อาทิตย์, มกราคม 21, 2018
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

รถตู้คณะปี่พาทย์หลับในชนต้นไม้ตาย 1 รายบาดเจ็บ 4 ราย

เกิดอุบัติรถยนต์ตู้คณะปี่พาทย์จระเข้ทอง วัดโพธิ์ญาณ .เมืองพิษณุโลก เสียหลักพุ่งชนต้นไม้เกาะกลางถนน สายพิษณุโลก-นครสวรรค์ ก่อนเข้าเมือง 8 กม.

 

 

เมื่อเวลา 04.30 น.ของวันที่ 18 ก.ค. พ.ต.ท.รักถิ่น บำรุงศรี พนักงานสอบสวน สภ.ย่อยมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ตู้ชนต้นไม้เกาะกลางถนนมีผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ที่บริเวณถนนสายพิษณุโลก-นครสวรรค์ ก่อนเข้าเมือง 8 กม. ต.ท่าทอง อ.เมือง พิษณุโลก  หลังจากรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิประสาทบุญสถานพิษณุโลก ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน กน 2955 พิษณุโลก ชนกับต้นทองกวางที่อยู่เกาะกลางถนนจนด้านหน้าพังยับเยิน  ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายใน 3 ราย และกระเด็นออกมานอกรถอีก 2 ราย ซึ่งเป็นชายไทยทั้ง 5ราย ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ จึงช่วยกันปฐมพยาบาลและ CPR ผู้บาดเจ็บที่กระเด็นออกด้านนอกรถตู้ดังกล่าว แล้วนำส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรทันที

ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายในทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน ต้องใช้เครื่องตัดถ่างนำผู้บาดเจ็บออกมาด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้นไม้ที่เกิดเหตุมีรังผึ้งตกลงมาบริเวณที่เกิดเหตุด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่า 30 นาทีก็สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกมาได้แล้วนำส่งโรงพยาบาล แต่ผู้บาดเจ็บที่นั่งบริเวณแถว 2 ของรถตู้ทนบาดเจ็บไม่ไหว เสียชีวิตในที่สุด เบื้องต้นทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตยังไม่ทราบชื่อแต่อย่างใด

จากการสอบถามทราบว่า รถยนต์ตู้คันดังกล่าว เป็นรถคณะปี่พาทษ์จระเข้ทอง วัดโพธิ์ญาณ .เมืองพิษณุโลก ซึ่งคาดว่าก่อนเกิดได้ไปรับงานที่ต่างจังหวัด หลังจากนั้นก็ขับรถกลับจังหวัดพิษณุโลก โดยมีผู้นั่งด้านหน้ารถตู้รวมคนขับ 3 ราย และนั่งเบาะหลังอีก2 ราย ส่วนภายในรถตู้ก็ได้ขนเครื่องดนตรีและรถจักรยานยนต์มาด้วย จนมาถึงที่เกิดเหตุคาดว่าคนขับจะหลับใน เสียหลักรถพุ่งชนต้นไม้อย่างเต็มที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 4 ราย อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

 

ศุภชัย  สิธานนท์ / พิษณุโลก        

 

จับแล้วโล้นบุกเดี่ยวชิงทางกลางเมือง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายบุกเดี่ยวหินทุบตู้ชิงทองร้านดังกลางเมืองได้หลังจากหนีหลบไปอยู่กลางสวนยางพารา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก รับสารภาพนำทองไปขายใช้หนี้พนัน โดยก่อนลงมือก่อเหตุมีการเตรียมการมาก่อน หลังจากได้ทอง 20 วง  ก็ให้ญาตินำไปขายแล้ว 6 วง เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย สุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแกะรอยถูกจับกุมตัวในที่สุด

 

 

วันที่ 10 ก.ค. 60  พล.ต.ต.กิตติกร บุญสม  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทรงพล สังข์เกษม ผกก. สภ.เมืองพิษณุโลก แถลงข่าว จับกุมตัว นายอนุชิต  ทองแสงเขียว อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 127 หมู่ 2 ต.อรัญญิก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผู้ต้องหาคดีชิงทรัพย์ร้านเพชรทองโชกุน เลขที่ 163 - 165 ใกล้กับวงเวียนหอนาฬิกา ถ.บรมไตรโลกนารถ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้ที่บ้านใหม่ชัยเจริญ ต.บ้านกลาง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พร้อมของกลางแหวนทองคำหนัก 2 สลึง 14 วง เสื้อคลุม เสื้อกล้าม หมวกกันน็อก และรถ จยย.ฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอที่ใช้ในการก่อเหตุ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา

สอบสวนเบื้องต้นนายอนุชิต รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง เนื่องจากติดหนี้พนันหลายอย่าง จึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุโดยขี่รถจักรยานยนต์มาดูลาดเลาหลายรอบ สบโอกาสจังหวะพอดีไม่มีใครอยู่เฝ้าหน้าร้าน จึงเดินเข้าไปใช้ก้อนหินทุบที่ตู้กระจกร้านทอง ได้แหวนทองคำไปจำนวน 20 วง จากนั้นก็ได้ขับรถหนีไป โดยมีการเปลี่ยนชุดเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุม แล้วหลบหนีไปกบดานที่บ้านพักที่บ้านใหม่ชัยเจริญ จากนั้นให้ญาตินำแหวนทองไปขายแล้วจำนวน 6 วง เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมได้ พร้อมเชิญนางดวงกลม  ศักดิ์พงศ์ธร อายุ 47 ปี เจ้าของร้านมาตรวจสอบทอง

พล.ต.ต.กิตติกร บุญสม  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก  กล่าวว่า คดีนี้ถือว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แกะลอยทางกล้องวงจรปิดติดตามรถจักรยานยนต์ของคนร้ายไปตามจุดต่างๆ พร้อมทั้งสอบตรวจสภาพแวดล้อม จึงสามารถจับกุมตัวนายอนุชิต ได้ในที่สุด โดยนายอนุชิต ผู้ต้องหาคาดว่าก่อนลงมือจะมีการวางแผนในการก่อเหตุก่อน เนื่องจากมีสักหนวดและโกนผมเพื่ออำพรางปิดบังในหน้า จากจึงได้มาลงมือก่อเหตุ ซึ่งก่อนหน้าที่ได้วนไปดูร้านทองแห่งหนึ่งแล้ว 1 ครั้งแต่ก็ไม่ได้ลงมือ เนื่องจากมีคนพลุกพล่าน จึงได้หันรถมาดูที่ร้านโชกุน ซึ่งก่อนลงมือก่อเหตุก็ได้เฝ้าดูหน้าร้านมีคนเข้าออกหรือไม่ จนกระทั่งสบโอกาส จึงได้นำก้อนหินในกระเป๋า ที่เก็บมาจากระหว่างทาง มาทุบชิงทองดังกล่าว

โดยหลังจากแถลงข่าวเสร็จทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่บริเวณร้านทองดังกล่าว พร้อมดำเนินคดีในข้อหาก่อเหตุลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น สำหรับคุ้มครองทรัพย์และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือ พาทรัพย์นั้นไป

 

เตรียมออกหมายจับหนุ่มชิงทอง คาดยังอยู่ในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลกเผยภาพคนร้านก่อเหตุบุกเดี่ยวชิงทองในห้างเพชรทองโชกุน เบื้องต้นเตรียมออกหมายจับ

 

พ.ต.อ.ทรงพล สังข์เกษม ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก กล่าวถึงความคืบหน้าของคนร้าย ใช้ก้อนหินชิงทรัพย์ภายในห้างเพชรทองโชกุน ตั้งอยู่เลขที่ 163-165ใกล้เคียงวงเวียนหอนาฬิกา ถ.บรมไตรโลกนารถ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก  กวาดทรัพย์สินเป็นแหวนทองน้ำหนัก 2สลึง จำนวน 20วง มูลค่ากว่า 2แสนบาท แล้วหลบหนีไปเมื่อวันที่ 3ก.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดหลังจาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดรอบเมืองพิษณุโลก ก็พบคนร้ายได้เตรียมพร้อมมาก่อเหตุเป็นอย่างดี  พบว่าหลังจากลงมือได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ ไอ สีดำ-ขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนหลบหนีไปทาง ถนนราเมศวร-ถนนพิชัยสงคราม-แยกเรือนแพ แล้วขับขี่ไปทางสี่แยกอินโดจีน ก่อนเลี้ยวซ้ายไปแยกบายพาสประโดก จากนั้นได้ไปเปลี่ยนชุดเหลือแต่เสื้อก้าม ภายในปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ก่อนหลบหนีไปอีกครั้ง

โดยจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายเป็นคนชายอายุประมาณ 35-40 ปี ตัดผมทรงสกินเฮด ซึ่งได้ถือว่าได้ภาพในหน้าของคนร้ายรายนี้แล้ว แต่ยังไม่ทราบชื่อ ซึ่งภายในวันจันทร์นี้จะออกหมายจับต่อไป โดยหากประชาชนท่านใดเห็นบุคคลในภาพ ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยในการลงมือก่อเหตุชิงทอง ที่ร้านทองโชกุน ซึ่งคาดว่ายังอยู่ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก หรือ โทรศัพท์ของตนเองได้ 081-5302606 หรือ 092-9982949

   

ตร.ภ.6 แถลงข่าวการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 แถลงข่าวจับกุมแก๊งคอลเซนเตอร์ ได้ผู้ต้องหา 4 ราย เป็น ชาวจีนจำนวน2 ราย ชาวไทย 2 ราย มูลค่าความเสีย 19 ล้านบาท

 

 

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ตำรวจภูธรภาค 6 พลตำรวจโท ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6พร้อม พลตำรวจตรีชวลิต ชาญเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 พลตำรวจตรีประจวบวงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 พลตำรวจตรีจิรวัฒน์ ทิพยจันทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 พลตำรวจตรีภาณุ บุรณศิริ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามฐานความผิด พรบ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ 2556  มูลค่าความเสียหายกว่า 19.800.000 บาท เบื้องต้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 รายเป็นคนไทย 2 ราย คือ นางสาวเฌนิศา  วงศ์ฟู  และนางสาวกัลย์จารีย์ วัฒนวินิน และคนจีน 2 คนคือนายเฉิน  เหม่ยจิง และนายพันเหยา  และกำลังขยายผลการจับกุมไปยังตัวการใหญ่

พลตำรวจโททวิชชาติ พละศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ได้กล่าวว่า ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์2560 ถึงเดือนมีนาคม 2560 ตำรวจภูธรภาค 6 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6 ว่าถูกหลอกลวงโดยกลุ่มคนซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของตำรวจภูธรภาค 6 และอ้างชื่อบุคคลต่างๆให้โอนเงินในลักษณะ call center  จึงได้สั่งการให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ดำเนินการรวบรวมรายชื่อประชาชนและหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาซึ่งลักษณะ การกระทำความผิดของกลุ่มผู้ต้องหาคือจะใช้ระบบแปลงหมายเลขโทรศัพท์ให้เป็นหมายเลขของตำรวจภูธรภาค 6 โทรไปยังกลุ่มผู้เสียหายเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเป็นพนักงานไปรษณีย์ โดยกล่าวหาว่าผู้รับสายพัวพันกับยาเสพติดอยากจะแก้ไขปัญหาให้ หากผู้เสียหายดำเนินการทางการเงินโดยทำการอายัดเงินถอนเงินปิดบัญชีหรือโอนเงินให้ตามที่ผู้ต้องหาสั่งการ

ต่อมากองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ได้สืบสวนขยายผลในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6 โดยพบว่ามีผู้เสียหายในพื้นที่จังหวัดพิจิตรได้ถูกคนร้ายกลุ่มนี้หลอกให้โอนเงินซึ่งผู้เสียหายได้โอนเงินไปให้นางสาวกัลย์จารีย์ วัฒนวินิน และ นางสาวเฌนิศา  วงศ์ฟู ซึ่งทำหน้าที่รับจ้างเปิดบัญชี พร้อมติดตามขยายผลนำไปสู่การจับกุมตัว นายเฉิน  เหม่ยจิง และนายพันเหยา  สัญชาติจีน ซึ่งทำหน้าที่กดโอนเงินผ่านตู้ ATM เมื่อพิจารณาจากแผนประทุษกรรมในการกระทำความผิดของผู้ต้องหาแต่ละคดีมีความคล้ายคลึงกันและก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนเป็นจำนวนมากประกอบกับการกระทำมีลักษณะเป็นเครือข่ายมีการแบ่งหน้าที่กันทำหลายส่วนมีทั้งผู้กระทำความผิดที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยและนอกราชอาณาจักร

พลตำรวจโททวิชชาติ พละศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ได้กล่าวว่าขณะนี้มีผู้เสียหายในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6 จำนวน 13 ราย มูลค่าความเสียหาย 19,800,000 บาท ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 6 จะติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

คนร้ายทุบตู้ร้านทองกลางเมืองพิษณุโลก

คนร้ายสวมหมวกกันน็อคบุกเดี่ยวใช้ก้อนหินทุบตู้ทองร้านดังกลางเมืองสองแคว กวาดแหวนทอง 2สลึง 20วง มูลค่ากว่า 2แสนบาท หลบหนีลอยนวล

 

 

            เมื่อเวลา 15.30น. วันที่ 3 ก.ค. ร.ต.อ.อนุวัฒน์  วัฒนกรการุณย์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีเหตุคนร้ายเข้าไปชิงทรัพย์ภายในห้างเพชรทองโชกุน ตั้งอยู่เลขที่ 163-165ใกล้เคียงวงเวียนหอนาฬิกา ถ.บรมไตรโลกนารถ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ทรงพล  สังข์เกษม ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก และตำรวจชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 3ชั้น ขนาด 3คูหา ตรวจสอบภายในร้านพบตู้ทองถูกคนร้ายใช้ก้อนหินขนาดใหญ่ทุบจนแตก ก่อนจะกวาดทรัพย์สินเป็นแหวนทองน้ำหนัก 2สลึง จำนวน 20วง มูลค่ากว่า 2แสนบาท หลบหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีลาโน่ สีดำ-ขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ที่จอดไว้บนฟุตบาทหน้าร้านหลบหนีไปอย่างลอยนวล

            จากการสอบสวน นางดวงกลม  ศักดิ์พงศ์ธร อายุ 47 ปี เจ้าของร้าน ให้การความตื่นตกใจว่า ขณะเกิดเหตุตนเองอยู่เพียงลำพังและกำลังเก็บของอยู่หลังร้าน กระทั่งได้ยินเสียงกระจกแตกจึงรีบวิ่งออกมาดูก็พบว่าตู้ทองถูกคนร้ายทุบจนแตกแล้วขโมยแหวนทองไปจนเกลี้ยง จึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบ เบื้องต้นจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้จำนวน 8 ตัว พบว่าคนร้ายรายนี้เป็นชายสูงประมาณ 170 ซม. ขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่หน้าร้าน 2 รอบ เมื่อเห็นว่าหน้าร้านไม่มีคนอยู่ดูแลจึงขี่รถย้อนศรขึ้นมาจอดไว้บนฟุตบาทห่างจากร้านเพียงเล็กน้อยแล้วหยิบก้อนหินข้างทาง ก่อนจะเดินเข้ามาอย่างใจเย็น แล้วควักก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างทุบตรงตู้กระจกอย่างแรง 1 ครั้ง จนกระจกแตกยุบหลุดออก แล้วจึงใช้มือโกยแหวนทองใส่กระเป๋าไปขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนี

 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานไปยังตำรวจวิทยาการ พิสูจน์หลักฐาน 6 เพื่อมาเก็บรอยนิ้วมือแฝงของคนร้ายรายนี้พร้อมจะเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

 

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL