อังคาร, กันยายน 26, 2017
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวเศรษฐกิจ ::

เขื่่อนแควน้อย 81% เปิดประตูระบายน้ำเพิ่ม หวั่นเต็มกว่ากำหนด

ปริมาณน้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน รับน้ำไวกว่าทุกปี ล่าสุดเก็บน้ำได้ 81 % แต่ต้องเปิดประตูระบายน้ำบานใหญ่ 3 บาน ระบายวันละ 200 ลบ.ม. เพื่อรองรับน้ำใหม่ที่คาดว่าปลายเดือนนี้อาจเข้ามาอีก และเชื่อว่าปีนี้เขื่อนแควน้อยจะกักเก็บน้ำเต็มเขื่อนไวกว่าทุกปีที่ผ่านมา

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสถานการณ์ฝนที่ยังคงตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ อ.นครไทย อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนแควน้อยแต่ละวันจำนวนมาก วันหนึ่งประมาณ 10-20 ล้าน ลบ.ม. ล่าสุดเช้าวันนี้ยังคงมีน้ำไหลเข้าเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อยู่ที่ 13 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่เก็บสะสมในเขื่อนแควน้อย อยู่ที่ 761 ล้าน ลบ.ม. หรือ81 % ของความจุ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับในปี 2559  อยู่ที่ 377 ล้าน ลบ.ม. ทีเดียว

นายเฉลิมศักดิ์ ทักษาดิพงษ์ ผู้อำนวยการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน กล่าวว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนแควน้อย ในปีนี้หากเปรียบเทียบกับปี 2559 ถือว่ามีมากเกือบเท่าตัว เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำไหลเข้าเขื่อนแควน้อยมีจำนวนมากเช่นกัน ส่งผลให้แผนการจัดการน้ำของกรมชลประทาน ต้องมีการระบายน้ำของเขื่อนแควน้อยเพิ่มมากขึ้นจากเดิม เป็นวันละ200 ลูกบาศก์เมตร โดยได้เปิดประตูบานใหญ่ จำนวน 3 บานจาก 6 บาน ระบายน้ำ 170 ลูกบาศก์เมตร และที่ประตูระบายน้ำสปรินเวย์อีก 30 ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้เพื่อรองรับน้ำใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาอีกในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ แต่ต้องเฝ้าดูสถานการณ์น้ำฝนอีกครั้ง  และคาดว่าน้ำจะเต็มเขื่อนไวกว่าในปีที่ผ่านมา คือในช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่ในปีนี้คาดว่าต้นเดือนตุลาคมนี้ก็น่าจะเต็มแล้ว แต่ทางตัวเขื่อนได้ออกแบบในการรองรับน้ำได้อีกกว่า 1 เมตร

 

ผู้อำนวยการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน กล่าวอีกว่า ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ของเขื่อนแควน้อย ยังดูแลประตูระบายน้ำบานใหญ่แต่ละบาน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและมั่นคง ในการรองรับน้ำได้ตามที่กำหนดอีกด้วย

 

แนะแนวเกษตร 4.0 ขับเคลื่อนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพแก่ชาวนา

 อินทัช นำแนวทางเกษตร 4.0 ขับเคลื่อนโครงการปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ แก่ชาวนา ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ เพี่อสร้างความอยู่ดี กินดี เศรษฐกิจดีอย่างยั่งยืน
 

 

            วันที่ 1 กันยายน 2560  นายสุวิชย์  สุริยะวงศ์  นายอำเภอวัดโบสถ์จังหวัดพิษณุโลก ได้เยี่ยมชมความสำเร็จในการจัดการโครงการ “ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพโดยอินทัช”  โดยมีนายอเนก  พนาอภิชน  รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์  จำกัด (มหาชน) พร้อมชาวนาในพื้นที่ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ ที่เข้าร่วมโครงการบรรยายถึงความสำเร็จของโครงการปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ พร้อมเตรียมต่อยอดโครงการให้ชาวนาได้เข้าถึงความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีตามแนวการจัดการเกษตร 4.0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งของกลุ่มชาวนาให้พร้อมยกระดับเป็นผู้ประกอบการมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์จำหน่ายเมล็ดพันธุ์และข้าวอินทรีย์ของจังหวัดพิษณุโลก” อันจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวนาและสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค เป็นชมชนตัวอย่างที่เติบโตอย่างยั่งยืน
 
            สำหรับการต่อยอดทางบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์  จำกัด (มหาชน) จะทำการสนับสนุนการเกษตรและยอดศักยภาพของชาวนาในตำบลท่านางงาม โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี (2560-2561)  มีชาวนาแกนนำจำนวน 14 ครอบครัวเข้าร่วมโครงการฯและมีการจัดสรรพื้นที่นาที่มีความพร้อมในการปลูกข้าวอินทรีย์ทั้งหมด 60 ไร่  โดยตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมาได้ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์การทำงาน เติมความรู้ในก้านต่างๆ อาทิ การจัดระบบบัญชี การบริหารจัดการกลุ่ม การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการจัดการผลผลิตและการตลาด      รวมทั้งการเชื่อมเครือข่ายการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานต่างๆและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนต่อไป โดยมีแนวทาง 4 แนวทางคือ พัฒนากลุ่มสมาชิกชาวนา  พัฒนาและเชื่อมการใช้ทรัพยากรจากเครือข่ายอย่างเหมาะสม  พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีและนวัตกรรม
     
           โดยทางกลุ่มชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า หลังจากที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวเพื่อสุขภาพกับอินทัช ทางกลุ่มได้เรียนรู้วิธีการปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมีและได้ผลผลิตที่ดีมีการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยเครื่องคัดพันธุ์สมัยใหม่ที่อินทัชสนับสนุนและนอกจากนี้ยังจัดการแปลงนาด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือการเกษตรที่กรมชลประทานสนับสนุนมาช่วยอำนวยความสะดวก กลุ่มของเราได้ตั้งชื่อข้าวหอมมะลิของกลุ่มว่า “ถิ่นงาม” ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของตำบลท่างาม ช่วยกันคิดออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามน่าซื้อมห้ให้ขายข้าวได้ราคาดีไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มหวังเป็นต้นแบบด้านการปลูกข้าวอินทรีย์ให้ชุมชนเกษตรอื่นๆที่เข้ามาศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป.
 

ตรวจอาหารสดเพิ่มความปลอดภัยช่วงสารทจีน

ปศุสัตว์ เกษตร ประมง และสาธารณสุข จ.พิษณุโลก บูรณาการตรวจอาหารสด ผัก หมู ไก่ อาหารทะเล จำหน่ายในตลาดร่วมใจ ตลาดเทศบาล 6 อ.เมืองพิษณุโลก เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสารทจีนล

 

 

วันที่ 29 สิงหาคม 2560 ที่ตลาดร่วมใจ อาคาร 2 ตลาดเทศบาล 6 อ.เมือง จ.พิษณุโลก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย เกษตรจ.พิษณุโลก ประมง จ.พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร และสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ได้บูรณาการร่วมกันในการตรวจอาหารสดที่จำหน่ายในตลาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสารทจีน 1-5 กย. 60 นี้

โดยเก็บตัวอย่างผักสด 10 ตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบสารตกค้าง เก็บตัวอย่างเนื้อหมู เนื้อไก่ ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์หายาปฏิชีวนะตกค้าง เชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และสารเร่งเนื้อแดง ตรวจสอบใบอนุญาตค้าซากสัตว์ พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการเพื่อดำเนินการประกอบกิจการให้ถูกต้อง และตรวจหาสารฟอร์มาลีนตกค้างในอาหารทะเลสด ที่ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้นจำนวน 3 ร้าน และไม่พบมีสารฟอร์มาลีนตกค้าง

นายพิษณุ  ตุลยวณิชย์ ปศุสัตว์จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า เป็นการบูรณาการร่วมกันในการตรวจหาสารตกค้างในอาหารสดที่จำหน่ายในตลาด เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสารทจีนเดือนกันยายนนี้ ซึ่งในพืชผัก เนื้อหมู เนื้อไก่ จะนำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ส่วนการตรวจอาหารทะเลนั้น ใช้ทุดกทดสอบเบื้องต้นตรวจร้านจำหน่ายอาหารทะเล 3 ร้าน ไม่พบมีสารฟอร์มาลีนตกค้าง

   

ถนนทางหลวงหมายเลข 12 ทรุดตัวแตกร้าวยาว

แขวงการทางหลวงพิษณุโลก เร่งซ่อมแซมถนนทางหลวงหมายเลข 12 หลังน้ำกัดเซาะจนทรุดตัวแตกร้าวยาวกว่า 50 เมตร เตือนประชาชนที่สัญจรไปมาให้ใช้เส้นทางระมัดระวัง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมธรรมชาติตามถนนทางหลวงหมายเลข 12

 

 

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า มีถนนทรุดตัวได้รับความเสียหาย จึงเดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 12 เส้นพิษณุโลก-หล่มสัก (ฝั่งขาเข้าพิษณุโลก) ระหว่าง กม.302+400 – 302+450 ต.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าพื้นผิวถนนเสียหายและมีรอยแตกแยกเป็นระยะทางยาวกว่า 50 เมตร ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานทางหลวงที่ 5 (พิษณุโลก) มอบหมายให้ทางแขวงทางหลวงพิษณุโลกที่ 2 (วังทอง) เจ้าของพื้นที่นำแบริเออร์มาปิดกั้นการจราจรจำนวน 1 ช่องการจราจร และเร่งทำการซ่อมแซมแก้ไขเป็นการด่วนแล้ว

ทางด้าน นายศิริชัย  ตรีเพ็ชร แขวงการทางหลวงพิษณุโลกที่ 2 (วังทอง) เปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวตนเองรับแจ้งว่ามีถนนทรุดตัวพังเสียหาย ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังรับเรื่องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบทันที พบว่าสาเหตุเกิดจากภัยธรรมชาติในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุเซินกา ส่งผลทำให้ในพื้นที่มีฝนตกชุกทุกวัน ทำให้ชั้นดินที่อยู่ข้างล่างผิวถนนอุ้มน้ำไว้จำนวนมาก เมื่อรับน้ำหนักของน้ำไม่ไหวดินจึงเกิดการสไลด์ตัวออกไปด้านข้าง ถนนที่อยู่ข้างบนจึงยุบและทรุดตัวลงมาจนเป็นลูกคลื่น และเป็นร่องลึก การจราจรเป็นไปด้วยความยากลำบากไม่ปลอดภัย จึงนำแบริเออร์มาปิดกั้น และติดป้ายแจ้งเตือนแก่ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมา หรือติดตั้งไฟส่องสว่างเตือนในช่วงเวลาค่ำคืน

ส่วนในวันนี้ได้จัดทีมวิศวกรชำนาญการเข้าไปวิเคราะห์หาสาเหตุแล้ว และนำปูนซีเมนต์ไปฉาบปิดผิวรอยแตกร้าวไม่ให้น้ำกัดเซาะเพื่อดูการขยับตัวของชั้นดิน ก่อนจะเสนอแนวทางการแก้ไขไปยังสำนักงานทางหลวงที่ 5 (พิษณุโลก) โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขจนแล้วเสร็จเป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จึงขอฝากเตือนไปพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนสัญจรผ่านถนนเส้นดังกล่าว ให้ช่วยชะลอความเร็วและเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ด้วย ระมัดระวัง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมธรรมชาติตามถนนทางหลวงหมายเลข 12

 

ธอส.จับมือสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดพิษณุโลกกระตุ้นซื้อบ้าน

สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดพิษณุโลก จับมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ลงนามความร่วมมือ ส่งเสริมสินเชื่อกู้ซื้อบ้านแก่ผู้อยากมีบ้าน พร้อมมั่นใจภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จังหวัดพิษณุโลกยังโตได้อีก

 

 

ที่โรงแรมท็อปแลนด์ นายยศวัจน์ รุ่งคณาวุฒิ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดพิษณุโลก  นำบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 20 โครงการ ลงนามในบันทึกข้อตกลง โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยผนึกพันธมิตรทำให้คนไทยมีบ้าน กับธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยมีนางสาวนิรมล เกิดชัยฤทธิ์ ผู้จัดการเขต 3 พิษณุโลก และ นายพิชิต ศรีบัว  ผู้จัดการสาขาพิษณุโลกเป็นผู้แทนจากธนาคารอาคารสงเคราะห์  ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการให้สินเชื่อแก่ ประชาชน ผู้ต้องการซื้อบ้านและคอนโด ในเขตจังหวัดพิษณุโลก

โดยมีกรอบสาระสำคัญคือ 1.สมาชิกของสมาคมจะจัดส่งโครงการจัดสรร ที่อยู่อาศัยมาเค้าโครงการพิเศษของ ธอส. อาทิโครงการประเภท fast track / smart fast track/ regional fast track และ LTF  ซึ่งลูกค้าจะได้รับประโยชน์ลดค่าใช้จ่าย เรื่องการประเมินราคา เนื่องจากธนาคารกำหนดราคารับเป็นหลักประกันของที่อยู่อาศัยในโครงการล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณาสินเชื่อได้เช่นกัน การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อรายย่อยภายใต้โครงการกำหนดให้ไม่เกิน 5 วันทำการ (ตั้งแต่รับเรื่องจนถึงอนุมัติ) กรณีอาชีพประจำวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท  2. สมาชิกของสมาคมจะจัดส่งลูกค้าภายใต้โครงการประเภท  fast track / smart fast track/ regional fast track และ LTF  ที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริงให้แก่ธนาคารเพื่อพิจารณาสินเชื่อเบื้องต้น เพื่อความรวดเร็วในการอนุมัติสินเชื่อ และยื่นกู้จริงไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมดในแต่ละโครงการ 3. ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ก่อนที่โครงการจะตัดสินใจขายให้แก่ลูกค้า  4. ธนาคารจะจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับโครงการจัดสรรที่เข้าร่วม mou เช่นอัตราดอกเบี้ยต่ำผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ และการยกเว้นค่าธรรมเนียมการกู้เป็นต้นให้แก่ลูกค้าในโครงการจัดสรรที่อยู่อาศัย ด้วยเงื่อนไขพิเศษตามที่ธนาคารกำหนด และ 5. ธนาคารจะอำนวยความสะดวกให้บริการลูกค้านอกสถานที่ ตามที่ธนาคารและสมาชิกของสมาคมได้ตกลงกัน

นอกจากนี้ ทางสมาคมฯยังได้ทำพิธีมอบ รถโตโยต้า yaris แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมชิงรางวัลในงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 1 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้โชคดีคือนายเมตนิตย์  แก้วประดับ กู้ซื้อบ้านจากโครงการแสงดาวอเวนิว

ทั้งนี้นายยศวัจน์ รุ่งคณาวุฒิ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวว่า สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในจังหวัดพิษณุโลก มีกว่า 40 โครงการ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา หลังจากมีการก่อตั้งสมาคม และได้มีการจัดกิจกรรม ก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อมองลู่ทางของธุรกิจแล้ว ในจังหวัดพิษณุโลกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีโอกาสเจริญเติบโตได้อีก แต่ต้องพัฒนา เรื่องความต้องการ demand supply ให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ และผู้ขาย ซึ่งการรวมกลุ่มเป็นสมาชิก ก็จะช่วยให้ทั้งประชาชน ที่ต้องการมีบ้าน และเจ้าของโครงการ สามารถทำข้อตกลง ได้สะดวก สำหรับการลงนามความตกลง ระหว่างสมาคมฯ กับทางธอส ถือเป็นแนวทางหนึ่ง ที่ช่วยให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้าน ได้มีโอกาส ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นในทั้งเรื่องการขอสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ย และเจ้าของโครงการ ก็มีโอกาส ที่จะขายบ้านได้มากขึ้นเช่นกัน

นางสาวนิรมล เกิดชัยฤทธิ์ ผู้จัดการเขต 3 พิษณุโลก ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นก็เพื่อต้องการให้ปะชาชนมีบ้าน โดยทางธนาคารอาคารสงเคราะห์จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในทุกระดับ แม้กระทั้งที่ติดเครดิตบูโลหรือพึ่งเริ่มทำงาน ก็จะมีการนำเข้าโรงเรียนการเงินบ่มเพาะเพื่อเพิ่มความสามารถในการขอสินเชื่อ และจะมีการขยายเวลาในการกู้จากเดิม 30 ปี เป็น 40 ปี สำหรับดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.90% เป็นเวลา 3 ปี MRR-3.85% พร้อมทั้งผรีค่าธรรมเนียนยื่นกู้ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์กับทางสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดพิษณุโลก

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL