชอบธรรมชาติ ชอบเกษตร อยู่แบบสันโดษ ถึงแม้จะลาออกจากอาชีพครู แต่ผมไม่เคยเลิกเป็นครู ทุกวันนี้สวนสรณ์ภิชญาน์มีไว้เพื่อเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่เกษตรกรชาวสวนเองได้เข้ามาศึกษาขั้นตอนทุกอย่างที่ผมทำ ผมพร้อมจะให้ความรู้ในทุกเรื่องจากประสบการณ์จริง”

 

สับปะรดล้นตลาด-ราคาตก เกษตรกรวางขายข้างทางลดขาดทุน

เกษตรกร จ.พิษณุโลก ประสบปัญหาสับปะรดล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ จนต้องนำสับปะรดไปวางจำหน่ายริมถนนให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

 

 

เกษตรกรบ้านเกาะแก้ว ต.หนองกระท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก นำสับปะรดวางจำหน่ายริมถนนสายนครไทย-ด่านซ้าย ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังราคาตกต่ำอย่างหนักจากปริมาณที่ออกมาจำนวนมากและโรงงานไม่รับซื้อ ทำให้สับปะรดบางส่วนสุกงอมและเน่าเสียคาต้น จึงต้องนำไปจำหน่ายในราคา 100 บาทต่อน้ำหนัก 10-20 กิโลกรัม ตามแต่ขนาด รวมทั้งแจกและแถมเพื่อให้ขาดทุนน้อยลง

สำหรับ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ถือเป็นแหล่งปลูกสับปะรดมากที่สุดของจังหวัด มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 42,000 ไร่ โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม

   

โครงการรถไฟความเร็วสูง เฟสแรก กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ลงมือสร้างปี 2561

ญี่ปุ่นสรุปผลศึกษารถไฟความเร็วสูง เส้นทาง “กรุงเทพฯ-เชียงใหม่” โดยเล็งออกแบบเฟสแรก “กรุงเทพฯ-พิษณุโลก” แบ่งเป็นตอนๆ

 

 

ความคืบหน้าของโครงการความร่วมมือในการพัฒนาระบบรางระหว่างไทยกับญี่ปุ่น  หรือโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 672 กม.นั้น   ล่าสุดทางญี่ปุ่นได้รายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเบื้องต้น โดยจะแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ตอน ได้แก่ ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก และช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่  

 

สำหรับแนวทางที่มีความเหมาะสมนั้น  จะก่อสร้างเส้นทางในระยะแรกก่อน คือ ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทางประมาณ 380 กิโลเมตร  เนื่องจากมีความเป็นไป และมีผลตอบแทนของโครงการดีกว่าการก่อสร้างพร้อมกันทั้งโครงการไปถึงเชียงใหม่   นอกจากนี้  ยังสามารถพัฒนาพื้นที่รอบสถานีและสองข้างทางได้  อีกทั้งพิษณุโลกยังมีจังหวัดรอบๆ ที่สามารถส่งต่อผู้โดยสารเข้ามาเสริมต่อรถไฟความเร็วสูงได้  จึงมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการเงินได้

ทั้งนี้  ญี่ปุ่นจะสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการในเดือน ต.ค.-พ.ย. 2559 จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการออกแบบอีก 1 ปี (2560)  โดยไทยตั้งเป้าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2561

 

อนึ่ง โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง  เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง  672 กิโลเมตร เป็นความร่วมมือพัฒนาระบบรางระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ใช้ระบบเทคโนโลยีซินคันเซน  โดยการให้บริการจะเน้นขนส่งผู้โดยสารเป็นหลักและขนส่งสินค้าเป็นรอง   แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2  ระยะ คือ

-ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก  ระยะทาง 384 กิโลเมตร  แนวเส้นทางที่จะใช้ก่อสร้างส่วนใหญ่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟสายเหนือเดิม  

-ระยะที่ 2 ช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่  ระยะทาง 285 กิโลเมตร เป็นเส้นทางตัดใหม่


ส่วนแนวเส้นทาง จากกรุงเทพฯ-พิษณุโลก   ส่วนใหญ่จะใช้เขตทางรถไฟสายเหนือเดิม   แต่อาจมีการปรับแนวเส้นทางตรงบริเวณที่เป็นทางโค้งมากๆ  เนื่องจากรถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูง   โดยมีจุดเริ่มต้นที่บริเวณสถานีบางซื่อ  วิ่งไปตามแนวรถไฟเดิม  สิ้นสุดเส้นทางเฟสแรกที่จังหวัดพิษณุโลก  มี 7 สถานี ได้แก่ สถานีบางซื่อ ดอนเมือง อยุธยา ลพบุรี (ป่าหวาย) นครสวรรค์ พิจิตร และพิษณุโลก มี 2 สถานีที่สร้างอยู่บนที่ใหม่ ได้แก่ สถานีลพบุรีจะสร้างอยู่ป่าหวาย ห่างจากตัวเมือง 5 กิโลเมตร และสถานีพิจิตร ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร อีก 5 สถานีที่เหลือจะสร้างอยู่ที่เดิมเป็นสถานีรถไฟในเมือง มีศูนย์ซ่อมบำรุงที่สถานีเชียงราก

 

เตรียมโฮมสเตย์ 15 หลังรองรับนักนักท่องเที่ยวชมทะเลหมอก

สภาพอากาศช่วงต้นหนาว ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์ทะเลหมอกที่ร่องเขานครชุม อำเภอนครไทย ให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาท่องเที่ยวเก็บภาพ และชื่นชมความสวยงามทางธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด  ด้านองค์การบริหารส่วนตำบลนครชุมและชาวบ้านเตรียมพร้อมโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาท่องเที่ยว

 

 

 

จากสภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ทะเลหมอกปกคลุมไปทั่วหมู่บ้าน ตำบลนครชุม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ในช่วงเช้า สร้างความสวยงามอย่างมาก โดยเฉพาะที่ยอดเขาโปกโล้นและจุดชมวิวร่องเขานครชุม จะเห็นทะเลหมอกสีขาวลอยปกคลุมเป็นบริเวณกว้างได้ชัดเจน เริ่มมีนักทักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมทะเลหมอกแล้ว โดยสภาพอากาศช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 18-20 องศา

นายสุรินทร์โรจน์ ศรีสังข์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนครชุม เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวชมทะเลหมอกร่องเขานครชุมมีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ที่มีการส่งเสริม ซึ่งปรากฎการณ์ทะเลหมอกเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว และตลอดช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางมาชมปรากฏการณ์นี้ได้ในช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 05.30-08.30 น.นับเป็นการดูทะเลหมอกได้ยาวนาน บริเวณร่องเขานครชุม ก่อนที่พระอาทิตย์จะสาดแสงร้อนแรงและไล่ไอหมอกให้กระจายฟุ้งจางหายไป ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปกับทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิด เป็นมุมที่สวยงาม เพราะเห็นแนวภูเขาทอดยาว ขณะที่พื้นล่างหลังจากหมอกจางจะเป็นหมู่บ้านและทุ่งนาที่สวยงาม โดยมีทะเลหมอกสีขาวลอยเคลื่อนอยู่ตรงกึ่งกลาง เป็นอีกบรรยากาศที่งดงามที่หลายคนต้องเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก นำไปอวดกันในโลกโซเชียล

จุดเด่นคือ ทะเลหมอกนครชุม เป็นอีกจุดท่องเที่ยวที่สามารถจับหมอกได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งปีนี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลนครชุมเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวมากขึ้นมีการเตรียมบ้านพักโฮมสเตย์จำนวน 15 หลังให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมหมอกและสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวนครชุมอีกด้วย

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL