เสาร์, สิงหาคม 30, 2014
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

สนธิกำลังบุกค้นเรือนจำกลางพิษณุโลก พบไอโฟน อาวุธเพียบ

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นำทีมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ปปส. ตชด.31 เจ้าหน้าที่กรมราทัณฑ์ กว่า 400 นาย ตรวจค้นเรือนจำกลางพิษณุโลก พบโทรศัพท์มือถือ 58 เครื่อง มีทั้งยี่ห้อไอโฟน  และ โน้ตและพบยาเสพติด อาวุดมีดประดิษฐ์กว่า500 ชิ้น

 

เมื่อเวลา 00.30 น.ของวันนี้( 3 ส.ค.) ที่เรือนจำกลางจังหวัดพิษณุโลก นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นางพรพิตร นรภูมิพิภัชน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.อ.นพพร เรือนจันทร์ รองผู้บัญชาการกองทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 พลตรีชฏิล พรหมไพบูลย์  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 31 เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ และฝ่ายพลเรือน สนธิกำลังจำนวนกว่า 400 นาย เข้าตรวจค้นเรือนจำกลางพิษณุโลก ตามนโยบายของ คสช. พร้อมเพื่อหาสิ่งผิดกฎหมายในเรือนจำ ทั้ง 5 แดน มีนักโทษในเรือนจำกลางจำนวน  2,840 คน  โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการ ตรวจค้นละเอียดถี่ถ้วน มีการรื้อพื้นไม้ปาเก้ และตรวจสอบห้องน้ำแต่ละห้อง ปรากฎว่าพบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ จำนวน 58 เครื่อง ที่สำคัญ มี ไอโฟน 5 จำนวน 5 เครื่อง ซัมซุง โน้ต 3 จำนวน 2 เครื่อง ถือว่ามีราคาที่แพงมาก นอกจากนี้ ยังพบยาไอซ์ และอุปกรณ์เสพ จำนวนหนึ่ง บุหรี่ สมุดบัญชีธนาคาร สมุดรายชื่อการยืมเงิน บัตรเอทีเอ็ม อุปกรณ์การเล่นพนันไพ่ และลูกเต๋าและที่สำคัญยังพบอาวุดมีด ที่ดัดแปลงจากอุปกรณ์ต่างๆ จำนวนกว่า 500 ชิ้น

 

โดยหลังจากการตรวจค้น นายระพี ผ่องบุพกิจ พร้อมหน่วยงานทีเกี่ยวข้องได้นำของกลาง มาแถลงข่าว พร้อมกับกล่าวชมเชยการทำงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากปัญหายาเสพติด ที่กำลังระบาดในขณะนี้ เมื่อสืบทราบและทำการขยายผลส่วนใหญ่จะมีต้นตอมาจากเรือนจำ ซึ่งหลักจาก ทาง คสช.เน้นย้ำและจัดระเบียบความเรียบร้อยนั้น ทำให้การตรวจค้นเรือนจำทำได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากพบสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะทำการตรวจสอบที่มาที่ไปพร้อมกับขยายผลการลักลอบนำเข้ามาในเรือนจำอีกครั้ง ขณะที่ยาเสพติดทางเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเส้นทางการส่งยาเสพติดมาในเรือนจำได้อย่างไร ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการตรวจปัสสาวะของเจ้าหน้าที่เรือนจำด้วย เบื้องต้นยังไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่อย่างใด

 

ด้านนางพรพิตร นรภูมิพิภัชน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า หลังจากตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก นั้น ส่วนใหญ่นักโทษจะนำเข้ามาในเรือนจำทางทวารหนัก โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบได้ยาก อนาคตทางกรมราชทัณฑ์ จะต้องกำชับ ให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดผู้ต้องขังให้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลานำตัวไปขึ้นศาลพิจารณาคดี อีกทั้งต้องหามาตรการเข้มงวดการป้องการโยนสิ่งของเข้ามาในเรือนจำอีกด้วย  ถึงแม้ว่าทางเรือนจำกลางพิษณุโลก จะมีระบบตัดสัญญาณโทรศัพท์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีนักโทษยังสามารถใช้โทรศัพท์ได้อีก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง

 

 

 

จับหนุ่มทหารเกณฑ์หนีทหารจี้ชิงทองกลางเมืองพิษณุโลก

 

รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 แถลงผลการจับกุมทหารเกณฑ์สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก หนีทหารมาเป็นเวลา1 เดือนแล้ว ก่อเหตุจี้ชิงทองคำน้ำหนัก 3 บาท ร้านทองห่างจาก สภ.เมืองพิษณุโลก 100 เมตร สารภาพเพิ่งอยู่กินกับแฟนสาวได้ไม่นาน แต่เนื่องจากไม่มีอาชีพอะไรทำกลัวแฟนสาวจะบอกเลิกจึงลงมือก่อเหตุแต่ก็ไม่พ้นถูกจับดำเนินคดี

 

 

เมื่อเวลา 18.00  น. วันที่ 30 กรกฎาคม  ที่ห้องประชุม สภ.เมืองพิษณุโลก พล.ต.ต.ศิรินทร์ ผดุงชีวิตร์ รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.ชฎิล พรหมไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.อ.บุญญฤทธิ์ โลห์สุวรรณ ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก พ.ต.อ.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.ท.ชาญวุธ ไชยรุ่งเรือง สว.สส.สภ.เมืองพิษณุโลก ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดีชิงทรัพย์ ที่ห้างทองพัฒนาภรณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 12/39 ถ.มหาธรรมราชา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้ผู้ต้องหา 1 ราย คือ นายวุฒิพงษ์ หรือจอน ตาจี๋ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 117/7 หมู่ 9 ต.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง พร้อมของกลางสร้อยคอทองคำ จำนวน 2 เส้น รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ไอ สีน้ำเงิน-ขาย ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน กางเกงวอร์มขายาวสีดำ 1 ตัว รองเท้าผ้าใบ 1 คู่ ที่ใช้สวมใส่ในวันเกิดเหตุ ปืนปลอม 1 กระบอก และใบรับจำนำห้างทองแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาตัว นายวุฒิพงษ์ หรือจอน ตาจี๋ ผู้ต้องหา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่ห้างทองพัฒนาภรณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 12/39 ถ.มหาธรรมราชา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก

 

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม  ที่ผ่านมา ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าห้างทองพัฒนาภรณ์ และเดินเข้าไปทำทีขอซื้อสร้อยคอทองคำจาก น.ส.ไพลิน สุวราพัฒนาภรณ์ อายุ 26 ปี เจ้าของร้าน และทำทีขอดูสร้อยคอทองคำ บอกว่าจะซื้อไปหมั้นแฟนสาว ซึ่งขอดูสร้อยคอจำนวนหลายเส้น ก่อนจะกระชากสร้อย 3 เส้น น้ำหนัก 3 บาท ไปจากมือเจ้าของร้าน พร้อมเปิดเสื้อคลุมโชว์ปืนพกที่เหน็บอยู่ที่เอวแล้วพูดขึ้นว่า “มาปล้นเด้อ” เพื่อข่มขู่เจ้าของร้าน ก่อนจะวิ่งไปเปิดประตู แต่ไม่สามารถเปิดได้เนื่องจากเป็นประตูอัตโนมัติ จึงใช้มือกระแทกจนกระจกบานประตูแตก ก่อนวิ่งไปสตาร์ทรถขี่หลบหนีไป โดยทางร้านไม่มีกล้องวงจรปิด เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปรับปรุง

 

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เกิดเหตุ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามถนนเส้นต่างๆ ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุเพื่อแกะรอยคนร้ายรายนี้ จนสามารถติดตามไปจับกุมตัวได้ที่บ้านพักเลขที่ 29/44 ถ.พระร่วง ซอย 1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ขณะที่กำลังนั่งดื่มกินเบียร์อย่างสบายใจ เมื่อคนร้ายเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับหน้าถอดสี และยอมมอบตัวแต่โดยดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนเพิ่มเติมทราบว่า นายวุฒิพงษ์ หรือจอน ตาจี๋ ผู้ต้องหา เป็นทหารเกณฑ์สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ได้หนีทหารมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว และเพิ่งมาอยู่กินกับแฟนสาวที่คบกันได้ไม่นาน แต่เนื่องจากไม่มีอาชีพอะไรทำ และกลัวแฟนสาวจะบอกเลิก จึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุดังกล่าว ส่วนสร้อยคอทองคำที่ได้มานั้น ผู้ต้องหาบอกกับแฟนสาวว่าเอามาจากบ้านเพื่อให้สบายใจ ก่อนจะให้แฟนเอาไปจำนำที่ร้านทองแห่งหนึ่ง เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายต่างๆ จนมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

อุกอาจชิงทองกลางเมืองใกล้โรงพักแค่ 100 เมตร

คนร้ายชาย 1 คน ก่อเหตุชิงสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท จากมือเจ้าของร้าน ทำทีดูทองไปแต่งงาน ซื้อฉวยโอกาสฉกทองหนี โชว์ปืนพกติดเอวขู่ พังกระจกร้านขี่จยย.ฟีโน่หลบหนี ไร้กล้องวงจรปิด ร้านอยู่ห่างโรงพักแค่ 100 เมตร ห้างทองพัฒนาภรณ์ ถ.มหาธรรมราชา อ.เมือง จ.พิษณุโลก

 

 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 29 กรกฏาคม 2557 ร้อยตำรวจเอกวิชัย พรหมรักษา ร้อยเวรสภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุชิงสร้อยคำทองคำ 3 เส้น รวมน้ำหนัก 3 บาท จากห้างทองพัฒนาภรณ์ ถ.มหาธรรมราชา ( ข้างศาลปู่ดำ ) อ.เมือง จ.พิษณุโลก จนท.ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า บริเวณกระจกประตูหน้าร้านทอง อยู่ในสภาพแตกกระจาย จากการทุบของคนร้าย เจ้าของร้านคือน.ส.ไพลิน สุวราพัฒนาภรณ์ อายุ 26 ปี บ้านเลขที่ 12/39 ถ.มหาธรรมราชา อ.เมืองพิษณุโลก รอให้การเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับบิดานาย สุรชาติ สุวราพัฒนาภรณ์ อายุ 59 ปี

นางสาวไพลิน ให้การว่า ช่วงเวลาประมาณ 13.10 น. ขณะที่เปิดร้านอยู่กับบิดาของตน มีผู้ชาย 1 คน ขี่รถจักรยานยนต์ฟีโน่ สีฟ้า-ขาว มาจอดหน้าร้าน ชายคนดังกล่าว ได้มาทำทีขอดูสร้อยคอทองคำ โดยบอกว่าจะไปขอสาวแต่งงาน คนร้ายได้ขอดูสร้อยคอทองคำหลายเส้นอยู่นานประมาณ 20 นาที ช่วงจังหวะหนึ่ง คนร้ายได้ดูสร้อยคอทองคำจำนวน 3 เส้น น้ำหนักเส้นละ 1 บาท แล้วกระชากไปจากมือตนทันที โดยกับตนว่า อย่าขัดขืนนะมีปืนอยู่ พร้อมเปิดปืนสั้นที่พกอยู่ที่เอวให้ตนดู จากนั้น คนร้าย ได้วิ่งไปเปิดประตู แต่ประดูดังกล่าวเป็นประตูกระจกอัตโนมัติ ไม่สามารถเปิดได้ คนร้ายจึงได้ใช้มือกระแทก จนกระจกของประตูแตก และรีบสตาร์ทรถจักรยานยนต์หลับไปทางถ.บรมไตโลกนารถ ทางหน้านโรงแรมไพลิน คนร้ายที่ก่อเหตุชิงสร้อยทองคำครั้งนี้ เป็นชายสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ตัดผมเกรียน สวมเสื้อวอร์มและกางเกงวอร์มสีน้ำเงิน ไม่ปิดบังใบหน้า บริเวณใต้ดวงตา และท้ายทอยมีรอยสัก หลังเจ้าหน้าที่สายตรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้แจ้งวิทยุให้สายตรวจ จุดตรวจชุมชนสกัดจับ

 ทั้งนี้ ห้างทองพัฒนาภรณ์ ไม่มีกล้องวงจรปิด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจสอบกล้องวงปิดจากร้านเจ๊รวย ร้านขายอาหารทะเลที่อยู่ติดกัน พบภาพลักษณะคล้ายคนร้าย ใส่หมวกแก๊ป ขณะขณะขี่รถจักรยานยนต์มาจากถนนเอกาทศรถ มุ่งหน้าเข้ามาที่ถ.มหาธรรมราชา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุสกัดแต่ยังไร้วี่แวว หลังเกิดเหตุมีพ.ต.อ.สารนัย คงเมือง รองผบก.ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.อ.สามารถ จูเทศ หัวหน้าพนักงานสอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก และตำรวจวิทยาการมาตรวจสอบที่เกิดเหตุเพตุ โดยเก็บลายนิ้วมือของคนร้าย ที่ตู้เคาน์เตอร์กระจก และประตูกระจก พร้อมกับเก็บหลักฐานกล้องวงจรปิดจากร้านใกล้เคียง เพื่อเป็นหลักฐานติดตามตัวคนร้าย ทั้งนี้ ห้างทองพัฒนาภรณ์ อยู่หัวมุมถนนมหาธรรมราชา อยู่ห่างจากสภ.เมืองพิษณุโลกแค่ 100 เมตรเท่านั้น และในอดีตเมื่อปีก่อน ก็เคยมีเคยคนร้ายก่อเหตุใช้ปืนปลอมชิงร้านทองที่อยู่บนถนนมหาธรรมราชาเส้นนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเช่นกัน และไม่มีกล้องวงจรปิดเหมือนกัน

   

รวบ 3 ทรชนขับกระบะชนเหยื่อแล้วฉุดหญิงสาวชำเรา3รายช้อน

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบ 3 เยาวชนก่อเหตุกินเหล้าแล้วขับรถยนต์กระบะ เชี่ยวชนเหยื่อ 3 รายซ้อน ที่ขับขี่ตามถนนทั่วไป เลือกเหยื่อที่เป็นหญิงสาวหน้าตาดี รายสุดท้ายเหยื่อหญิงสาวมากับแฟนหนุ่ม กลับใช้ไม้รุมทำร้ายผู้ชาย แล้วฉุดหญิงฟาวขึ้นรถยนต์ไปกระทำชำเรา บนรถ แต่รถยนต์เกิดเสียหลักลงข้างทาง ทำให้คนร้ายต่างหลบหนี ส่วนเหยื่อ หนีขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรอให้ 3 คนร้าย วนกลับมาเอารถยนต์คืนแล้วรวบตัวได้ในที่สุด

 

 

เมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 28 ก.ค.ร.ต.ท.อภิชาติ พุ่มทอง รอง สวป.สภ.เมืองพิษณุโลก พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจ ได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มคนร้ายได้ขับรถยนต์กระบะไล่ชนผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงสาวก่อนที่คนร้ายได้ได้พยายามฉุดขึ้นรถเพื่อพาไปปกระทำชำเรา โดยในจุดแรกได้รับแจ้งว่าคนร้ายจำนวน 3 คนขับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม๊ค สีฟ้า ทะเบียน บบ-2800 เพชชบุรี ไล่ชนผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงสาว เหตุเกิดที่บริเวณหน้าโรงแรมวิจิตรา ถนนสิงห์วัฒน์ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกติดตามและได้รับแจ้งอีกว่าได้มีคนร้ายคาดว่าเป็นเกลุ่มเดียวกันได้ขับรถชนหญิงสาวจำนวน 2 รายและลงมาทำร้านร่างกายพยายามที่จะฉุดขึ้นรถยนต์เหตุเกิดหน้าร้านอาหารไทยฟอร์ยู ทางเข้ามหาวิทยาลัยราฎภัฎพิบูลสงคราม ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนี ห่างกันไม่นานนักเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งนายเมธี ศรีหร่าย อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 847 ถนนบรมไตรโลกนาถ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ว่าขณะที่ตนเองขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวฟไอสีขาว ทะเบียน ขตร-287 พิษณุโลก มาพร้อมกับแฟนสาวคือน.ส.สาว (นามสมมุติ)อายุ 22 ปี นั่งซ้อนท้ายมาด้วยเมื่อมาถึงบริเวณหน้าร้านอาหารครัวเมืองน่าน ถนนไชยานุภาพ ได้มีคนร้ายขับรถยนต์กระบะมีเฉี่ยวชนจนรถจักรยายนต์ของตนเองเสียหลักล้มลมก่อนที่คนร้ายจะเป็นชายวัยรุ่นจำนวน 3 คนได้กรูลงเข้ามาทำร้ายตนเอง จากนั้นคนร้ายได้ฉุดแฟนสาวของตนเองขึ้นรถยนต์กระบะหลบหนีไปทางถนนสีหราชเดโชชัย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุสกัดจับคนร้าย จนมาถึงซอยทางเข้าวัดหลวงพ่อโต หมู่ 7 ต.วัดจันทร์ พบรถยนต์ของคนร้ายพุ่งตกลงข้างทาง ผู้เสียหายได้อาศัยจังหวะดังกล่าววิ่งหลบหนีออกมาจากรถคันดังกล่าวและมาของความช่วยเหลือจากชาวบ้าน

ตรวจสอบภายในรถยนต์พบท่อนไม้จำนวน 2 ท่อน เชือกไนล่อนอีก 1 เส้น นอกจากนี้ยังพบกางเกงชั้นในของผู้เสียหายตกอยู่ภายในรถอีกด้วย ส่วนคนร้ายทั้งสามคนได้ตกใจวิ่งหลบหนีคนละทิศละทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังปิดล้อมในที่เกิดเหตุจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งสามราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายณัฐพล แก้วแดง อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 246/4 ถนนสีหราชเดโชชัย อ.เมือง จ.พิษณุโลก นายกรชนก ฝากฝัง อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 147/1 หมู่ 12 ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก และนายหนึ่ง(นามสมมุติ)อายุ 17 ปี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นที่ห้องพักของนายณัฐพล พบอาวุธปืนพกสิ้นไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนขนาด 20 จำนวน 6 นัด ก่อนจะควบคุมตัวทั้งสามคนมาสอบสวนที่โรงพัก

ในเบื้องต้นทั้งผู้ต้องหาทั้งสามคนให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อนเหตุดังกล่าวจริงก่อนเกิดเหตุนั่งดื่มสุรากันหมดไป 3 คน จำนวน 3 ขวด ก่อนที่นายณัฐพล จะขับรถยนต์ออกมาส่งรุ่นน้องที่บ้านพัก จนกระทั่งมาถึงหน้าโรงแรมวิจิตรา พบผู้เสียหายเป็นชายหญิง ขับรถจักรยานยนต์มาด้วยกัน ด้วนความเมาและคึกคะนองจึงได้ขัยรถชนท้ายก่อนที่จะลงไปทำร้ายร่างกายฝ่ายชายและพยายามฉุดผู้หญิงขึ้นรถแต่มีคนผ่านมาจึงได้รีบขึ้นรถยนต์หลบหนี จนกระทั่งมาพบเหยื่อรายที่สองเป็นผู้หญิงสองคน ที่บริเวณหน้าร้านอาหารไทยฟอร์ยู จึงได้ก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง ด้วยการทำร้ายและพยายามลวนลาม แต่ก็ไม่สำเร็จจนกระทั่งมาถึงรายสุดท้ายได้ขับรถชนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและลงไปทำร้ายร่างกายฝ่ายชายและฉุดหญิงสาวขึ้นรถ และพยายามที่จะข่มขืน จนกระทั่งรถยนต์เกิดเสียหลักตกลงข้างทางผู้เสียหายได้วิ่งหลบหนี จนกระทั่งตนเองมาจับกุมในที่สุด

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาหน่วงเหนียวกักขัง และทำร้ายร่างกาย ส่วนคดีกระทำชำเรานั้น ต้องรอแพทย์ลงความเห็นอีกครั้ง โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ทำการสอบสวนได้ให้ผู้เสียหายมาทำการชี้ตัวเพื่อดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสืบทราบว่าผู้ต้องหาทั้งหมด ยังรวมเป็นแก็งรถยนต์ชื่อ แก๊งดูแล็ค

 

สลด! หนุ่มพาเมียท้อง 8 เดือนบึ่งกระบะกลับบ้านรถชนต้นไม้ดับยกครัว

พ่อค้าขนมหวานขับรถกระบะพาเมียท้อง 8 เดือนจากตลาดมุ่งหน้ากลับบ้าน ระหว่างทางรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทางสายพิษณุโลก-บึงพระ ดับยกครัว

 

 

 

       
       เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 21 ก.ค. ร.ต.อ.ธเนศ วงศ์ปลิง ร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างถนนสายพิษณุโลก-บึงพระ เขตหมู่ที่ 2 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายใน 2 ราย โดยมีหญิงท้องอยู่ด้วยจึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมรถกู้ชีพเบลทูล รพ.พุทธชินราช และเจ้าหน้าหน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน
       
       ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณข้างทางสายดังกล่าว ขาเข้าเมืองพิษณุโลกพบรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ ไทรทัน สีขาว หมายเลขทะเบียน บร 3052 พิษณุโลก กระจกแตกละเอียด ประตูเบาะนั่งข้างคนขับอัดก๊อบปี้กับต้นไม้ข้างทาง ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บที่เป็นคนขับทางเจ้าหน้าที่รถกู้ชีพนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้แล้ว
       
       ภายในตัวรถบริเวณเบาะนั่งข้างคนขับพบร่างผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงตั้งครรภ์ ถูกอัดก๊อบปี้กับต้นไม้ ศีรษะมีเลือดไหลเป็นจำนวนมากอาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ต้องใช้รถยกดึงรถยนต์กระบะออกจากต้นไม้ ก่อนที่จะเร่งใช้เครื่องมือตัดถ่างประตูออกเพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงสามารถนำร่างออกมาได้ก่อนเร่งส่งต่อที่โรงพยาบาลพุทธชินราชทันที เพื่อช่วยเหลือเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์ เนื่องจากผู้เป็นแม่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุแล้ว
       
       สอบสวนเบื้องต้น ทราบชื่อหญิงตั้งครรภ์คือ น.ส.ทัศนีวงศ์ แพงภักดิ์ อายุ 28 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 63/9 หมู่ที่ 3 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก
       
       ส่วนแฟนหนุ่มคนขับทราบชื่อคือนายสุรศักดิ์ วงศ์สุวรรณ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 638 หมู่ที่ 2 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งแพทย์พยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายนายสุรศักดิ์ และ น.ส.ทัศนีวงศ์ พร้อมลูกในครรภ์ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้อุบัติเหตุเศร้าครั้งนี้ได้คร่าชีวิตครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดรวม 3 ราย

 


       
       จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า นายสุรศักดิ์ ขับรถยนต์มาตามถนนสายพิษณุโลก-บึงพระ เพื่อกลับบ้านพัก โดยมี น.ส.ทัศนีวงศ์ ภรรยา ที่ตั้งครรภ์อยู่นั่งมาด้วย เมื่อขับมาถึงจุดเกิดเหตุ รถยนต์กระบะเกิดเสียหลัก ตัวรถหมุนข้ามเลนไปอัดก๊อบปี้กับต้นไม้ใหญ่อย่างแรง ทำให้ทั้ง 2 และทารกในครรภ์เสียชีวิตทั้งหมด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะได้ติดต่อญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป
       
       สอบถามญาติของผู้เสียชีวิตทราบว่า สองสามี-ภรรยาเดินทางไปขายขนมหวานที่ตลาดนัดบริเวณใกล้เคียงค่ายสฤษดิ์เสนา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก โดยตนเองรู้สึกผิดสังเกตว่าวันนี้ลูกสาวกลับบ้านช้า โดยปกติไปไหนจะโทรศัพท์มาบอกตนเองตลอด เนื่องจากท้องแก่ 8 เดือนแล้ว ก่อนที่จะมีคนโทร.มาบอกว่าบุตรสาวประสบอุบัติเหตุจึงเดินทางมาดู

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL