อาทิตย์, พฤษภาคม 01, 2016
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

สุดโหดคนร้ายดักทุบหัวหนุ่มใหญ่ดับอนาถค่าไร่มันสำปะหลัง

หนุ่มใหญ่ถูกคนร้ายทุบตีด้วยไม้จนเสียชีวิตคาที่ บริเวณข้างทางเข้าไร่มันสำปะหลัง  คาดว่าน่าจะทะเลาะในวงเหล้าไม่ก็ถูกคู่อริตามมาทำร้าย

 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 เม.ย. ร.ต.ท.ประทีป  อินแก้ว พงส.สภ.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก รับแจ้งมีเหตุคนถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต อยู่ที่บริเวณข้างทางเข้าไร่มันสำปะหลัง ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 3 กิโลเมตร พื้นที่หมู่ 8 บ้านตะเคียนทอง ต.ห้วยเฮี้ย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น ไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.นิคม  สภาพพร รอง ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก พ.ต.ท.ศิลา  การะหัน สวญ. พ.ต.ท.ภานุ  พิทยาเวชวิวัฒน์ นวท.สบ. 2 กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 แพทย์เวร รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนครไทย และตำรวจชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง

ที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือดอยู่บนถนนข้างรถไถนาเดินตาม ที่หัวรถเสียหลักหันเข้าไปอยู่ริมถนน ทราบชื่อผู้เสียชีวิตต่อมาคือ นายอุทัย  แช่มทอง อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ 10 ต.ห้วยเฮี้ย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก สภาพศพสวมเสื้อยืดคอวีแขนสั้นสีเขียว ใส่กางเกงวอร์มสีน้ำเงินสวมรองเท้าบูธสีน้ำตาล มีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งที่ใบหน้า และตามร่างกายหลายแห่ง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ใกล้กับศพพบตะกรุดของผู้เสียชีวิตขาดตกอยู่ห่างตัวเล็กน้อย และพบท่อนไม้รองตัดต้นมันสำปะหลังยาวประมาณ 2 ฟุต เปื้อนคราบเลือดตกอยู่ใต้โคนต้นสักห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร คาดว่าน่าจะเป็นอาวุธของคนร้ายที่ใช้ก่อนเหตุ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดี

เบื้องต้นสอบสวนทราบว่า นายอุทัย  แช่มทอง ผู้เสียชีวิต ก่อนหน้าเกิดเหตุเมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตได้ตั้งวงนั่งดื่มสุรากับพรรคพวกอยู่ภายในไร่มันสำประหลัง หลังจากดื่มกินจนเสร็จได้แยกย้ายพากันกลับบ้านพัก โดยนายอุทัยได้ขับรถไถนามาตามทาง แต่มาถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักทำร้ายร่างกายทุบตีด้วยไม้จนเสียชีวิตคาที่แล้วหลบหนีไป ก่อนจะมีชาวบ้านมาพบศพเมื่อเช้านี้ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ขณะนี้ชุดสืบสวนได้ควบคุมตัวเพื่อนผู้ต้องสงสัย ที่นั่งร่วมวงดื่มสุราในคืนเกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติมว่ามีส่วนรู้เห็นในคดีนี้หรือไม่ หรือผู้เสียชีวิตจะเคยไปมีเรื่องบาดหมางกับคู่อริเก่า จึงมาดักทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต ส่วนสาเหตุที่แท้จริงกำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ เพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

 

 
 
         
 

โจรใจบาปบุกงัดตู้บริจาควัดดังเมืองสองแคว 4 ตู้ หลบหนีลอยนวล

คนร้ายบุกเข้าไปงัดตู้บริจาคขโมยเงินที่ตั้งกองบุญเทพราหูภายในวัดสะอัก หมู่ 6 ต.ดอนทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลกใช้ของแข็งงัดฝาตู้บริจาคด้านข้างขโมยเงินธนบัตรฉบับต่างๆ และเศษเงินเหรียญ จำนวนกว่า 10,000 บาท หลบหนีไปอย่างลอยนวลโดยไม่เกรงกลัวต่อบาป

 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 เม.ย. ร.ต.ท.สาลี  ดวงอุประ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งเหตุมีคนร้ายบุกเข้าไปงัดตู้บริจาคขโมยเงินที่ตั้งกองบุญเทพราหูภายในวัดสะอัก หมู่ 6 ต.ดอนทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง ที่เกิดเหตุบริเวณริมรั้วข้างวัดใกล้กับเมรุเผาศพ พบตู้อลูมิเนียมบริจาคเงินทำบุญสร้างห้องน้ำ ตู้บูชาเทพเจ้า ตู้บริจาคซื้อที่ดิน และตู้บริจาคแผ่นทองแก้ปีชง จำนวน 4 ตู้ โดยมีแม่กุญแจล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนา โดยคนร้ายได้อุ้มตู้บริจาคมาจากที่ตั้งกองบุญเทพราหู แล้วเอามาแอบซ่อนไว้ในพงหญ้า จากนั้นใช้ของแข็งงัดฝาตู้บริจาคด้านข้างขโมยเงินธนบัตรฉบับต่างๆ และเศษเงินเหรียญ จำนวนกว่า 10,000 บาท หลบหนีไปอย่างลอยนวลโดยไม่เกรงกลัวต่อบาป

                จากการสอบสวน เณรเก่ง อายุ 12 ปี ให้การด้วยสีหน้าตาตื่นตระหนกว่พระครูอาทร โชติวัต เจ้าอาวาสวัดสะอัก ได้นำตู้บริจาคต่างๆ มาตั้งไว้ที่กองบุญเทพราหูตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อให้ญาติโยมผู้ใจบุญและผู้ศรัทธาร่วมทำบุญกับทางวัด ซึ่งตนเองพร้อมกับเพื่อนเณรอีกจำนวนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเก็บรักษาตู้บริจาค โดยปกติเวลา 17.00 น. ของทุกวันจะช่วยกันยกตู้บริจาคไปเก็บรักษาไว้บนศาลาการเปรียญ แต่เมื่อวานที่ผ่านมาไม่ได้ยกตู้บริจาคไปเก็บไว้ที่เดิม จึงได้ยกเก็บซ่อนไว้ใต้โต๊ะบูชาวัตถุมงคลโดยมีผ้าปิดคลุมเอาไว้อย่างมิดชิด แต่คาดว่าคนร้ายที่ขโมยตู้บริจาคไปนั้นอาจจะเป็นผู้ที่ผ่านเข้ามาในวัดพอดี หรือเป็นผู้ที่รู้ความเคลื่อนไหวภายในวัดแล้วแอบมาเห็นเข้าพอดี จึงแอบย่องมาลงมือก่อเหตุช่วงกลางดึกเมื่อคืนนี้ ก่อนจะยกตู้บริจาคจำนวน 4 ตู้ ไปงัดอย่างใจเย็นแล้วเอาเงินบริจาคไปทั้งหมด แล้วเอาตู้บริจาคมาแอบซ่อนไว้ในพงหญ้าริมรั้วข้างวัด ซึ่งตนมาพบเข้าเมื่อเวลา 09.00 น. ของวันนี้ จึงได้แจ้งให้กับเจ้าอาวาสวัดรับทราบ ก่อนจะโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ

                เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ และสอบปากคำพระลูกวัดเพิ่มเติม ก่อนจะให้ชุดสืบสวนยกตู้บริจาคจำนวน 4 ตู้ นำส่งให้เจ้าหน้าที่วิทยาการ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 ภ.จว.พิษณุโลก เพื่อตรวจสอบหาลายนิ้วมือแฝงของคนร้ายเอาไว้ นอกจากนี้ตรวจสอบประวัติยังพบอีกว่า เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาวัดสะอักแห่งนี้ ก็เคยถูกคนร้ายซึ่งเป็นคนเร่ขายโรตีขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาใช้พระพุทธรูปบูชาทุบตู้บริจาคขโมยเงินไปแล้วครั้งหนึ่ง ได้เงินบริจาคไปกว่า 10,000 บาท แต่ทางวัดไม่ติดใจเอาเรื่องจึงไม่ได้แจ้งความเอาไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ เพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

 

 

 

ไฟฟ้าลัดวงจรเพลิงไหม้บ้านวอดเสียหายทั้งหลัง

เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ไหม้บ้านจนเสียหายทั้งหลัง เจ้าของบ้านกลับจากใส่บาตรทำบุญ มาเห็นรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาควบคุมเพลิง แต่ไม่สามารถควบคุมได้จนเสียหายทั้งหลัง

 

เมื่อเวลา 07.00 . วันนี้ ( 3 เม.ย.58) พ.ต.อ.ประเสริฐ  กองเกียรติเจริญ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงกำลังลุกไหม้บ้านเรือนประชาชนอย่างหนัก ที่บ้านเลขที่ 85/1 หมู่ที่ 1 ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมรถน้ำจาก อบต.บ้านกร่าง เทศบาลนครพิษณุโลก จำนวน 5 คัน เข้าระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง เพลิงกำลังลุกลามไหม้หมดทั้งหลังอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันฉีดน้ำสกัดเปลวเพลิง แต่เนื่องจากตัวบ้านที่สร้างด้วยไม้ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้บ้านหลังดังกล่าวถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถระงับเพลิงเอาไว้ได้ ส่วนมูลค่าความเสียหายประเมินไว้ประมาณ 500,000บาท

จากการสอบถาม นายผ่อน  แก้วมี อายุ 68 ปี ให้การว่า ก่อนที่จะเกิดเพลิงลุกไหม้บ้านนั้น ตนได้ไปใส่บาตรทำบุญและกลับมานั่งคุยกับเพื่อนบ้านอยู่ละแวกใกล้เคียง จากนั้นได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นที่บริเวณห้องครัวชั้นบน และมีกลุ่มควันไฟพวยพุงออกมาทางหน้าต่าง จึงตะโกนเรียกนายพิภพ  แก้วมี อายุ 29 ปี บุตรชาย ที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน โชคดีที่บุตรชายหนีออกมาจากบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่เพลิงได้เผาผลาญบ้านไหม้เสียหายทั้งหมด ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่บริเวณคัทเอาท์ในห้องครัว เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยช็อตมาแล้วครั้งหนึ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 6 ภ.จว.พิษณุโลก ให้เข้ามาเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อสรุปหาสาเหตุของเพลิงไหม้ที่แท้จริงในครั้งนี้ต่อไป.

 

 

   

สลด นศ.สถาปัตย์ หนีร้อนลงเล่นน้ำดับ

            สภาพอากาศที่ร้อนจัด นักศึกษาปี 1คณะสถาปัตย์ฯ ชวนเพื่อนลงเล่นน้ำในแม่น้ำน่าน ก่อนจมน้ำเสียชีวิต พ่อเห็นร่างลูกชายคนเดียวร่ำไห้จนเป็นลม

 

           เมื่อเวลา 15.00น.ของวันที่ 31มีนาคมที่ผ่านมา ร.ต.อ.วิชัย พรมรักษา ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีเหตุจมน้ำเสียชีวิต ใกล้เคียงวัดทองหลาง ต.มะขามสูง อ.เมืองพิษณุโลก จึงประสานนายแพทย์นรินทร์ สรวิสูตร นิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสมาคมกู้ภัยข่าวภาพ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ บริเวณแม่น้ำน่าน บ้านทองหลาง ม.1ต.มะขามสูง อ.เมือง จ.พิษณุโลก พบว่าชาวบ้านได้ช่วยกันนำร่างของผู้เสียชีวิต ขึ้นมาไว้ริมตลิ่งแล้ว ทราบชื่อคือนายพลากร บุญเลิศล้ำ อายุ 17ปี อยู่บ้านเลขที่ 91ม.2ต.มะขามสูง อ.เมือง จ.พิษณุโลก อยู่ในสภาพสวมกางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียว ไม่สวมเสื้อ

            จากการสอบถาม นายภูมิ ทับทองหลาง อายุ 16ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/2ม.2ต.มะขามสูง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เล่าว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้ชวนตน พร้อมเพื่อนรวม 4คน มาเล่นน้ำ โดยเพื่อนคนอื่นๆ นั่งอยู่บริเวณทางลงแม่น้ำน่านซึ่งค่อนข้างชันมาก สูงจากระดับน้ำประมาณ 6เมตรจากนั้นเมื่อผู้เสียชีวิตถอดเสื้อเสร็จ ได้วิ่งลงไปจากเนินที่ชั้นแล้วกระโดดลงไปในแม่น้ำน่าน ซึ่งระดับน้ำลึกประมาณเอว จากนั้นได้โผล่ขึ้นมา 1ครั้งในลักษณะเอามือจับที่หัว และเหมือนดำน้ำลงไปต่อและหายเงียบไป ตนเห็นว่าหายไปนานประมาณ 2-3นาที จึงตะโกนเรียกไม่มีท่าทีตอบรับจึงคิดว่าผู้เสียชีวิตต้องจมน้ำแน่ๆ จึงกระโดดลงไปช่วยกันนำร่างขึ้นมา แต่ก็พบว่าไม่หายใจแล้ว จึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบดังกล่าว

            ในเวลาต่อมา นายเฉลิม บุญเลิศ อายุ 46ปี พ่อของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาในที่เกิดเหตุ ในสภาพที่ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา พูดจาวกวน ไม่รู้เรื่อง ได้แต่ร้องว่า..พ่อเตือนแล้ว ว่าอย่ามาเล่นน้ำตรงนี้..ตลอดเวลา จากการสอบถามนางกาญจนา บุญเลิศล้ำ ป้าของผู้เสียชีวิตเล่าว่า ผู้เสียชีวิตเป็นลูกชายเพียงคนเดียว ของนายเฉลิมฯ เรียนอยู่ที่เทคนิคพิษณุโลก ปี 1คณะสถาปัตย์กรรม ช่วงนี้อยู่ในระหว่างปิดภาคเรียน ปกติผู้เสียชีวิตก็ว่ายน้ำเก่ง แต่จุดตรงที่มาเล่นน้ำกัน ถึงแม้ว่าระดับน้ำจะไม่ลึกมากแต่พื้นข้างล่างจะเป็นดินดานลูกรังแน่นมาก

     เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้กระโดดน้ำลงไป ซึงคาดว่าศรีษะอาจจะไปกระแทกกับพื้นดินดานอย่างจัง จึงทำให้เห็นสาเหตุของการเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตามได้นำร่างส่งนิติเวช เพื่อพิสูจน์หาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง ก่อนจะมอบศพให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

 

ไอ้หนุ่มหมัดหนัก หึงเมียรุ่นแม่ จนออกอาวุธฟาดหมัดชกจนเสียชีวิตคาที่นอน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ตามรวบตัวหนุ่มขาใหญ่ย่านหัวลำโพง กทม. หลังก่อเหตุกินเหล้ากับเพื่อนจนเมามาย แล้วหึงเมียรุ่นราวคราวแม่ ประเคนหมัดชกตามใบหน้าและลำตัวจนเสียชีวิตคาห้องพัก สาเหตุเกิดจากเรื่องหึงหวงกลัวมีหนุ่มอื่นมาจีบ โดยก่อเหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันนี้ ( 30 มี.ค.) ที่ ภ.จว.พิษณุโลก พล.ต.ต.พิสิฐ  ตันประเสริฐ ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.อ.สารนัย  คงเมือง รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.อ.ดำรงค์  หมื่นอาจยิ้ม ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก พ.ต.ท.ไชยวิญญ์  อินทรทรัพย์ รอง ผกก.สส.พิษณุโลก พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้นำตัวนายชิตณรงค์  พัดทอง อายุ 27ปี อยู่บ้านเลขที่ 11/5 หมู่ 4 ต.สวนพริกไทย อ.เมือง จ.ปทุมธานี หรือฉายา “แบงค์ หัวลำโพง” ผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ มาทำการแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา นายชิตณรงค์ ผู้ต้องหา ได้ก่อคดีใช้หมัดชกนางลำไย ฤทธิ์ทรัพย์ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ 3 ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ภรรยารุ่นราวคราวแม่ จนเสียชีวิต เนื่องจากความเมา ที่ห้องเช่าในหอพักสมศิริ ตั้งอยู่ในสถานีขนส่งผู้โดยสารพิษณุโลก แห่งที่ 1 จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า นายชิตณรงค์ เป็นผู้ลงมือก่อเหตุแล้ว หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ย่านหัวลำโพง จึงได้ไปติดตามจับกุมดังกล่าว

จากการสอบสวน นายชิตณรงค์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อเกิดเหตุตนเองพร้อมกับนางลำไย ผู้เสียชีวิต ได้ชักชวนกันมาเปิดเช่าห้องพักดังกล่าว และโทรศัพท์ชักชวนเพื่อนชายอีก 1 คน มาร่วมวงเหล้าด้วย หลังจากดื่มกินจนเมามายได้ที่ และเพื่อนของตนเองเผลอหลับไป หลังจากนั้นตนและนางลำไยได้มีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรง เนื่องจากตนหึงหวงกลัวเมียมีชายคนอื่นมาติดพัน จึงได้ลงมือก่อเหตุชกต่อยนางลำไย ภรรยารุ่นราวคราวแม่ ตามใบหน้าและตามร่างกายจำนวนหลายหมัด จนสลบแน่นิ่งไป ตอนแรกตนคิดว่าจะถึงแก่ชีวิต แต่พอพยายามปลุกเมียให้ตื่นกลับไม่มีการตอบสนอง และไม่มีลมหายใจแล้ว หลังจากนั้นเกิดความกลัวจึงได้หลบหนีไปอยู่ที่ย่านหัวลำโพง กทม. เนื่องจากตนเป็นขาใหญ่ และคุมคนเร่รอนมาก่อน สุดท้ายก็มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมได้ดังกล่าว

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายชิตณรงค์ ผู้ต้องหา ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ก่อนนำตัวมาส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

 

 

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL