เสาร์, พฤษภาคม 30, 2015
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

แถลงจับโจรเวสป้า

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงจับกุม คนร้ายที่ตระเวนก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ โดยใช้เวสป้าเป็นพาหนะ ในเขตเมือง พิษณุโลก

 

 

เมื่อเวลา 11.000 น. วันนี้ (4ก.ค.57) ที่ห้องประชุม สภ.เมืองพิษณุโลก พ.ต.อ.พยูห์  ธนศรีสืบวงษ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก  พร้อมด้วย พ.ต.อ.บุญญฤทธิ์ โล่ห์สุวรรณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จัดแถลงข่าวหลังจากสามารถจับกุมคนร้ายที่ตระเวนก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ โดยมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้หลายราย คนร้ายรายนี้คือ นายอภิวัฒน์ หรือ เฟียด นาคสมบูรณ์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 699/10 หมู่ที่ 8 ต.อรัญญิก อ.เมือง จ.พิษณุโลก พร้อมของกลางทั้งโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์พร้อมบัตรผู้เสียหาย และกระเป๋าถือ โดยยอมรับว่าต้องการหาเงินไปเที่ยวเตร่กับเพื่อน

สืบเนื่องจากเย็นของเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์วิทยุ 191 รับแจ้งจากผู้เสียหาย คือ น.ส.อารี ลำเต็ม ,น.ส.นุชนาฎ แสงเพชร ว่าถูกคนร้ายลักษณะอ้วนกระชากกระเป๋าและขี่รถ จยย.ยี่ห้อเวสป้าสีส้มหลบหนีไปที่บริเวณ ถ.พิชัยสงคราม บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยได้ใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อเวสป้า สีส้ม หมายเลขทะเบียน 1กค 2337 พิษณุโลก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจรถจักรยานยนต์ขับขี่ตามหาเพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดี กระทั่งพบนายอภิวัฒน์ ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านของตนเอง ซึ่งมีลักษณะตำหนิรูปพรรณใกล้เคียงกับคนร้ายที่ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวพร้อมนำผู้เสียหายมาดูตัว และชี้ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุจริง ในการแถลงข่าวมีผู้เสียหายเป็นหญิงสาวจำนวน 8 ราย เดินทางมาชี้ตัวผู้ก่อเหตุ

เบื้องต้นนายอภิวัฒน์ หรือ เฟียด นาคสมบูรณ์ คนร้ายยอมรับสารภาพว่า หลังจากชิงทรัพย์แล้ว ก็จะนำทรัพย์สินไปขาย เพื่อต้องการหาเงินไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูง โดยในการก่อเหตุจะเลือกเฉพาะผู้หญิง ที่วางกระเป๋าถือไว้บริเวณตะกร้าหน้า หรือบริเวณแฮนรถ ก่อนที่จะขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป โดยได้เตือนให้ผู้หญิงสาวที่ขับขี่รถจักรยานยนต์นำกระเป๋าสะพายไว้ติดตัว หรือนำใส่ไว้ใต้เบาะเพราะหากนำไว้หน้าตะกร้าจะเป็นการล่อตาล่อใจของคนร้ายให้ก่อเหตุนั้นเอง

จากการสอบสวนขยายผล นายอภิวัฒน์ พบว่าได้ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ฯ ในพื้นที่ อ.เมืองพิษณุโลก มาก่อนหน้านี้หลายครั้งก่อนหน้านี้ 4 ครั้ง รวมในครั้งนี้เป็น 5 คดี เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหา “วิ่งราวทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิด เพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม

 

รวบพระปลอมคาผ้าเหลือง เผยให้ตั้งนะโมสวดมนต์ทำไม่ได้

ตำรวจรวบพระปลอมคาผ้าเหลือง 3 รายขณะโบกรถหน้าวัด เผยให้ตั้งนะโม-ท่องบทสวดศีล 5 กลับท่องแบบผิดๆ ถูกๆ แถมมีเหล้าคลุ้ง จับตรวจปัสสาวะเจอ 2 ใน 3 ฉี่ม่วงซ้ำ

 

 

       
       พ.ต.ท.ศตพล เอี่ยมโซ้ สว.ส.ทล.3 กก.5 บก.ทล พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรทัพน์ พิษณุรักษา สวป.สภ.วังทอง จ.พิษณุโลก ร่วมกันออกตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบบนถนนทางหลวงหมายเลข 11 เส้นวังทอง-สากเหล็ก หมู่ 2 บ้านซำเตย ต.ดินทอง อ.วังทอง บ่ายวานนี้ (29 มิ.ย.) พบพระภิกษุจำนวน 3 รูป หน้าทางเข้าวัดซำเตย กำลังยืนรอโบกรถญาติโยมที่ขับขี่ผ่านไปมา แต่ไม่มีผู้ใดจอดรับ เมื่อเห็นรถตำรวจขับมาได้แสดงท่าทีมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
       
       เจ้าหน้าที่จึงได้หยุดรถและแสดงตนขอตรวจค้น พร้อมกับได้ให้พระทั้งหมดตั้งนะโม 3 จบ และท่องบทสวดมนต์ศีล 5 ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่พระทั้ง 3 รูปก็ท่องแบบผิดๆ ถูกๆ และมีกลิ่นสุราคละคลุ้ง เมื่อถามถึงใบสุทธิของพระสงฆ์ ทั้ง 3 ก็ไม่มีมาแสดงยืนยันว่าเป็นพระภิกษุบวชจากที่ใด และมีพฤติกรรมคล้ายคนเมา ให้การวกไปวนมาพูดจาไม่รู้เรื่อง
       
       ประกอบกับก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ก็ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีพระภิกษุออกเดินเรี่ยไรตามหมู่บ้าน และย่านชุมชนอยู่เป็นประจำ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้จัดรถสายตรวจทางหลวงออกตรวจตามเส้นทางหลวงสายต่างๆ และเมื่อพบพระทั้ง 3 รูปจึงขอตรวจค้น เพราะเกรงว่าจะเป็นพระปลอม
       
       เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวพระทั้ง 3 มาทำการสอบสวนยังป้อมจุดตรวจ สภ.วังทอง พร้อมกับจับตรวจปัสสาวะ กลับพบว่าพระทั้ง 3 ยังมีการใช้อุบายนำน้ำเปล่ามาให้เจ้าหน้าที่ตรวจ โดยอ้างว่าเป็นปัสสาวะ จนต้องควบคุมตัวพาเข้าห้องน้ำบังคับให้ปัสสาวะ แล้วตรวจหาสารเสพติดอย่างละเอียด พบฉี่สีม่วง 2 รูป จึงควบคุมตัวส่งให้ ร.ต.อ.บุญสิงห์ สุทธิ พนักงานสอบสวน สภ.วังทอง ทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง
       

       เบื้องต้นทั้ง 3 ให้การรับสารภาพว่าเป็นพระปลอม ไม่ได้ผ่านการบวชมาแต่อย่างใด และทราบชื่อทั้ง 3 ต่อมาคือ นายอำนวย กุลกิจ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 193 หมู่ 11 ต.แม่เปิ่น อ.แม่เปิ่น จ.นครสวรรค์, นายคึกฤทธิ์ ผาตอพงษ์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ 11 ต.แม่เปิ่น อ.แม่เปิ่น จ.นครสวรรค์ และนายขจร จำปาขาว อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 16 ต.แม่เปิ่น อ.แม่เปิ่น จ.นครสวรรค์
       
       ทั้ง 3 รายอ้างว่าตกงานไม่มีงานทำ เลยหันมาห่มผ้าเหลืองออกเดินธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดภาคเหนือ หาชุมชนที่มีชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา ปักกลด พร้อมกับดูหมอดู เรียกเงินค่าครูพร้อมกับออกเดินเรี่ยไรตามบ้าน สร้างรายได้เป็นอย่างดีวันละ 3-5 พันบาท มีเงินหมุนเวียนส่งให้ทางบ้านเดือนละกว่าหมื่นบาท โดยเดินทางมาจาก จ.แพร่ กำลังจะเดินทางไปจังหวัดพิจิตรเพื่อปักกลด แต่ก็มาถูกจับกุมเสียก่อน
       
       ขณะที่นายคึกฤทธิ์ และนายขจร ที่ถูกตรวจพบฉี่สีม่วงนั้น ทั้ง 2 ให้การรับสารภาพว่าเสพยามาจริง โดยหาซื้อจากเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านที่ไปปักกลดอยู่ ก่อนถูกจับก็เพิ่งเสพมา
       
       เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวไว้ดำเนินคดี โดยกรณีนายขจร และนายคึกฤทธิ์ ที่ตรวจพบฉี่สีม่วงถูกดำเนินคดี 2 ข้อหา ข้อหาแรกคือ เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) ข้อหาที่ 2 คือ แต่งกายเลียนแบบภิกษุสงฆ์ หรือนักบวชในศาสนาโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น

 

ทิดสึกใหม่ขับเก๋งเสย 18 ล้อ พ่อ สท. ดับ พร้อมแม่ รวม 3 ศพ

ทิดสึกใหม่ยังไม่พ้นวัน ควบเก๋งซิ่งพาพ่อเป็นสมาชิกสภาเทศบาลและแม่ออกจากวัด กำลังจะกลับบ้าน และขับมาด้วยความเร็วสูง แซงรถคันหน้าไม่พ้น ชนประสานงากับ 18 ล้อบรรทุกดิน ที่วิ่งสวนทางมาอย่างจัง ดับอนาถยกครัว

 

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 29 มิ.ย. ร.ต.อ.มานพ  แสงอินทร์ พนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำคู้ จ.พิษณุโลก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเก๋งชนประสานงากับรถยนต์บรรทุก 18 ล้อ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถูกอัดก๊อปปี้ติดอยู่ภายในซากรถเก๋ง หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยข่าวภาพรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บริเวณถนนสายพิษณุโลก-บางกระทุ่ หลักกิโลเมตรที่ 16-17บ้านยางโทน หมู่ 2 ต.วัดพริก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก 18 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 82-0022 พิษณุโลก ลูกพ่วงหมายเลขทะเบียน 82-0023 พิษณุโลก สภาพด้านหน้าพังยับเยิน เสียหลักพลิกคว่ำตกลงไปข้างทาง ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีดำ หมายเลขทะเบียน กพ-2167 พิษณุโลก สภาพด้านหน้าพังยับเยิน พลิกคว่ำหงายท้องอยู่ไหล่ทางซึ่งเป็นทุ่งนา ภายในรถพบศพชายหญิงจำนวน 3 ศพ สภาพถูกอัดก็อปปี้ติดอยู่ภายในซากรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่าง เพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากรถ โดยใช้เวลากว่า 30 นาที ทราบชื่อผู้ตายต่อมาทั้งหมด คือ นายนายภิรายุ  พรประชาคมกุล อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 150 ม.1 ต.วัดพริก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นคนขับรถคันดังกล่าว ส่วนอีก 2 ศพ คือ นายกิตติ  พรประชาคมกุล อายุ 61 ปี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านใหม่ อีกรายคือ นางบุษกร  พรประชาคมกุล อายุ 56 ปี ซึ่งทั้งหมดเป็นพ่อแม่ลูกกัน สภาพศพแขนขาหัก เจ้าหน้าที่จึงนำศพส่งไปทำการชันสูตรอีกครั้ง ยังโรงพยาบาลพุทธชินราช

ส่วนโชเฟอร์รถบรรทุก 18 ล้อ รายนี้ ทราบชื่อคือ นายอุทัย  พรมโยธา อายุ 36 ปี บ้านเลขที่ 17 ม.1 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายภิรายุ คนขับรถเก๋ง เพิ่งทำการสึกจากพระภิกษุสงฆ์ เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา และได้พาพ่อแม่มาทำบุญที่วัดบางทราย ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวออกมาจากวัดพร้อมกับพ่อแม่ และกำลังจะมุ่งหน้ากลับบ้านที่อยู่ภายในตลาดสดบ้านใหม่ แต่ระหว่างที่ขับรถมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ มีผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า รถเก๋งคันดังกล่าวขับด้วยความเร็วสูง และได้ขับรถแซงรถยนต์คันหน้าขึ้นไป แต่เป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถบรรทุกดิน 18 ล้อ วิ่งสวนมาด้วยความเร็วสูงเช่นกั จึงหลักหลบไม่พ้นพุ่งเข้าชนประสานงากันอย่างจังเสียงดังสนั่น เป็นเหตุให้รถทั้งคู่ตกลงข้างทางเสียชีวิตทั้งหมด เหลือเพียงโชเฟอร์รถบรรทุก 18 ล้อ ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ควบคุมตัวโชเฟอร์รายนี้ และจะทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

   

ผูกระเบิดติดท้องรถทหารค่าย รพ.ค่ายสมเด็จ บาดเจ็บ 2 ราย

 

เกิดเหตุคนร้ายแอบผูกระเบิดแบบขว้างมัดติดกับเพารถ หมายเอาชีวิตสิบเอกสมยศ ภู่พรหม หน่วยส่งกำลังบำรุง รพ.ค่ายสมเด็จพระนเรศวร แล้วเกิดระเบิดได้รับบาดเจ็บพร้อมภรรยา ที่บ้านพัก

 

 

            เมื่อเวลา 14.30 น.ของวันนี้( 29 มิ.ย.) พ.ต.ท.สุทิน ควรชม ร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งว่ามีเหตุระเบิดที่บริเวณบ้านพักทหาร เลขที่ 1/52186 หมู่บ้าน พัน สร. ต.บ้านคลอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังจากรับแจ้งจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ชุด EOD ของตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ทหารกองทัพภาคที่ 3 ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ สีบอร์น หมายเลขทะเบียน กบ 3925 พิษณุโลก ภายใต้รถพบกระเดื้องระเบิดสังหาร ชนิก M26  ผูกติดกับเพารถ จนพัง ทางเจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบบริเวณรถ เพื่อหาระเบิดที่เหลือ  และพบว่ามีกระเดื้องที่ถูกลบหมายเลขรหัสตกอยู่บริเวณหน้ารถยนต์ดังกล่าว

            ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คือ สิบเอกสมยศ ภู่พรหม อายุ 39 ปี เป็นทหารสังกัดส่งกำลังบำรุง รพ.ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองทัพภาคที่ 3 และนางอัจฉรา พันธุ์เปลี่ยน อายุ 39 ปี สองสามีภรรยา ได้รับบาดเจ็บ พลเมืองดีรีบนำส่งโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปก่อนหน้านี้ ส่วนสาเหตุนั้นเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจมาจากปัญหาส่วนตัว เนื่องจากในที่ทำงานของ สิบเอกสมยศ ไม่มีปัญหาอะไร คนร้ายอาจจะแอบลักลอบมาผูกระเบิดในเวลากลาคืนที่ผ่านมา และรอจังหวะสิบเอกสมยศ ขับรถออกในช่วงเช้าเพื่อหวังสังหารเอาชีวิต  แต่ระเบิดกระทำให้ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

            สอบถามธันยานันท์ กิกลิ้ง ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าให้ฟังว่า ขณะเกิดเหตุสิบเอกสมยศ กำลังขับรถถอยหลัง ส่วนภรรยาอยู่หน้ารถ ขณะนั้นก็เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นทันทีเป็นผลให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

 

บุกจับแหล่งผลิตยาลดความอ้วนเถื่อน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก  ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 6 และทหารกองทัพภาคที่ 3 จับผู้ลักลอบผลิตยาลดความอ้วนยี่ห้อMiracle Slim Plus  ที่แอบใช้ตัวยาแผนปัจจุบันมาผลิตแบ่งขายเป็นรูปแบบยาลดความอ้วน  และประกาศขายให้กับหญิงสาวที่ต้องการลดความอ้วนผ่านทางเฟชบุ๊ค  เป็นยาเม็ดแผนปัจจุบัน ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นยา กล่อมประสาท ยาระบาย และกำลังตรวจสอบอีกหลายชนิด สั่งยาเม็ดมาจากรพ.ที่กรุงเทพฯ มาบรรจุแพคเกจที่ต.บึงพระ อ.เมืองพิษณุโลก

 

วันที่ 27 มิ.ย.2557 เภสัชกรอัปสร บุญยัง  รองหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยเภสัชกร ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ลักลอบและผลิตยาลดความอ้วน  หลังจากทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภครายหนึ่ง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ว่าได้ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Miracle Slim Plus ผ่านทางเฟชบุ๊ค เพื่อใช้ลดน้ำหนัก หลังจากรับประทานไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน แขนขาอ่อนแรง จนไม่สามารถทนอาการข้างเคียงได้ จึงได้หยุดรับประทานแล้วมาร้องเรียนต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

 

หลังจากนั้นทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 6 และทหารกองทัพภาคที่ 3 ได้ร่วมกันติดตามและสืบสวนหาผู้ผลิตยาดังกล่าว และพบว่ามีสถานที่แบ่งบรรจุอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก จึงได้สอบสวนจนกระทั่งเข้าตรวจสอบสถานที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Miracle Slam Plus  ตั้งอยู่เลขที่ 85/2 หมู่ 2 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านของ พ.ต.เสวก มาเวหา อายุ 66 ปี เป็นเจ้าของบ้าน และจากการตรวจสอบพบการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจริง โดยมีการจัดสถานที่ อุปกรณ์การผลิต และยาแผนปัจจุบัน จำนวนมาก ที่ผู้ผลิตอ้างว่าเป็นสารสกัดจากสมุนไพร ซึ่งระบุว่าเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว โดยได้รับยามาจากเครือข่ายจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลาง ทั้งหมด24 รายการ มีมูลค่าขายในท้องตลาดประมาณ 3.2 ล้านบาท จากราคาขายกล่องละ 2,250 บาท

 

เภสัชกรอัปสร บุญยัง  รองหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค  กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบพบว่า ตัวยา ซึ่งภายในบรรจุภายในผลิตภัณฑ์ พบว่าเป็นยาปัจจุบัน จำนวน 6 ชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อระบบประสาท โดย3 ชนิดที่ตรวจพบ คือ ยาฟลูอ๊อกซิติน เป็นตัวยา ต้านอาการซึมเศร้า ออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง ใช้นานไปอาจทำให้เกิดประสาทหลอน วิตกกังวล เบื่ออาหาร, ยาคลอเฟนิรามีน ซึ่งเป็นยาแก้แพ้ มีผลทำให้ง่วงนอน อาจเป็นอันตราย หากทำงานในที่สูงหรือ ขับรถ และยาบิสาโคดิล เป็นยาระบาย ผลข้างเคียง คือทำให้ปวดท้อง ขาดสารอาหาร สมดุลเกลือแร่ผิดปกติ ส่วนอีก ยาอีก 3 ชนิด ทางเภสัชกร ไม่ทราบชื่อ ได้ส่งตัวยาไปทำการตรวจสอบที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อีกครั้ง

 

นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังสืบทราบว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ยี่ห้อ Miracle Slam Plus   นี้ ได้ยังยาแผนปัจจุบัน ทั้ง 6 ชนิด มาจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงทางด้านลดความอ้วน ในกรุงเทพมหานคร จากนั้นก็จะนำมาแยกแต่ละชนิดของยา มาใส่บรรจุหีบห่อ หรือ แพ็คเก็ตที่สวยงาม ตั้งราคาไว้จำนวนกล่อง 2,250 บาท  ทั้งที่มีต้นทุนแค่เพียงกล่องละไม่เกิน 200 บาทเท่านั้น  โดยจำนวนยาที่ตรวจยึดมาครั้งนี้มีมูลค่าขายในตลาดถึง 3.2 ล้านบาท หลังจากนั้นก็ได้มาประกาศขายในเฟชบุ๊ค มีสุภาพสตรีที่ต้องการลดความอ้วน ต่างมาหาซื้อไปรับประทานกันจำนวนมาก โดยไม่ทราบว่าตัวยาดังกล่าวมีผลข้างเคียงแต่อย่างใด

 

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินแจ้งข้อหา กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 คือ ห้ามมิให้ผู้ผลิต ขาย หรือ นำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบันเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 15,000 บาท ในส่วนของโรงพยาบาลเอกชน ที่จำหน่ายยามาให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อนี้ ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ได้แจ้งไปกับทาง อย.เพื่อดำเนินการตรวจสอบโรงพยาบาลดังกล่าว เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่มีอำนาจ ในจำหน่ายจ่ายยาให้กับผู้อื่นแต่อย่างใด ซึ่งทางโรงพยาบาลจะมีอำนาจเพียงแค่จ่ายยาให้กับผู้ป่วยเท่านั้น

 

เภสัชกรอัปสร บุญยัง  รองหัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค  กล่าวอีกว่า ขอเตือนประชาชนที่ต้องการลดความอ้วน ไม่ควรไปกินยาหรืออาหารเสริมในการลดความอ้วนแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะทำให้มีผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ สิ่งที่ดีที่สุดในการลดความอ้วน คือ การออกกำลังกายเท่านั้น เพราะจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ทนทานต่อโรคต่างๆได้อีกด้วย

 

 

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL