อาทิตย์, มิถุนายน 26, 2016
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

ชาวบ้านแจ้งความหลังหลงเชื่อสมัครสมาชิก นสพ.ตำรวจพลเมือ

ชาวบ้าน ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หลังถูกหลอกให้เข้าร่วม โครงการสวัสดิการเพื่อสมาชิกหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมืองสูญเงินไปรายละ 1,500 บาท

 

 

เมื่อเวลา 16.00 น.ของวันที่ 30 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจภูธรพรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ได้มีชาวบ้านจาก ม.3,ม.4 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จำนวน 13 ราย นำโดย นางบุญยืน ช่อกลาง อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133/1 ม.3 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก รวมตัวมาแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ต่อพ.ต.ท.มนู หรศาสตร์ พนักงานสืบสวน สภ.พรหมพิราม หลังถูกชักชวนให้หลงเชื่อสมัครโครงการสวัสดิการเพื่อสมาชิกหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมืองสูญเงินไปรายละ 1,500 บาท

หลังทราบเรื่องจากนายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ว่าโครงการฯ ดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยในวันนี้ มีนาย นายธานินทร์ สมบูรณ์สาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการมวลชน กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 104 มารับเรื่องร้องทุกข์

 

นางบุญยืน ช่อกลาง เล่าให้ฟังว่า เมื่อต้นปี 2558 ที่ผ่านมา มีคนรู้จักมาชักชวนให้เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเพื่อสมาชิกหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมืองในรูปแบบคล้ายการจ่ายเงินฌาปนกิจ โดยมีการเรียกเก็บเงินครั้งแรกในวันที่สมัครเป็นเงิน 1500 บาท แบ่งเป็นค่าสมัคร 1000 บาท และเงินสวัสดิการรับฝากล่วงหน้า 500 บาท หากสมาชิกอยู่ครบ 180 วัน จะได้รับเงินฌาปนกิจ หลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับยอดสมาชิกปัจจุบัน ตนเห็นว่าเป็นการออมเงินที่ดี หากเป็นอะไรไป อย่างน้อยจะได้มีเงินเป็นค่าทำศพ ไม่ลำบากครอบครัว ประกอบกับโครงการดังกล่าวดูน่าเชื่อถือ จึงได้ชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงอีกจำนวนหลายรายเข้าร่วมสมัคร ประกอบกับก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน มีเจ้าหน้าที่จากโครงการฯโทรมาว่าให้รีบไปชำระเงินอีกจำนวน 1500 บาทเนื่องจากจะครบกำหนดในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ แต่ตนพยายามไปติดต่อตามธนาคารของบัตรที่ได้รับมา ก็ปรากฏว่าทางธนาคารไม่สามารถรับชำระเงินให้ได้ ตนจึงติดต่อกลับไปปรากฏว่าคนที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ให้หมายเลขบัญชีส่วนตัวมา ตนก็เริ่มแปลกใจจนกระทั่งทราบว่าเป็นโครงการที่ไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้องจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวเพราะมีชาวบ้านในพื้นที่อีกจำนวนมากที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้

นายธานินทร์ สมบูรณ์สาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวว่า โครงการฯดังกล่าวถือว่าเป็นสมาคมเถื่อน ลักษณะการรวมกลุ่มจัดตั้งในรูปแบบฌาปนกิจสงเคราะห์ แต่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ จากนายทะเบียนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ประจำท้องที่ให้ถูกต้อง แต่มีการเปิดรับสมัครสมาชิกและตัวแทนทั่วประเทศ จึงเป็นการชักชวน ชี้ช่อง หรือจากการโดยวิธีอื่นที่คล้ายคลึงกัน ให้ผู้อื่นรับสมัครเป็นสมาชิกของสมาคม ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา66 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

แนวทางในการช่วยเหลือประชาชนตอนนี้ คือต้องให้ผู้ที่ถูกหลอกเข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และย้ำเตือนว่าอย่าหลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิก ส่วนผู้ที่สมัครไปแล้วต้องดูเป็นกรณีเพื่อหาทางช่วยเหลือ ในด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเร่งสืบสวนหาต้นตอของขบวนการนี้ เนื่องจากมีประชาชนในหลายพื้นที่ ที่ถูกหลอกให้สมัครเป็นสมาชิกและแพร่หลายไปในหลายจังหวัดคาดมูลค่าเสียหายหลายล้านบาท

 

คนร้ายซิ่งรถซีบีอาร์ก่อเหตุกระชากสร้อยคอทองคำเจ้าของร้านเสริมสวย

เถ้าแก่ร้านเสริมสวยถูกกระชากสร้อย โชคดีได้พระชินราชปี 15 คืน ปี 2515” พร้อมสร้อยทองอีกครึ่งเส้นของตัวเองตกอยู่ข้างทาง

 

 วันนี้ เมื่อเวลา 07.00 น.  (29 พ.ค.) ร.ต.ท.ไพโรจน์ คล้ายสุวรรณ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายวิ่งราวทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์ บนถนนพระองค์ดำ หน้าตลาดโคกมะตูม ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก จึงประสานชุดสืบสวนรุดไปตรวจสอบ


       
       ที่เกิดเหตุพบนายศุภลักษณ์ วาทะธีระกุล ผู้เสียหาย อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 122/27 ถ.พระองค์ดำ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่ง ให้การกับตำรวจว่า หลังซื้อกับข้าวที่ตลาดโคกมะตูม และขับจักรยานยนต์ออกมาจากตลาดมาได้ประมาณ 20 เมตร มีคนร้ายเป็นชายใส่ชุดคลุมสีดำ สวมหมวกกันน็อกสีดำปิดบังใบหน้า ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีบีอาร์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เร่งเครื่องแซง แล้วใช้มือซ้ายกระตุกสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท พร้อมพระพุทธชินราช รุ่นจักรพรรดิ์ ปี 2515 เลี่ยมทอง ติดมือไป ตนก็ได้ขี่รถเร่งติดตามไปแต่ไม่ทัน คนร้ายหลบหนีหายเข้าไปทางซอยอู่ทอง
       
       จากนั้นตนจึงมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ป้อมจราจรแยกสุเหร่า ก่อนจะขี่รถย้อนมาดูร่องรอยของคนร้าย แต่ด้วยความโชคดี พบว่าสร้อยคอทองคำของตนเองขาดตกอยู่ที่พื้นถนน เหลือเพียงครึ่งเส้นเท่านั้น ใกล้กันยังพบพระพุทธชินราชเลี่ยมทองตกอยู่อีก สภาพกรอบพระแตกเสียหาย คาดว่า คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุได้สร้อยคอทองคำไปแค่ครึ่งเส้น
       
       เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่า คนร้ายน่าจะเห็นสร้อยคอทองคำในคอผู้เสียหายตั้งแต่อยู่ในตลาดโคกมะตูม จึงสะกดรอยตาม พอได้จังหวะจึงลงมือก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ล่าสุดตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดละแวกใกล้เคียงหาตัวคนร้ายรายนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

มือปืนซิ่ง จยย.ประกบยิง ผญบ.บางระกำ จนรถคว่ำหลายตลบแต่รอดปาฏิหาริย์

ผู้ใหญ่บ้านบางระกำ เมืองสองแคว ขับเก๋งที่เพื่อนเอามาฝากขายออกจากบ้านได้ 2 กม. ถูกคนร้ายบึ่งจักรยานยนต์ตามประกบยิง กระสุนทะลุเก๋งพลิกคว่ำหลายตลบ แต่รอดปาฏิหาริย์ 

 

 

       
       เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก รับแจ้งมีเหตุไล่ยิงกันบนถนนสายในหมู่บ้าน พื้นที่หมู่ 1 บ้านบางบ้า ต.ชุมแสงสงคราม เมื่อหัวค่ำวานนี้ (27 พ.ค.) จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน พร้อมแพทย์ และหน่วยกู้ภัยฯ รุดไปตรวจสอบ
       
       ที่เกิดเหตุอยู่ริมถนนพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีขาว ทะเบียน กน 3294 พิษณุโลก สภาพพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้าพัง บริเวณประตูหน้าฝั่งซ้ายมีร่องรอยถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเป็นรูโหว่ 1 แห่ง แต่ไม่พบหัวกระสุน หรือปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ ส่วนคนขับทราบชื่อคือ นายเพ็ชรรุ่ง สุขประเสริฐ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36/1 หมู่ 1 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หรือผู้ใหญ่รุ่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านบางบ้า ได้รับบาดเจ็บตามร่างกายเล็กน้อย ยืนรอให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่
       
       สอบสวน นายเพ็ชรรุ่ง ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ขับรถเก๋งของเพื่อนที่นำมาฝากไว้เมื่อหลายวันก่อน ออกมาจากบ้านพักเพื่อเดินทางไปหาเพื่อนผู้ใหญ่บ้านด้วยกัน ขับมาตามถนนได้ประมาณ 2 กิโลเมตร ก็มีคนร้าย จำนวน 2 คน สวมหมวกไอ้โม่งสีดำปิดบังใบหน้า ขี่รถจักรยานยนต์คล้ายรถรุ่นฮอนด้าซีบีอาร์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน บิดเร่งเครื่องแซงขึ้นมาทางด้านซ้าย จากนั้นคนร้ายที่นั่งอยู่ข้างหลังได้ชักอาวุธปืนที่เหน็บเอวออกมายิงใส่รถของตน จำนวน 1 นัด ด้วยความตกใจทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำหลายตลบ ก่อนที่คนร้ายจะรีบขี่รถหลบหนีหายไป
       


       “โชคดีที่คมกระสุนไม่ถูกตนแต่อย่างใด รอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะบารมีของพระลพบุรีหูยาน ที่คล้องคออยู่ ช่วยคุ้มครองทำให้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด”
       
       ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเป็นการยิงผิดตัว เนื่องจากตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านมาถึง 4 ปี ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับใครมาก่อน หรือคนร้ายอาจจะคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของรถคันดังกล่าวที่มีเพื่อนมาฝากไว้ชั่วคราว และมีความแค้นกันส่วนตัวจึงมาลงมือก่อนเหตุขึ้น
       
       เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกตัวเจ้าของรถเก๋งมาสอบปากคำเพิ่มเติม และสอบปากคำพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุเพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

   

ชาวบ้านวังทองรวมตัวขับไล่ผู้ใหญ่บ้าน

   ชาวบ้านตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง จ.พิษณุโลก กว่า 30 คน รวมตัวร้องผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก สุดทนพฤติกรรมผู้ใหญ่บ้าน ใช้อำนาจในทางมิชอบ และทุจริต

 

         เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ชาวบ้านจากตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง จ.พิษณุโลก กว่า 30 คน นำโดยนายสวาท มั่นคง อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ 27 ต.บ้านกลาง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากทนพฤติกรรมของ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 27 ต.บ้านกลาง ซึ่งประพฤติตัวไม่เหมาะสมหลายประการด้วยกัน ในเบื้องต้นได้มีเจ้าหน้ามารับหนังสือร้องเรียน ก่อนพากลุ่มชาวบ้านไปพบกับนายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล ปลัดจังหวัดพิษณุโลก เพื่อสอบถามข้อเรียกร้องและทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

            นายสวาท เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมกับกลุ่มชาวบ้านที่เดินทางมาในวันนี้ประมาณ 30 คน ได้เตรียมหนังสือเข้าร้องเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้านหมู่ 27 ต.บ้านกลาง โดยมีการรวบรวมรายชื่อชาวบ้านไม่ได้เดินทางมาในครั้งนี้อีก 130 ราย โดยมีปัญหากับชาวบ้านในเรื่องเงินภัยแล้งประ 2557 มีการทะเลาะกับหมอดินในที่ประชุมเมื่อต้นปี 2558 ที่ผ่านมา มีการเรียกเก็บเงินค่าหัวคิวเงินภัยแล้งปี 2557 จำนวนเงิน ร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ชาวบ้านได้ ซึ่งมีชาวบ้านหลายรายต้องยอมเสียเงินจำนวนดังกล่าวไปเพราะว่าผู้ใหญ่บ้านขู่ว่าถ้าไม่ยอมจ่าจะไม่ได้รับการช่วยเหลือเงินช่วยเหลือในปีต่อไป และมีการเลือกปฏิบัติชาวบ้าน ในประเด็นคือนายสมศักดิ์ จันทร์อยู่ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20/1 หมู่ 27 ต.บ้านกลาง ซึ่งเคยถูกเรียกเก็บค่าหัวคิวเรื่องช่วยเหลือภัยแล้งแต่นานสมศักดิ์ ไม่ยอมจ่าย ทำให้ในปีที่ ทางผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ดำเนินการช่วยเหลือภัยแล้งให้กับนายสมศักดิ์ในปีนี้ และเรื่องเรียกเก็บเรียกเก็บเงินค่าเช่าศูนย์เรียนรู้

            นางเกสร ศรีเพชร อยู่บ้านเลขที่ 131 หมู่ที่ 27 ต.บ้านกลาง กล่าวว่า พบเห็นความทุจริตเมื่อตอนที่ได้รับเงินช่วยเหลือภัยแล้ง โดยผู้ใหญ่บ้านได้โทรมาหาแล้วบอกว่า ทำนา 6 ไร่ ทำไมได้เงินช่วยเหลือมา 30,000 บาท ดังนั้นขอ 15,000 บาท ตนจึงแย้งไปว่าตนเองทำนา 2 ที่ คื่อที่ หมู่ที่ 13 กับ 27 และอีกอย่างเงินยังไม่เข้ามาที่บัญชีเลย แต่ผู้ใหญ่ยังบอกว่า ได้ตรวจสอบมาแล้ว ตนจึงต้องบอกปัดไปว่าขอตรวจสอบกับที่เกษตรอำเภออีกทีก่อน  หลังจากนี้ทางผู้ใหญ่บ้านได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าตนเองไปพูดให้คนอื่นฟังว่า ผู้ใหญ่บ้านเรียกรับเงินค่าหัวคิวภัยแล้วทำให้เสียหาย  ต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่สุดแต่ถ้าไม่อยากถูกดำนินคดีตนเองต้องไปพูดแก้ข่าวในที่ประชุมหมู่บ้าน ด้วยความกลัวเพราะวันที่คุยกับผ็ใหย่บ้านตนเองไม่ได้อัดเสียงบันทึกเอาไว้จึงไม่มีหลังฐานในการเอาความผิดจึงต้องไปพูดแก้ข่าวในที่ประชุมหมู่บ้าน 

           ซึ่งทาง นายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล ปลัดจังหวัดพิษณุโลกปลัดจังหวัด ได้รับเรื่องดังกล่าวเอาไว้พร้อมกับทำความเข้าใจกับชาวบ้านและจะเร่งให้นายอำเภอวังทอง เร่งดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้านรายนี้ จนเป็นที่พอกับกับชาวบ้านจึงได้เดินทางกลับ

 

สาดน้ำกรดรถครูอาชีวะพิษณุโลกคาวิทยาลัยฯ เชื่อร้องเรียนผู้บริหารเป็นเหตุ

คนร้ายใช้น้ำกรดสาดรอบรถครูอาชีวศึกษาพิษณุโลก หลังเคยทำเรื่องร้องเรียนผู้บริหารทำหน้าที่บริหารงานไม่โปร่งใส

 

       

       เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 58  ศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.พิษณุโลก ได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายได้ใช้น้ำกรดสาดใส่รถยนต์ของอาจารย์วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก ที่จอดอยู่หน้าตึกอำนวยการภายในวิทยาลัยฯ ได้รับความเสียหาย จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจออกไปตรวจสอบ
       
       ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นแอดเวนเจอร์ สีน้ำเงิน ทะเบียน กง 2274 พิษณุโลก จอดอยู่ และมีร่องรอยถูกน้ำกรดสาดรอบๆ คัน เช่น กระโปรงหน้ารถ ข้างประตูซ้าย-ขวา น้ำกรดได้กัดกร่อนสีตัวรถจนเกิดรอยพุพองถึงตัวถัง
       
       ใกล้กันพบ นายศักร์ฒิพล อ่อนภูงา ครูชำนาญการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก ผู้เสียหายยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้นำรถคันดังกล่าวไปแจ้งความต่อร้อยเวรที่ สภ.เมืองพิษณุโลก


       
       นายศักร์ฒิพลบอกว่า วันที่ผ่านมา (24 พ.ค.) ได้นำรถคันนี้จอดไว้ใต้ต้นโพธิ์ภายในวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก และนัดนักศึกษามารับประทานอาหารกันที่ร้านหน้าวิทยาลัยฯ หลังสอบเสร็จ กระทั่งขับรถกลับมาถึงบ้านก็ไม่ได้สังเกต จนเช้าวันนี้ก็ขับมาทำงานตามปกติ และนำรถมาจอดที่หน้าตึกอำนวยการ จึงสังเกตพบว่ารถมีร่องรอยคล้ายถูกน้ำกรดสาดรอบๆ คัน จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ
       
       ส่วนสาเหตุที่มีคนร้ายลงมือก่อเหตุครั้งนี้ คาดว่าน่าจะมาจากเรื่องที่ตนเคยร้องเรียนเรื่องผู้บริหารทำหน้าที่บริหารงานไม่โปร่งใสในระยะที่ผ่านมา
       
       เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนจะประสานไปยังศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 ภ.จว.พิษณุโลก เพื่อตรวจสอบหารอยนิ้วมือแฝงของคนร้ายเพื่อใช้ติดตามมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL