จันทร์, ธันวาคม 11, 2017
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

ระวัง! ฝนตกต่อเนื่องทำดินภูเขา-หินกลิ้งทับทางพิษณุโลก-หล่มสัก

 เตือนคนผ่านทางระวัง ฝนตกต่อเนื่องทำดินสไลด์-หินยักษ์กลิ้งตกจากภูเขาทับเส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก ก่อนถึงจุดตรวจบ้านแยง ผิวจราจรหายไป 2 เลน ล่าสุดกรมทางหลวงเร่งเคลียร์เต็มที่
     
  

 

 

        เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 59  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีฝนตกในพื้นที่ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ติดต่อกันหลายวัน ได้ทำให้เกิดเหตุดินสไลด์-หินขนาดใหญ่ตกลงมาปิดเส้นทางถนนหมายเลข 12 สายพิษณุโลก-หล่มสัก ช่วงขึ้นเขามุ่งหน้าไปทาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ก่อนถึงจุดตรวจบ้านแยง ต.บ้านแยง อ.นครไทย ประมาณ 1 กิโลเมตร
       
       โดยพบว่าดินภูเขา และหินขนาดใหญ่ได้สไลด์และกลิ้งลงมาปิดเส้นทางที่มีอยู่ 4 เลนไปจำนวน 2 ช่องทาง ทางเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงได้นำป้าย พร้อมกรวยสีส้มมาตั้งแสดงให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทราบ และปิดช่องทางดังกล่าวให้รถยนต์เลี่ยงไปใช้เส้นทางที่สวนมา
       
       เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงบอกว่า คืนที่ผ่านมาฝนตกตลอดทั้งคืน ทำให้เกิดดินสไลด์ และหินก้อนขนาดใหญ่กลิ้งลงมาปิดเส้นทางดังกล่าว ซึ่งล่าสุดกรมทางหลวงได้นำรถแบ็กโฮมาทำการเคลื่อนย้ายหิน และตักดินออก คาดว่าใช้เวลาทั้งวันจึงจะแล้วเสร็จ

 

สาวใหญ่เดินหาหน่อกลับหลงป่า 16 ชม.

เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือสาวใหญ่ อ.วังทอง ที่เดินออกไปหาหน่อไม้ในป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย กลับหลงหาทางออกไม่เจอ ต้องนอนกลางป่ากว่า 16 ชม.

 

 

 

เมื่อวันที่27 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากนายบุญทัน บุตรวาปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.12 บ้านห้วยเดื่อ ต.ชัยนาม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ว่ามีบุคคลสูญหายขณะเข้าไปหาหน่อไม้ในป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย บริเวณ ม.12 บ้านห้วยเดื่อ ต.ชัยนาม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ตั้งแต่เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นป่ารกทึบต้องเดินเท้าเข้าไปไกลกว่า 8 กิโลเมตร จึงถึงจุดที่รับแจ้งว่าหายตัวไป ทราบชื่อผู้สูญหายต่อมาคือ น.ส.วัย มานักฆ้อง อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71 ม.1 ต.ชัยนาม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

 

สอบถาม นายบุญทัน ผู้ใหญ่บ้าน ม.12 บ้านห้วยเดื่อ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับแจ้งจากญาติผู้สูญหาย จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมรบพิเศษที่ 4 ค่ายสฤษดิ์เสนา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยบูรพาและชาวบ้านจำนวนกว่า 50 คน เข้าเดินเท้าระดมค้นหาผู้สูญหายตั้งแต่เมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 26 ก.ย. จนถึงเวลานี้ยังคงค้นหาหาอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่พบผู้สูญหายแต่อย่างใด พบเพียงกระสอบใส่หน่อไม้ที่ผู้สูญหายถือติดมือเข้ามาหาในป่านี้แห่งนี้ และพบเศษกล้วยน้ำว้า 1 หวี ซึ่งคาดว่าผู้สูญหายอาจจะกินเพื่อประทังชีวิตระหว่างที่หลงอยู่ในป่า หลังจากมาหาหน่อไม้กับชาวบ้านที่อยู่บ้านใกล้เคียงกัน เมื่อมาถึงก็ได้แยกย้ายกันออกไปหาหน่อไม้กันคนละฝั่ง เมื่อถึงเวลาที่นัดหมายกันไว้ น.ส.วัย กลับไม่ได้เดินออกมาจากป่า ต้องใช้เวลาค้นหานานกว่า 16 ชั่วโมง

 

สำหรับป่าแห่งนี้เป็นป่ารกทึบไม่ค่อยมีคนเข้าไปหาหน่อไม้ในป่าสักเท่าไร เพราะว่ามีสัตว์มีพิษทั้งงูเหลือม งูจงอาง งูเห่า ชุกชุมอย่างมาก และชาวบ้านเชื่อว่าในป่านี้มีอาถรรพ์ เพราะเคยมีคนหลงป่านี้มาแล้วหลายครั้ง ทางญาติผู้สูญหายได้ทำการจุดธูปขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขา เพื่อเปิดทางให้ค้นหาผู้สูญหายให้เจอเพราะกลัวว่าหากพ้นคืนนี้ไป น.ส.วัย จะได้รับอันตรายเพราะเป็นผู้หญิงและมีอายุเยอะแล้ว

 

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 27 ก.ย. เจ้าหน้าหน้าที่ทหารพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพา ได้พบ น.ส.วัย ที่ได้หลงเข้าไปในป่าห่างจากจุดหลง เป็นระยะกว่า  3 กม. เป็นเวลากว่า 16 ชม. สภาพอ่อนเพลียและอิดโรยเนื่องจากร่างกายขาดน้ำและอาหารนานหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้ให้นำและอาหารก่อนที่จะปฐมพยาบาลเบื้องต้น และนำส่งโรงพยาบาลวังทองเพื่อให้แพทย์ตรวจเช็คร่างกายก่อนจะอนุญาตให้กลับบ้านได้.

 

น.ส.วัย บอกว่า ก่อนที่จะหลงเข้าไปในป่านั้น ได้ออกไปหาหน่อไม้ จากนั้นได้วางกระสอบหน่อไม้ไว้ด้านหลัง แล้วเดินเข้าไปในป่าเรื่อยๆ จากนั้นก็เดินกลับหากระสอบ แต่กลับเดินวนหลงเข้าไปในป่าลึก และค่ำไม่สามารถออกมาได้ จึงนอนบนโขดหินในป่า รอกระทั่งเช้าพยายามเดินออกมาอีกจนเจอคนเลี้ยงวัว จึงได้สอบถามเส้นทางออก คนเลี้ยงวัวจึงได้ชี้ทางให้ตนเดินออกมาได้และเจอเจ้าหน้าที่ในที่สุด

 

หลังจากนั่งพักเพื่อนบ้านญาติพี่น้อง ได้ช่วยกันเรียกขวัญของ น.ส.วัย ตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนส่งตัวไปยัง รพ.วังทอง เพื่อรักษาตัวต่อไป

 

สลดสองสามีภรรยาตัวตายคาโรงแรม

สลดสองสามีภรรยาชาวเชียงใหม่คิดสั้นฆ่าตัวตายพิสดารคาห้องพักโรงแรมเมืองพิษณุโลก

 

 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ร.ต.อ.อำนาจ  อ่อนปาน รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ทรงพล  สังข์เกษม ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่วิทยาการพิสูจน์หลักฐาน 6 ภ.จว.พิษณุโลก และแพทย์เวรโรงพยาบาลพุทธชินราช ที่เกิดเหตุบริเวณชั้น 4 ห้อง 410 พบศพผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย ทราบชื่อผู้เสียชีวิตต่อมา คือ นายวิสูตร  รอดบุญยัง อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และ นางพิมลพรรณ  รอดบุญยัง อายุ 57 ปี ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน สภาพศพผู้ชายนอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้นล่างข้างเตียง มีถุงหิ้วพลาสติกคลุมศีรษะจนมิดและพันปิดทับด้วยเทปกาวรอบลำคออย่างแน่หนา ส่วนศพผู้หญิงนอนหงายเสียชีวิตอยู่บนเตียงติดประตูทางเข้าห้องพัก คาดว่าทั้งคู่เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชม. จากการตรวจสอบในห้องพักพบขวดเบียร์ยี่ห้อหนึ่งถูกเปิดดื่มไปจนหมด แต่ไม่พบร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สินหรือร่องรอยการต่อสู้ใดๆ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจึงเก็บรอยนิ้วแฝงพร้อมหลักฐานอื่นตามหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด

            จากการสอบถามพนักงานของโรงแรมทราบว่า ผู้เสียชีวิตเดินทางมาเข้าพักที่โรงแรมตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา กระทั่งช่วงเที่ยงของวันนี้จึงโทรศัพท์ไปสอบถามว่าจะพักต่อหรือไม่แต่ก็ไม่มีใครรับสาย จึงคิดว่าน่าจะนอนหลับพักผ่อนกันอยู่ กระทั่งช่วงบ่ายจึงขึ้นไปเคาะประตูห้องเพื่อสอบถามอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครตอบรับกลับมา และประตูห้องก็ถูกล็อคกลอนจากข้างใน จากนั้นจึงไปตามให้คนมาช่วยกันงัดห้องดังกล่าวเข้าไปดูก็พบว่าทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว

สาเหตุของการเสียชีวิตครั้งนี้จากแนวทางการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าทั้งคู่มีปัญหาส่วนตัวเรื่องคดีความเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนคิดหาทางออกไม่ได้ ฝ่ายสามีจึงอาศัยจังหวะที่ภรรยาหลับใช้หมอนกดปิดใบหน้าจนขาดอากาศหายใจ ส่วนตัวเองก็ใช้ถุงหิ้วพลาสติกคุมศีรษะก่อนใช้เทปกาวที่เตรียมไว้พันปิดรอบคออีกครั้ง จนขาดอากาศหายใจเสียชีวิตอีกคน ส่วนสาเหตุที่แท้จริงครั้งนี้จะต้องรอสอบปากคำญาติและผู้ใกล้ชิดอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และจะส่งร่างของผู้เสียชีวิตไปผ่าชันสูตรพลิกศพที่นิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช ก่อนติดต่อให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป.

   

หนุ่มใหญ่ชาว อ.เนินมะปราง โร่พาเมียร้องสื่อ ถูกมิจฉาชีพหลอกให้ออกรถแล้วชิ่ง

หนุ่มใหญ่ชาว อ.เนินมะปราง  พาภรรยาที่เป็นชาวเขา  เข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนให้ช่วยเหลือ  กรณีถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพให้ออกรถยนต์ป้ายแดง  สุดท้ายหายทั้งคนทั้งรถถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 7 แสนบาท

 

 

นายอดิศร  ตันตุลา  ชาว อ.เนินมะปราง  ได้พาภรรยา คือ นางเนตรดาว ตันตุลา เข้ามาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน  หลังถูกฟ้องร้องจาก บริษัทลิสซิ่งแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่  ที่เรียกร้องค่าเสียหายกว่า 7 แสนบาท กรณีค้างส่งค่างวดรถยนต์    โดยนายอดิศร เล่าว่า นางเนตรดาว ภรรยาของตนเอง อ้างว่าถูก นางสาว กมลวลัย ใจยะ อายุ 27 ปี  ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 1 ต.กอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่  หลอกให้ไปออกรถยนต์ใหม่ป้ายแดง  ยี่ห้อ โตโยต้า พรีรันเนอร์ สีขาว 4 ประตู เมื่อปี 2557   โดย นางสาว กมลวลัย บอกว่าจะเป็นผู้ออกเงินดาวน์  และค่างวดรถยนต์เอง  เพียงแค่ขอชื่อ นางเนตรดาว เป็นผู้ออกรถยนต์คันดังกล่าวเท่านั้น  แล้วจะให้ค่าดำเนินการ  เป็นเงินจำนวน 2 หมื่นบาท  และยังจะให้เปอร์เซ็นต์จากการที่นำรถคันดังกล่าวไปปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยวที่ จ.เชียงใหม่  อีกด้วย

 

แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 มีหมายเรียก จากศาลจังหวัดพิษณุโลก  แจ้งมาว่า นางเนตรดาว  พร้อมด้วย สามี  และญาติอีก 1 คน   ว่าเป็นจำเลย เรื่อง ผิดสัญญาเช่าซื้อ , ผิดสัญญาค้ำประกัน  ,ส่งมอบรถ , เรียกค่าเสียหาย  จำนวนทุนทรัพย์  785,000 บาท    ทำให้ นายอดิศร  และ นางเนตรดาว ตกใจเป็นอย่างมาก  เนื่องจากตนเองไม่ได้เป็นคนมีฐานะร่ำรวย  มีอาชีพรับจ้างรายได้ไม่แน่นอน  ยอมรับว่า ที่ตกลงทำสัญญาซื้อรถยนต์ให้กับนางสาวกมลวลัย ก็เพราะอยากได้เงินค่าจ้างเท่านั้น  ซึ่งหลังจากได้รับหมายเรียกจากศาล ก็ได้มีการไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ว่าถูก นางสาวกมลวลัย หลอกลวง  ที่โรงพักแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่  แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าทางคดีแต่อย่างใด

 

นางเนตรดาว ยังได้เล่าเพิ่มเติมว่า  ญาติพี่น้องของตนเอง  ก็ถูกนางสาวกมลวลัย  หลอกลวงให้มาออกรถ  ยี่ห้อ  รุ่นเดียวกัน  สีเดียวกัน  อีก 4 คัน  ในระยะเวลาใกล้ ๆ กัน  พร้อมทั้งยังอ้างว่า บริษัทลิสซิ่ง ที่ทำสัญญานั้น  เจ้าหน้าที่ของบริษัท เป็นผู้ทำเอกสารรายได้  / อาชีพ  ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง  เป็นข้อมูลที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด   ในขณะที่ตนเองก็พยายามขอความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย จากหน่วยงานแห่งหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า จากเอกสาร หลักฐานทั้งหมด  ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผิดได้  อีกทั้งยังไม่สามารถเอาผิด นางสาวกมลวลัย  ได้     ตนเองมืดแปดด้านไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร  เพราะปัจจุบันก็ฐานะยากจน  ค่าดำเนินการที่คิดว่าจะได้ 2 หมื่นบาทก็ไม่ได้  แล้วยังต้องตกเป็นจำเลยชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ  จึงอยากจะขอวอน  ผู้รู้ช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย  อีกทั้งยังต้องการเตือนภัยไปยังคนอื่น ๆ ว่าอย่าหลงเชื่อใครง่าย ๆ  เพราะอาจจะตกเป็นเหยื่อเหมือนกับตนเองก็ได้

 

อาจารย์สาว มน.แจ้งความถูกคนร้ายงัดห้องเข้ามาขโมย กกน.

 

อาจารย์สาว มหาวิทยาลัยนเรศวร แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามคนร้ายที่บุกงัดห้องพัก ในช่วงยามวิกาล เพียงเพื่อเข้ามาขโมยชุดชั้นใน ที่ตากเอาไว้เท่านั้น โดยเหตุลักษณะเช่นนี้ขึ้นมาแล้วถึง 3 ครั้ง เวลานี้ยังคงรู้สึกหวาดผวาเกรงจะเกิดอันตราย เร่งให้เจ้าหน้าที่ติดตามคนร้ายดำเนินคดี

 

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 20 กันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจชุมชน (มหาวิทยาลัยนเรศวร) ได้รับแจ้งจาก อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร วัย 40 ปี ว่ามีคนร้ายบุกงัดเข้ามาภายในห้องพัก (ขอสงวนเลขที่) ในหอพักอาจารย์ มน.นิเวศ 5-6 หมู่ 9 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบภายในสถานที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายได้เข้าไปภายในห้องพักผ่านทางหน้าต่างกระจกเลื่อน ที่มีมุ้งลวด โดยคนร้ายเข้ามาภายในห้องแล้งมุงตรงไปที่ราวตากผ้า จากนั้นได้หยิบ กางเกงในของตนไป จำนวน 3 ตัว ก่อนปีนหน้าต่างออกจากห้องไป ใช้เวลาลงมือไม่ถึง 5 นาที

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุเมื่อดูจากลักษณะการงัดเข้าไปภายในห้อง คนร้ายน่าจะมีความชำนาญในการเลื่อนยกหน้าต่างบานกระจก ทำให้ไม่มีร่องรอยการงัดเข้าไปภายในห้องแต่อย่างใด ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของหอพัก พบว่าเมื่อเวลา 02.29 น. คนร้ายเป็นชายอายุ กว่า 30 ปี สูงประมาณ 170 เซนติเมตร ได้เดินเข้ามาภายในห้องพัก จากนั้นได้มุ่งตรงไปที่ห้องอาจารย์สาวที่อยู่ชั้น 2 แล้วเข้าไปภายในห้องเมื่อช่วงเวลา 02.40 น. จากนั้นใช้เวลาไม่นานก็ได้ออกจากห้องไป โดยไม่ได้ทำร้ายใครเนื่องจาก อาจารย์สาวและลูกๆนอนภายในห้องนอนที่ล็อคประตูแน่นหนา

โดยอาจารย์สาว เล่าให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า ด้  การที่คนร้ายบุกเข้ามาขโมยชุดชั้นในของตน ไม่ได้เกิดครั้งนี้เป็นครั้งแรกแต่เกิดเป็นครั้งที่ 3 แล้วแต่ละช่วงห่างกันประมาณ 10 วัน โดยครั้งแรก คนร้ายลงมือเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ครั้งที่ 2 ลงมือวันที่ 10 กันยายน และครั้งนี้วันที่ 20 กันยายน ด้วยความที่คนร้ายลงมือติดต่อกันจึงเกิดความกลัวและรู้สึกหวาดผวาหวั่นเกรงว่าจะไม่มีความปลอดภัย และกลัวอันตราย จึงได้แจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี พร้อมแจ้งขออธิการบดีทราบ จากนั้นจะนำเงินส่วนตัว มาทำลูกกรงเหล็ก ให้ห้องพักเกิดความแน่นหนาป้องกันอันตรายได้ นอกจากนี้หอพักอาจารย์ที่ทราบข่าว ก็จะติดลูกกรงเหล็กเช่นกัน เพราะหวั่นเกิดอันตรายดังกล่าว

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL