เสาร์, กรกฏาคม 30, 2016
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

พบศพชายนิรนามถูกฆ่าโหดฟัน-แทงยับคอเกือบขาด/ทิ้งซากบนภูหินร่องกล้า-หนอนไต่เต็ม

ชาวบ้านพบศพหนุ่มวัยฉกรรจ์ถูกฆ่าโหดทิ้งศพบนภูหินร่องกล้า สิ่งกลิ่นคลุ้ง-หนอนไต่ยั้วเยี้ย เผยมีร่องรอยฟกช้ำทั่วร่าง แถมถูกฟัน-แทงยับคอเกือบขาด แต่ไม่เจอหลักฐานประจำตัวใดๆ

 

      

       พ.ต.อ.สุมิตร มั่นเมือง ผกก.สภ.นครไทย จ.พิษณุโลก พร้อมด้วย พ.ต.อ.เชิดพงศ์ พัวศรี พงส.ผทค.หัวหน้าพนักงานสอบสวน, พ.ต.ท.สมยศ บุญอินทร์ พงส. ผนพ.สภ.นครไทย, พ.ต.ท.หญิง เรณุกา หมอนแพร นวท. (สบ 3) กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6, แพทย์เวร รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย, เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า, สมาคมกู้ภัยข่าวพิษณุโลก และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถานพิษณุโลก ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าประมาณ 9 กิโลเมตร เมื่อวานนี้ (8 ส.ค.)
       
       หลังได้รับแจ้งว่าพบศพอยู่ในชายป่าริมถนนสายบ้านใหม่ร่องกล้า-ภูทับเบิก ทางหลวงหมายเลข 2331 บริเวณ กม.ที่ 37 บ้านใหม่ร่องกล้า หมู่ 10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก


       
       ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านใหม่ร่องกล้าได้แจ้งว่า มีลูกบ้านพบชายนอนเสียชีวิตอยู่ในชายป่าข้างถนนสายดังกล่าวโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เนื่องจากมีฝนตกลงมา และสถานที่ดังกล่าวมืดมาก จึงใช้เชือกกั้นสถานที่เกิดเหตุ ป้องกันร่องรอยหลักฐานสูญหาย ก่อนประสานตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 และแพทย์เวร รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทยเข้าตรวจสอบ
       
       เบื้องต้นพบศพเป็นชายอายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 165 ซม. รูปร่างสันทัด ไว้ผมรองทรงสูง สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีน้ำเงินคาดเขียวขาวด้านข้าง ใส่กางเกงขายาวสีแบบทหาร เข็ดขัดหนังสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบหุ้มส้นสีน้ำตาล มีรอยสักสีดำเป็นรูปหัวมังกรที่ต้นขาด้านขวา รูปใหญ่ประมาณ 12 ซม. นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ในชายป่าห่างถนนประมาณ 15 เมตร สภาพศพตายมาแล้วประมาณ 3-4 วัน ศพเริ่มเน่า มีหนอนตัวเท่าก้านไม้ขีดไต่ตามลำตัว
       
       ตามลำตัวมีร่องรอยบาดแผล รอยช้ำที่ต้นขาด้านขวา ด้านนอกสะโพกขวา หน้าขาขวา ไหล่ขวา และเข่าขวา มีรอยแผลถูกฟันที่หน้าผากขวายาวประมาณ 4 ซม. บาดแผลถูกฟันที่คางยาวประมาณ 9 ซม. บาดแผลถูกฟันที่คอยาวประมาณ 8 ซม. คอเกือบขาด ถูกแทงที่ลิ้นปี่บาดแผลยาวประมาณ 4 ซม.
       
       นอกจากนี้ ในที่เกิดเหตุยังพบรอยรถยนต์ถอยลงไปที่เกิดเหตุ และขับออกไป ลักษณะมาจากทางภูทับเบิก อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ มุ่งหน้าทาง อ.นครไทย ในตัวไม่มีหลักฐานสำคัญแสดงตนว่าเป็นใคร โดยหลังจากพบศพได้ประสานผู้ใหญ่บ้านในเขต ต.เนินเพิ่ม ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ประชาสัมพันธ์สอบถามลูกบ้านว่ามีใครสูญหายหรือไม่ แต่ไม่พบว่าเป็นคนในเขต ต.เนินเพิ่ม
       
       ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งศพไปตรวจชันสูตรที่ รพ.พุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก และจะได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนว่าผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใด พร้อมติดตามคนร้ายต่อไป

 

ไฟไหม้บ้าน 2 ตายายเสียหายทั้งหลัง

เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจร จนเกิดเพลิงไหม้บ้านชาวบ้าน ต.สมอแข อ.เมืองพิษณุโลก ขณะที่เจ้าของบ้านกำลังหุงข้าวต้มเลี้ยงหมู มูลค่าความเสียหายประมาณ 1 แสนบาท

 

เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันนี้( 5 ส.ค.) ร.ต.ท.สุรพงศ์ เหมือนศรีชัย ร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้บ้าน ที่บริเวณหมู่ที่ 5 บ้านกอ ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังจากรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยรถน้ำและรถดับเพลิง อบต.สมอแข เทศบาลเมืองอรัญญิก และ อบจ.พิษณุโลก จำนวน 5 คัน ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง ไฟกำลังลุกลามไหม้อย่างรุนแรง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ระดมฉีดน้ำ เป็นการด่วน พร้อมทั้งต้องระมัดระวังเนื่องจากยังไม่ได้ตัดกระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด ซึ่งใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงควบคุมเพลิงได้ แต่ได้เเผาผลาญวอดเสียหายทั้งหลัง

จากการสอบถามนางพร สิงห์หวี อายุ 65 ปี และนายกล่ำ สอนสิทธิ์ อายุ 70 สองสามีภรรยา เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ออกมาเลี้ยงข้าวไก่ หน้าบ้าน จากนั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นบนบ้าน 1 ครั้งแล้วมีประกายไฟลุกลามไฟไหม้ทั่วไป จึงได้ร้องให้เพื่อนบ้านช่วยเหลือ พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าหน้าที่ มาช่วยกันดับเพลิง ซึ่งกว่าจะสามารถดับเพลิงได้ ไฟก็ได้ไหม้หมดหลังดังกล่าว ซึ่งตนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่คาดว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร แล้วลุกลามไปทั่วบ้านจนหมดหลัง อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง ขณะที่มูลค่าความเสียหายประมาณ 1 แสนบาท

 

ล่า 2 โจ๋แหกด่านยุทธการฟ้าสางที่สองแควเข้าค่ายทหาร/จนมุม 1 อีกรายหนีไปได้

ตำรวจ-ทหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ไล่ล่า 2 โจ๋ซิ่งเก๋งแหกด่านตรวจใน “ยุทธการฟ้าสางที่สองแคว” เข้าไปในค่ายทหาร บชร.3 ค่ายเอกาทศรถ ชนแผงกันรถพังยับ สุดท้ายจนมุมถูกรวบไป 1 ราย พร้อมยาบ้า - ไอซ์-อาวุธปืน - เครื่องกระสุน และยาปลุกเซ็กซ์ ส่วนโจ๋อีกราย มีหมายจับคดียาเสพติด หนีหายเข้ากลีบเมฆ

 

 

       
        เมื่อวันที่ 21 ก.ค.  พ.ต.อ.นิคม สภาพพร รอง ผบก.ภ.พิษณุโลก , พ.ต.ท.นนทวร สีอินทร์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองพิษณุโลก , นายภาสกร บุญญลักษม์ นายอำเภอเมืองพิษณุโลก ได้ร่วมกันเปิด “ยุทธการกวาดล้างฟ้าสางที่สองแคว” จนสามารถตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด และอาวุธปืนได้หลายราย พร้อมกับกระจายกำลังตรวจค้นตามจุดเสี่ยงต่างๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
       
       ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถเก๋งยี่ห้อ โตโยต้า วีออส สีขาว ซึ่งมีลักษณะแต่งซิ่ง ท่อเสียงดัง เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจึงได้ทำการขอตรวจค้น แต่ปรากฏว่า รถคันดังกล่าวได้พยายามขับรถหลบหนี และแหกด่านตรวจ หนีเข้าไปซอยหลังค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ บชร.3 ชนแผงกั้นยับเยิน ก่อนที่รถเก๋งคันดังกล่าวไปจนมุมบริเวณด้านหลังบ้านพักทหาร ระหว่างนั้นผู้ต้องหาทั้ง 2 รายกำลังแยกย้ายหลบหนี
       
       ทางเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง จึงสนธิกำลังเข้าจับกุมตัวได้ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายสามารถ ทองพ่วง อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 119 ม.6 ต.งิ้วงาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ตรวจค้นพบกระเป๋า บรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)จำนวน 26 เม็ด ยาไอซ์ 0.7 กรัมและยาปลุกเซ็กจำนวนหนึ่ง อาวุธปืน .38 ไม่มีทะเบียน 1 กระบอก เครื่องกระสุนจำนวน 56 นัด และโทรศัพท์มือถืออีก 6 เครื่อง

  


       
       ส่วนนายวัชร ตะสุข อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/3 ม.1 ต.ป่ากุมเกาะ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติดจากศาลกรุงเทพใต้อีก 1 หมาย ปีนรั้วหลบหนีเข้ามาในบ้านเช่าของแถว ซอยชนโค 11 ถ.พิชัยสงคราม ต.อรัญญิก อ.เมือง จ.พิษณุโลก และวิ่งหนีหายไป แม้เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ-ปกครอง ทำการปิดล้อมตรวจค้น อยู่นานกว่า 2 ชั่วโมงแต่ยังไร้วี่แวว
       
       พ.ต.อ.นิคม กล่าวว่า ล่าสุดได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจกระจายกำลังเฝ้าและค้นหาอย่างต่อเนื่องบริเวณ ถ.พิชัยสงคราม-ซอยชนโคต่างๆ คาดว่าจะได้ตัวในไม่ช้า

   

รวบแล้วมือค้อนและมีดทำร้ายเจ้าอาวาสวัดวังสำโรง

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรวังทอง จ.พิษณุโลก ตามจับตัวมือค้อนและมีดทุบเจ้าอาวาสวัดวังสำโรง ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก โดยตามรวบตัวได้ที่สถานีรถไฟอุตรดิตถ์เตรียมหนีลงกรุงเทพฯ คนร้ายสารภาพทำไปเพราะโมโหถูกเจ้าอาวาสต่อว่าเล่นเฟสบุ้ค และไลน์ เป็นประจำ ไม่สนใจสวดมนต์

 

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 13 กรกฏาคม 2558 ที่สถานีตำรวจภูธรวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พระครูพิศาลธรรมรังสี หรือ พระรุ่ง นาคธรรมชาติ อายุ 59 ปี เจ้าคณะตำบลวังพิกุลเขต 2 และเจ้าอาวาสวัดวังสำโรง ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ได้เดินทางมาชี้ตัวคนร้ายที่ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหลายแห่งโดยเหตุเกิดคืนวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้สอบสวนและสืบทราบว่าคนร้ายที่ลงมือกระทำคือ นายฟิล์ม นามสมมุติ (นายสิริโชค หรือ โมสต์ แผ้วตัน) อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 307/12 หมู่ที่ 4 ต.ในคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จึงได้ออกหมายจับ ที่ จ.129/2558 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม ในฐานความผิด “พยายามฆ่าผู้อื่น” และติดตามจับกุมได้ที่ชานชาลาสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ ต.ท่าอิฐ อ.เมืองอุตรดิตถ์ ระหว่างที่นั่งรอรถไฟเพื่อหนีลงไปกรุงเทพฯ

โดยเหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากได้มีคนร้ายทำร้ายร่างกาย พระครูพิศาลธรรมรังสี เจ้าอาวาสวัดวังสำโรง เจ้าคณะตำบลวังพิกุลเขต 2 จนได้รับบาดเจ็บตามตัวและศีรษะ หลายแห่ง โดยใช้ค้อนและมีด บุกเข้าไปทำร้ายร่างกายหมายเอาชีวิตและทรัพย์สิน บนกุฏิเจ้าอาวาสที่กำลังสร้างใหม่ ซึ่งพระครูพิศาลธรรมรังสี เจ้าอาวาสวัดวังสำโรง รอจังหวะคนร้ายเผลอ จึงได้วิ่งหนีออกมาจากกุฏิ แล้วไปหลบที่ภายในอุโบสถ แล้วขอความช่วยเหลือ จากนั้นกลุ่มชาวบ้าน ได้พาพระครูพิศาลธรรมรังสี ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.วังทอง จ.พิษณุโลก และพาไปตรวจร่างกายที่ รพ.พุทธชินราช เบื้องต้นพบว่าพระครูพิศาลธรรมรังสี มีอาการกะโหลกศีรษะร้าว มีแผลถูกฟัน ยาว 4 แห่ง และที่ด้านหลังอีก 1 แห่ง ต้องนอนรักษาตัวที่ รพ.พุทธชินราช เพื่อรักษาบาดแผลเป็นการเบื้องต้น

โดยหลังจากนายฟิล์ม นามสมมติ ได้พบเจ้าอาวาส ได้โผล่ เข้าไปกราบขอขมาที่เท้า ของเจ้าอาวาส พร้อมกับร่ำไห้และสำนึกผิด ที่กระทำต่อเจ้าอาวาสดังกล่าว และยอมรับว่า ตนเองได้ถูกเจ้าอาวาสวัดต่อว่า ไม่สนใจบทสวดมนต์ ศึกษาหลักธรรม โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นเฟสบุ้ค และไลน์ เป็นประจำ พร้อมกับนอนดึกตื่นสาย ไม่ทันบิณฑบาต ซึ่งถูกต่อว่าหลายครั้ง จนเก็บอาการไม่ไหว กระทั่งมาก่อเหตุดังกล่าว ทั้งนี้นายฟิล์ม สารภาพว่าสาเหตุกระทำไปจากอารมณ์ชั่ววูบ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหา พยายามฆ่า และพกพาอาวุธ ไปในชุมชนหรือหมู่บ้านเวลาค่ำคืน หลังจากนั้นจึงได้ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

 

แห่แจ้งความโดนตุ๋นลงทุนหุ้นจีนผ่านเฟซ

แจ้งความร้องทุกข์ข้อหาความผิดฉ้อโกงประชาชนและฐานความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 

เวลา 11.00 น. วันที่ 4 กรกฏาคม 2558 ที่สภ.เมืองพิษณุโลก นายธัชชัย  จักษุคำ ทนายความ พร้อมผู้เสียหายคดีฉ้อโกง 2 คน คือนางชัญญ์ชนพร โชติกุล อายุ 48 ปี ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 7/95 ถ.พหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ กทม. และนส.ษิณิภา  ศิริชูโสภา อายุ 33 ปี ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 62/296 ม.5 ต.วัชรอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี แจ้งความร้องทุกข์เอาผิดนายปราการ  สำเร็จดี ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 349/20 ถ.ไชยานุภาพ อ.เมือง จ.พิษณุโลก และหจก.สำเร็จดีธุรกิจ ต่อพ.ต.อ.พุฒินนท์  คงเสมอ พนักงานสอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก ในข้อหาความผิดฉ้อโกงประชาชนและฐานความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 

นายธัชชัย  จักษุคำ ทนายความของผู้เสียหายที่มาแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดนายปราการ  สำเร็จดี ที่สภ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า คดีนี้ลูกความตนผู้เสียหายได้มอบหมายให้พาเข้าแจ้งความเอาผิดนายปราการ  สำเร็จดี ที่ฉ้อโกงเงินของผู้เสียหาย โดยแจ้งความร้องทุกข์ครั้งแรกไปแล้วเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ผู้เสียหายหลายคนหลากหลายอาชีพและกระจายอยู่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้หลงเชื่อลงทุนกับนายปราการ  สำเร็จดี โดยผู้เสียหายได้เห็นการชักชวนผ่านทางหน้าเพจ Easy Invest ที่นายปราการเป็นผู้ดำเนินการทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก ชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนหุ้นจีน โดยเชิญชวนลงทุนต่อหน่วยหน่วยลงทุนละ 5,000 บาท จะให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนต่อ 1 หน่วย 20 % ทุก ๆ 10 วัน แรก ๆ ผู้เสียหายได้ลงทุนและได้ผลตอบแทนดี0007 จากนั้นนายปราการที่อ้างตัวว่าเป็นดอกเตอร์จบจากต่างประเทศได้ชักชวนให้ลงทุนต่อ ผู้เสียหายต่างก็เพิ่มวงเงินลงทุน โดยผู้เสียหายต่างติดต่อกับนายปราการทั้งทางไลน์และโทรศัพท์ และมีการโอนเงินกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2557 นายปราการเริ่มติดต่อไม่ได้ ใกล้ถึงวันจ่ายผลตอบแทนการลงทุน ผู้เสียหายติดต่อทางไลน์ทางโทรศัพท์ก็อ้างว่าเดินทางไปประเทศจีน กระทั่งติดต่อไม่ได้ ได้ปิดไลน์ ปิดหน้าเพจ เมื่อผู้เสียหายต่างรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงมอบหมายให้ตนแจ้งความร้องทุกข์ ครั้งแรกมาแจ้งความที่สภ.เมืองพิษณุโลก ในข้อหาฉ้อโกง เป็นคดีที่ยอมความได้ และตนก็ได้พบกับนายปราการ มีการทำข้อตกลงว่าจะจ่ายเงินคืนให้ผู้เสียหายภายใน 6 เดือน คือภายในเดือนมิถุนายน 2558 แต่สุดท้ายนายปราการก็หายตัวไป ไม่ยอมชำระเงินคืนให้ผู้เสียหาย วันนี้จึงนำผู้เสียหาย 2 ราย มาแจ้งความเพิ่มเติม ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และ มีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ เฉพาะลูกความของตน 24 ราย มีมูลค่าเงินที่ถูกฉ้อโกง 2 ล้านบาท และทราบจากการติดต่อของผู้เสียหายหลายคนทราบว่าน่าจะมีผู้เสียหายจากทั่วประเทศมากกว่านี้

 

นางชัญญ์ชนพร  โชติกุล ผู้เสียหายเปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว ได้เห็นหน้าเพจทางเฟซบุ๊ค ชักชวนให้ลงทุนหุ้นจีน คิดว่าน่าสนใจดี แรก ๆ จึงลองเริ่มลงทุน10 หน่วย เป็นเงิน  50,000 บาท ได้ติดต่อกับนายปราการและโอนเงินลงทุนเข้าบัญชีนายปราการ และได้รับผลตอบแทนดีจริง ต่อมาเมื่อใกล้ถึงวันปันผล นายปราการได้โทรศัพท์ชักชวนให้ลงทุนเพิ่ม จึงเริ่มลงทุนเพิ่มในหลักแสนบาท และยังคงได้ผลตอบแทนกลับมาเช่นกัน กระทั่งครั้งหลังสุดเดือนพฤศจิกายน 2557 ได้ลงทุนครั้งสุดท้าย 300,000 บาท  รวมเงินลงทุนของตนทั้งหมด 750,000 บาท ปรากฏว่าเมื่อใกล้ถึงวันปันผล ได้ติดต่อกับนายปราการ นายปราการอ้างว่าไปประเทศจีน และถูกทำร้ายร่างกายที่ประเทศจีน กระทั่งสุดท้ายติดต่อไม่ได้ ปิดไลน์ โทรศัพท์ติดต่อมี่ได้ และปิดหน้าเพจ  พวกตนจึงติดต่อกันในหมู่ผู้ร่วมลงทุน เชื่อแน่ว่าถูกหลอกจึงรวมตัวจ้างทนายความมาแจ้งความที่สภ.เมืองพิษณุโลก อยากเตือนผู้ที่จะคิดลงทุนเรื่องหุ้นและติดต่อผ่านทางออนไลน์ให้ใช้ความระมัดระวังให้ดี ให้ตรวจสอบให้ดี อย่าหลงเชื่อง่าย จะสูญเสียเงิน0008นส.ษิญาภา  ศิริชูโสภา ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า เริ่มเห็นหน้าเพจและรู้จักผ่านจากเพื่อนเห็นการลงุทุนหุ้นจีนกับนายปราการแล้วได้ผลดี จึงติดต่อและเริ่มลงทุนครั้งแรก 20,000 บาท และได้ผลตอบแทนกลับมา ต่อมาเดือนพฤศจิกายน2557 ได้ลงทุนเพิ่มอีก 40,000 บาท รวมเงินลงทุน 60,000 บาท เป็นช่วงที่นายปราการเริ่มหายตัวไปและติดต่อไม่ได้

 

พ.ต.อ.พุฒินนท์  คงเสมอ พนักงานสอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก  ทนายความได้นำพยานหลักฐานพร้อมผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ที่สภ.เมืองพิษณุโลกแล้วจำนวน 24 คน มูลค่าความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท ขณะนี้ได้สอบผู้เสียหายบางรายแล้ว แต่เนื่องจากมีผู้เสียหายอยู่ต่างจังหวัดจำนวนมาก จะทำเรื่องประสานให้ผู้เสียหาย มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนนั้น ๆ และส่งกลับมาที่พนักงานสอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก และจะออกหมายเรียกนายปราการมารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานนำฟ้องต่อศาลต่อไป

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL