พฤหัสบดี, ธันวาคม 18, 2014
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

เตือนภัย สาวใหญ่มหาภัยตระเวนป้ายยารูดทรัพย์เหยื่อตามร้านค้า

เตือนภัย สาวใหญ่ตระเวนป้ายยารูดทรัพย์เจ้าของร้านกาแฟกลางวันแสกๆ คาดว่ามีร้านค้าที่ตกเป็นเหยื่อไม่ต่ำกว่า 4 ราย ได้ทรัพย์สินไปจำนวนมาก

 

วันนี้ 15 ธ.ค. 57 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีแก๊งมิจฉาชีพป้ายยารูดทรัพย์ผู้เสียหาย ที่ร้านกาแฟมดดำ ตั้งอยู่เลขที่ 516/31 ถ.พิชัยสงคราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ น.ส.นพรัตน์  ฉิมสาหร่าย อายุ 42 ปี เจ้าของร้าน เล่าให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อเวลา 10.20 น. ของวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา ขณะเปิดร้านขายกาแฟตามปกติ มีหญิงสาวอายุประมาณ 40 ปี รูปร่างอ้วน ทำทีเข้ามาซื้อกาแฟจำนวน 20 แก้ว และขอทำให้เสร็จภายใน 10 นาที เนื่องจากต้องการซื้อนำไปให้ลูกน้อง ที่เปิดบูทขายชุดชั้นในอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งคนร้ายได้ทำทีหยิบใบทองออกมาขายให้กับตน และพูดจาหว่านล้อมให้นั่งฟังเพื่อที่จะซื้อใบทอง โดยที่มือข้างขวาถือปากกาแกว่งไปมา และมาจับที่มือและแขนของตนจนรู้สึกมึนงง ก่อนที่คนร้ายจะบอกให้ตนหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์ โดยตนได้ควักเงินออกมาให้เป็นธนบัตรใบละ 1,000 บาท จำนวน 3 ใบ และธนบัตรใบละ 100 บาท จำนวน 10 ใบ รวมเป็นเงิน 4,000 บาท หลังจากนั้นคนร้ายก็ลุกเดินออกไปจากร้านโดยที่ไม่ได้รอกาแฟที่สั่งไว้แต่อย่างใด เมื่อตั้งสติได้จึงมารู้ตัวว่าถูกคนร้ายรูดทรัพย์ไปแล้ว ประกอบกับมาตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็ทราบว่า ตนได้หยิบเงินให้คนร้ายไปโดยไม่รู้สึกตัว หลังเกิดเหตุจึงได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อให้ติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุทันที

ด้าน น.ส.นพรัตน์  ฉิมสาหร่าย เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากเกิดเหตุเกือบ 2 ชม. ตนเองและพนักงานในร้านกาแฟมีอาการวิงเวียนศีรษะและอาเจียน เหมือนถูกมอมยา จึงเชื่อว่าถูกป้ายยาอย่างแน่นอน จากนั้นตนก็ได้นำภาพกล้องวงจรปิดภายในร้าน ที่จับภาพที่คาดว่าจะเป็นคนร้ายดังกล่าว ไปลงในกลุ่มเฟซบุ๊กให้ประชาชนได้ระมัดระวังตัว เกรงว่าสาวมหาภัยคนดังกล่าวจะไปหลอกรูดทรัพย์กับผู้อื่นอีก แต่ปรากฏว่ามีร้านค้าที่ตกเป็นเหยื่อที่ถูกสาวคนเดียวกันหลอกมาขายเบอร์ทองเช่นกัน และถูกรูดทรัพย์สินไปโดยไม่รู้ตัวไปไม่ต่ำกว่า 4 ราย แต่ละรายนั้นสูญเงินไปกว่า 3-4 พันบาท จึงอยากขอเตือนประชาชนและร้านค้าทั่วไปอย่าได้หลงเชื่อบุคคลที่มาซื้อขายของโดยไม่รู้จักกันมาก่อน ที่อาศัยจังหวะตอนเจ้าของร้านอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ซึ่งอาจจะทำให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งป้ายยารูดทรัพย์ดังกล่าวได้.

 

 

 

หนุ่มใหญ่เพื่อนซี้ออกหาปลาเรือล่มดับอนาถ 2 ศพ

หนุ่มใหญ่เพื่อนซี้ต่างวัยล่องเรือหาปลาในเขื่อนทดน้ำพญาแมน ก่อนจะพายเรือผ่านประตูระบายน้ำท้องเรือเกิดไปกระแทรกกับลานปูนด้านล่างจนเรือพลิกคว่ำ และร่วงตกลงไปในน้ำจนจมน้ำเสียชีวิต 2 ศพ

 

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. ร.ต.อ.เกษมสิทธิ์  แสงเถื่อนพงศ์ พนักงานสอบสวน สภ.วัดโบสถ์ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ได้รับแจ้งมีคนจมน้ำเสียชีวิตท้ายเขื่อนทดน้ำพญาแมน หมู่ 3 ต.ท้อแท้ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรายงาน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์  พูลเผ่าดำรงค์ ผกก.สภ.วัดโบสถ์ ผู้บังคับบัญชารับทราบ แล้วจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยชุดนักประดาน้ำหน่วยกู้ภัยบูรพาร่วมทำการค้นหา ที่เกิดเหตุเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ที่กั้นแม่น้ำแควน้อย บริเวณประตูเปิด-ปิดระบายน้ำจำนวน 5 ช่อง พบเรือหางยาวสีฟ้าลอยอยู่บริเวณใต้ประตูบานที่3 สภาพกาบเรือด้านข้างแตกเสียหาย เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำใช้เวลาลงงมค้นหาศพผู้เสียชีวิตประมาณ 30 นาที จึงช่วยกันนำร่างขึ้นมาไว้ด้านบนฝั่ง ทราบชื่อคือ นายนุกูล  ทองพลับ อายุ 57ปี บ้านเลขที่ 21/1 ม.5 ต.ท้อแท้ อ.วัดโบสถ์ และนายลำพูน  อิ่มกระจ่าง อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 113 ม.5 ต.ท้อแท้ อ.วัดโบสถ์ สภาพศพทั้งคู่เนื้อตัวเริ่มแข็งทื่อ และซีดขาว ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง

จากการสอบสวน นายอนันต์  แจ้งที่สุด อายุ 48 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า นายนุกูล  และนายลำพูน ผู้เสียชีวิตทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน ซึ่งทั้งสองได้เดินทางมาพักแรมหาปลาบริเวณเขื่อนแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ โดยก่อนเกิดเหตุตนและลูกชายของนายนุกูลได้นำเหยื่อสำหรับตกปลามาให้ ขณะนั้นเห็นว่านายนุกูลและนายลำพูนกำลังล่องเรือหาปลาอยู่บริเวณเหนือประตูระบายน้ำ จากนั้นไม่นานตนก็ไม่เห็นเรือลำดังกล่าว จึงขับรถจักรยานยนต์มาดูบริเวณประตูระบายน้ำ ก็พบเรือลำดังกล่าวลอยคว่ำได้รับความเสียหายอยู่ และเห็นนายนุกูลกำลังตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด ส่วนตนและลูกชายของนายนุกูลจึงรีบกระโดดน้ำลงไปช่วยแต่ก็ไม่ทันการณ์ นายนุกูลได้จมน้ำหายไปต่อหน้า ส่วนนายลำพูนคาดว่าจมหายไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงรีบขึ้นมาบนฝั่งและโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็จมน้ำเสียชีวิตแล้วดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ขณะที่ผู้เสียชีวิตทั้งคู่กำลังล่องเรือหาปลาจากหน้าเขื่อนและกำลังจะข้ามผ่านช่องประตูระบายน้ำเพื่อไปท้ายเขื่อน ท้องเรือได้ไปกระแทกกับลานปูนที่อยู่ใต้ช่องประตูระบายน้ำ จนเป็นเหตุให้เรือพลิกคว่ำจนทั้งคู่ร่วงตกลงไปในน้ำและจมน้ำเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งจะทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดของอุบัติเหตุในครั้งนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกับจะส่งศพไปชันสูตรพลิกศพที่นิติเวชโรงพยาบาลวัดโบสถ์ ก่อนจะมอบศพให้ญาติรับกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป.

 

 

 

รวบ3ผู้ต้องหายิงปืนใส่อริแม่เข้าขวางรับเคราะห์แทน

ตำรวจ สภ.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ตามรวบ 3 คนร้ายก่อเหตุตามยิงคู่อริถึงบ้าน  ที่ต.บ้านกลางเมื่อคืนวันที่ 5 ธคที่ผ่านมา 

 

 

เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่ 6 ธ.ค.2557  พ.ต.ท.สุพจน์ ท่วงที หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ได้นำตัวนายชัยณรงค์ พุดแพง อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67/1 หมู่ 4 ต.คันโช้ง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก นายทศพล น้ำใจเย็น อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 205 หมู่ 4 ต.คันโช้ง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และนายเดียร์ นามสมมุติ อายุ 17 ปี ( คนนั่งกลาง ) ผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พร้อมของเป็นอาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนได้ร่วมกันก่อนเหตุยิงนางเปลี่ยน ผุยศรี อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139/3 หมู่ 25 ต.บ้านกลาง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก จนเสียชีวิตเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา

 

นายทศพล น้ำใจเย็น 1 ใน 3 ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุตนเอง มีเรื่องกับนายเต้ย บุตรชายของนางเปลี่ยน ผู้เสียชีวิต เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หลังจากนั้นได้ผูกใจเจ็บ จนกระทั่งเมื่อค่ำคืนวันที่ 5 ธันวาคมทที่ผ่านมา ตนเองและเพื่อนอีก 10 คนได้ไปดื่มเหล้ายาดอง ที่บ้านกลาง ต.บ้านกลาง อ.วังทอง จนเมาจากนั้นจึงได้ชวนกันขับรถไปหน้าบ้านของนายเต้ย พร้อมกับนำเอาอาวุธปืน ของตนเองไปด้วย และเมื่อถึงหน้าบ้าน ก็พบว่านายเต้ย กำลังกินข้าวอยู่กับครอบครัวหน้าบ้าน อยู่ ขณะนั้นตนเองไม่กล้าจะลงมือยิงเอง นายเดียร์ (นามสมมุติ) จึงได้ขอปืนจากตนเองไป แล้วบอกว่า จะเป็นผู้ยิงเอง ตนก็ให้ไป

 

โดยนายเดียร์ ได้ใช้อาวุธดังกล่าวยิงเข้าไปในครอบครัวนายเต้ย 1 นัด แต่ไม่ดัง จากนั้นนางเปลี่ยน ผู้เป็นแม่ของนายเต้ย รีบวิ่งออกมาดู พร้อมกับบอกว่า อย่า และกระโดดบังตัวนายเต้ย ไว้  แต่นายเดียร์ กลับยิงสวนเข้าไปอีก 1 นัด ลูกกระสุนได้กระจายเข้าไปตามตัวของนางเปลี่ยน จนเสียชีวิต  จากนั้นตนเองและเพื่อนๆ ได้รีบขับรถหนี แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปจับกุมตัวได้ในที่สุด

 

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมด ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ,ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย,พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

 

 

 

   

พ่อค้าไก่ทอดพิษณุโลกเจ๋ง

ช่วยนายกบ้านคลองขับรถตกน้ำ รอดตายหวุดหวิด

 

นายกเทศมนตรีบ้านคลองขับรถพุ่งลงคลอง โชคดีพ่อค้าไก่ทอดเห็นเหตุการณ์ เรียกเพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วยใช้ค้อนปอนด์ทุบกระจก นำตัวขึ้นมาจากน้ำ รอดตายหวุดหวิด

       
เที่ยงวันที่ 1 ธ.ค.57  ศูนย์วิทยุ 191 พิษณุโลก รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีรถกระบะเสียหลักพุ่งลงบึงริมถนนราชภัฏพิบูลสงคราม ประตู 2 ม.5 ต.บ้านคลอง อ.เมือง จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถานจังหวัดพิษณุโลกไปตรวจสอบ

  

       
ที่เกิดเหตุพบรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ สีเขียว ทะเบียน บต 1839 พิษณุโลก หน้ารถจมอยู่ในน้ำ ท้ายกระบะโผล่พ้นน้ำมาเล็กน้อย ชาวบ้านกำลังช่วยกันใช้ค้อนปอนด์ทุบกระจกประตูด้านคนขับช่วยคนในรถ ทราบชื่อต่อมาคือ นายประดิษฐ์ มอพิมพ์ อายุ 64 ปี นายกเทศมนตรีตำบลบ้านคลอง ได้รับบาดเจ็บสำลักน้ำจนหมดสติ ก่อนช่วยกันปฐมพยาบาลจนฟื้นคืนสติ แล้วจึงนำส่งยังโรงพยาบาลพิษณุเวช
       
ต่อมาเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลบ้านคลองได้นำรถแบ็กโฮมาดึงรถกระบะขึ้นจากน้ำ แล้วนำไปเก็บรักษาไว้ยังสำนักงานเทศบาลตำบลบ้านคลอง
       
นายเอกชัย ทับผล อายุ 33 ปี พ่อค้าไก่ทอด ที่เห็นเหตุการณ์และเป็นผู้ลงไปช่วยนายประดิษฐ์ กล่าวว่า เห็นเขาขับรถมาตามปกติ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ จู่ๆ ก็ขับรถพุ่งลงไปในบึง จึงรีบตะโกนเรียกเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงนำค้อนปอนด์มาทุบกระจกข้างประตูคนขับ เพื่อช่วยเหลือนายประดิษฐ์ที่ช่วงนั้นหมดสติออกจากรถมาได้ ยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุไม่มีใครเดินตัดหน้ารถ แต่เป็นเพราะสาเหตุใดก็ไม่ทราบเช่นกัน

 

บุกทลายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดความอ้วนชื่อดัง

ทหาร ทภดีเอสไอ สธ.พิษณุโลก และตำรวจ บุกทลายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดความอ้วนชื่อดัง “โอ้โห” พบมีสารไซบูทรามีนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มูลค่าสินค้ากว่า 50 ล้านบาท

 

 

ทหารกองพลทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข จ.พิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ร่วมกับเข้าตรวจค้นสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดความอ้วนชื่อดัง “โอ้โห” หลังพบสินค้ามีลักษณะไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายรายการ พร้อมฝากเตือนผู้บริโภคควรระมัดระวังหรือหยุดรับประทาน เนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีสาร “ไซบูทรามีน” เป็นสารที่อันตรายต่อสุขภาพ หากรับประทานเป็นเวลานานจะสะสมจนถึงแก่ชีวิตได้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 พ.ย. ที่ห้องประชุมกองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองทัพภาคที่ 3 อ.เมือง จ.พิษณุโลก นำโดย พล.ต.นพพร  เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 พ.ต.ต.วรณัน  ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายแพทย์บุญเติม  ตันสุรัตน์ สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก นางณิชชรีย์  ชินบุตร สรรพากรพื้นที่พิษณุโลก ได้ประชุมหารือร่วมกัน ก่อนเข้าตรวจค้น บริษัท โอ้โห สลิมพลัส จำกัด อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่919/54 หมู่ 7 ต.อรัญญิก อ.เมือง จ.พิษณุโลก และบ้านทาวน์เฮ้าล์เลขที่ 919 ปากซอยประยูรวงศ์ 3 ใกล้เคียงกับบริษัท รวมทั้งโกดังที่อยู่ในซอยบริเวณด้านหลังบริษัท 1 แห่ง และด้านหลังบ้านทาวน์เฮ้าล์อีก 1แห่ง ซึ่งใช้เป็นสถานที่เก็บผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดความอ้วนของบริษัท หลังมีผู้บริโภคร้องเรียนว่าสินค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงนำกำลังทหารชุดปฎิบัติการ พล.ร.4 จำนวน 50 นาย เข้าตรวจสอบและตรวจยึดสินค้าทั้งหมด โดยทำการขนย้ายและยึดสินค้าใส่รถบรรทุกทหารจำนวน 3 คันรถ

ด้าน พล.ต.นพพร  เรือนจันทร์ ผบ.พล.4 เปิดเผยว่า หลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สั่งการให้ยึดสินค้าผลิตภัณฑ์อาหาร “โอ้โห บายปูนิ่ม” และยุติเฟซบุ๊กขายสินค้าออนไลน์ พร้อมแจ้งหน่วยงานสาธารณสุขเร่งประชาสัมพันธ์ ยุติการบริโภคอาหารเป็นการด่วน พร้อมสั่งให้ทหารตรวจสอบเฟซบุ๊กของตัวแทนจำหน่ายสินค้า และลูกจ้างพนักงานบริษัท ก่อนให้สรรพากรตรวจสอบเส้นทางการเงินของตัวแทนการขายจำนวน 3-4 พันคนทั่วประเทศ

ทั้งนี้สาธารณสุขจังหวัดได้นำสินค้าผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนไปตรวจสอบหาสารต้องห้าม พบว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “โอ้โห” มีสารต้องห้าม คือ “ไซบูทรามีน” ซึ่งได้สั่งห้ามใช้กันแล้วทั่วโลกตั้งแต่ปี 2553 แต่กลับพบว่ามีการนำเข้าจากต่างประเทศ จนมาโผล่ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดความอ้วนยี่ห้อดังกล่าว ซึ่งสารไซบูทรามีนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คือ ทำให้ความดันโลหิตสูง ใจสั่น คอแห้ง

ต่อมา เมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองพลทหารราชที่ 4 นายวิทูรัช  ศรีนาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พล.ต.นพพร  เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 พ.ต.ต.วรณัน  ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายแพทย์บุญเติม  ตันสุรัตน์ สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก นางณิชชรีย์  ชินบุตร สรรพากรพื้นที่พิษณุโลก และ พ.ต.อ.สามารถ  จูเทศ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ส.ภ.เมืองพิษณุโลก ได้ร่วมแถลงข่าวผลการบุกยึดสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดความอ้วน ของบริษัท โอ้โห สลิมพลัส จำกัด โดยยึดผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายจำนวนมาก รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท มาแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน  ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  กล่าวว่า ดีเอสไอได้รับแจ้งจากผู้บริโภคว่า มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้มีการส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์วันละกว่า 3,000 กล่อง ทางดีเอสไอจึงเริ่มทำการตรวจสอบ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่จนมาสู่การดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดและยึดผลิตภัณฑ์จำนวนมากในวันนี้ ส่วนด้านการดำเนินคดีได้ให้ทาง สภ.เมืองพิษณุโลกเจ้าของพื้นที่ดำเนินการ ส่วนดีเอสไอจะดูในภาพรวมใหญ่ของคดีทั่วประเทศ

ด้าน พ.ต.อ.สามารถ  จูเทศ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ส.ภ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า คดีนี้มีผู้ต้องหาหลายคน โดยสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลกเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี โดยพนังงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาจำนวน 2 คน คือ น.ส.ศิรินทรา  เส็งสิน และนายวรกร  ยิ้มอยู่ อยู่บ้านเลขที่ 919/54 หมู่ 7 ต.อรัญญิก อ.เมือง จ.พิษณุโลก เจ้าของและผู้บริหาร บริษัท โอ้โห สลิมพลัส จำกัด ทั้งหมด 5 ข้อหา คือ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ฐานจำหน่ายอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับ ตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 100,000บาท ฐานจำหน่ายอาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ฐานจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฐานโฆษณาคุณประโยชน์และคุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ฐานขายเครื่องสำอางแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นคดีอาญา ส่วนจะจำหรือปรับขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลจังหวัดพิษณุโลก ส่วนคดีฉ้อโกงหรือหลอกลวงนั้น ยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ หากมีเจ้าทุกข์ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการกฎหมายอีกครั้ง

ขณะที่ นางณิชชรีย์  ชินบุตร สรรพากรพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ทางสรรพากรได้รับการจดทะเบียนภาษีของบริษัท โอ้โห สลิมพลัส จำกัด  เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 โดยมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบในเบื้องต้นคาดว่า มูลค่าสินค้าที่จัดจำหน่ายอยู่ปัจจุบันน่าจะมีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านบาท เพราะได้วิเคราะห์จากยอดสินค้าที่ตรวจยึดในวันนี้ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท หากการแจ้งการเสียภาษีไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ทางสรรพากรจะดำเนินการเก็บภาษีย้อนหลังต่อไป

ด้าน นายแพทย์บุญเติม  ตันสุรัตน์ สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ระบุว่า สำนักงานสาธารณสุข จ.พิษณุโลก ประกาศหลังจากตรวจสอบแล้ว พบว่า ผลิตภัณฑ์มีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด คือ 1.ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโอ้โฮ บายปูนิ่ม มายสลิมมี่ รสมิกซ์ ฟรุ้ต ที่ฉลาก อย.24-1-20555-0045 พบว่า ฉลากที่แสดงข้อมูลสถานที่ผลิตไม่ตรงกับที่ขออนุญาตไว้ จึงเป็นอาหารที่มีฉลากเพื่อลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องสถานที่ผลิตถือว่าเป็นอาหารปลอม 2.ยู-สลิม บูเบอร์รี่ 500 mg U-Slim U Berry Per Seving ที่ฉลากระบุ อย.24-1-20555-1-0098ตรวจสอบฉลากพบว่า ไม่มีข้อความแสดงรายสะเอียดและที่ตั้งของผู้ผลิตและผู้นำเข้า จัดเป็นอาหารที่แสดงฉลกาไม่ถูกต้อง 3.OHO- U-Slim Berry Plus อย.24-1-20555-1-0098 พบว่าเลข อย.ดังกล่าวเป็นของผลิตภัณฑ์อื่น จึงเป็นอาหารที่มีฉลากเพื่อลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดว่าได้รับอนุญาตและมีเลข อย.แล้วถือว่าเป็นอาหารปลอด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สาธารสุขจังหวัดพิษณุโลก ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั้ง 3 รายการข้างต้น ส่งตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 2 พิษณุโลก ผลการตรวจวิเคราะห์พบสาร “ไซบูทรามีน” ซึ่งเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเจือปนอยู่ จึงจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ โดยสารดังกล่าวส่งผลอาจส่งผลให้เกิดโรคความดันสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูก อีกทั้งสารดังกล่าวส่งผลเสียต่อร่างกายของผู้ป่วยเป็นโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันสูง โรคดหลอดเลือดสมองตีบ โรคไต โรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร 4.แผ่นพับโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไม่พบเลขที่ ในอนุญาตอาหาร จึงเป็นการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารทางแผ่นพับเพื่อประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต 5.เครื่องสำอางค์ Gluta Body Lotion Berry BtOHO ที่ฉลากไม่ระบุชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ครั้งที่ผลิต และเลขที่ใบรับแจ้ง จัดเป็นเครื่องสำอางที่มีการแสดงฉลกาไม่ถูกต้อง6.เครื่องสำอาง Gluta Scrub Berry By OHO ที่ฉลากไม่ระบุชื่อที่ตั้งของผู้ผลิต ,ครั้งที่ผลิต และเลขที่ใบรับแจ้ง จัดเป็นเครื่องสำอางที่มีการแสดงฉลากถูกต้อง

จึงขอฝากเตือนประชาชนผู้บริโภคให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เนื่องจากสารไซบูทรามีนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจส่งผลให้ผู้บริโภคเป็นโรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ปวดศรีษะ นอนไม่หลับและท้องผูก เป็นต้น อีกทั้งสารดังกล่าวส่งผลเสียกับร่างกายของผู้ที่ป่วยเป็นโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคตับ โรคไต โรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรอีกด้วย

สำหรับ น.ส.ศิรินทรา  เส็งสิน หรือ “ปูนิ่ม” อายุ 27 ปี เป็นเจ้าแม่ขายสินค้าออนไลน์ชื่อดัง จากการขายยาลดความอ้วนทางออนไลน์ได้เงินมากถึง 500 ล้านบาท โดยใช้เวลาแค่ 3ปี โดยลงสินค้าจำหน่ายทางสื่อโลกโซเชียลมีเดีย และมีเครือข่ายตัวแทนและลูกค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัททั่วประเทศมากกว่า 4,000 รายทั่วประเทศไทย

 

 

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL