พุธ, กรกฏาคม 01, 2015
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

ซ้อมครูอาชีวศึกษา

 
สุดป่าเถื่อน 2 ภารโรงวิทยาลัยอาชีวศึกษาชื่อดังเมืองสองแคว วางมวยซ้อมครูระดับชำนาญการสะบักสะบอมกลางที่ประชุม
 

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 มิ.ย. พ.ต.อ.ดำรงค์  หมื่นอาจยิ้ม ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า นายศักร์ฒิพล  อ่อนภูงา ครูชำนาญการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก ได้หอบร่างอันสะบักสะบอมเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.ธเนตร  วงษ์ปริง ร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก ในสภาพมีบาดแผลและการถูกทำร้ายตามร่างกายหลายแห่ง พร้อมให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เวลาประมาณ 15.00 น. ของวันนี้ ทางวิทยาลัยโดยมีผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลกเป็นประธานในที่ประชุม ได้มีการเรียกคณะครูและตัวแทนนักเรียน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนักการภารโรงด้วยเข้าร่วมประชุม มีประเด็นชี้แจงกรณีการบริหารจัดการสหกรณ์ของวิทยาลัย  ซึ่งหลังประชุมเสร็จสิ้น จู่ ๆ นักการภารโรงผู้ชายจำนวน 2 ราย ก็เดินปรี่เข้ามาหาตน คนหนึ่งล็อคตัวไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนได้ ขณะที่อีกคนก็เข้ามาชกตามใบหน้าและลำตัว ซึ่งตนเองพยายามปัดป้องจนพลาดท่าล้มลงกระแทกโดนโต๊ะ จนถูกกระจกบาดที่ขาเป็นบาดแผลเหวอะหวะฉีกขาดฉกรรจ์ ต่อหน้าพยานที่เป็นคณะครู  นักเรียน และนักศึกษาหลายคนที่เห็นเหตุการณ์อยู่ และเข้าช่วยเหลือ จนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน เข้ามาทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ – พิษณุโลก ทางแพทย์ต้องเย็บบาดแผลจำนวนถึง 18 เข็ม ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจเกิดกว่าเหตุและป่าเถื่อน ไม่ไว้หน้าตนที่เป็นถึงครูบาอาจารย์ ซึ่งตนเองไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับนักการภารโรงทั้ง 2 รายนี้มาก่อน และไม่ทราบว่าทั้งคู่ลงมือกระทำเช่นนี้มีสาเหตุจูงใจมาจากเรื่องใด

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักร์ฒิพล  อ่อนภูงา ครูชำนาญการวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก ได้เคยร้องเรียนผ่านสื่อฯ ในเรื่องขอให้ตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก เนื่องจากเกรงว่าจะมีการบริหารงานแบบไม่โปร่งใส หลังจากนั้นไม่นานรถยนต์ส่วนตัวของนายศักร์ฒิพลก็ถูกคนร้ายแอบลงมือสาดน้ำกรดใส่จนได้รับความเสียหาย ขณะที่จอดไว้ในวิทยาลัยเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา และได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองพิษณุโลก แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้ กระทั่งวันนี้ก็มาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก โดยยืนยันว่าจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่ทำร้ายร่างกายตนเองให้ถึงที่สุด  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เรียกนักการภารโรงทั้ง 2 รายที่ก่อเหตุ มารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกาย และจะสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาข้อเท็จจริงดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
 

เก๋งซิ่งชน จยย.รถเก๋ง ก่อนพุ่งชนคลินิคทัตกรรม

เก๋งแต่งซิ่ง ขับขี่ด้วยความเร็วสูงพุ่งชนรถจักรยานยนต์และลากไปไกลกว่า 10เมตร จากนั้นเสียหลักพุ่งชนรถเก๋งอีก 2คันที่จอดอยู่ข้างทาง และพุ่งเข้าชน คลินิกทันตกรรม และคลินิกรักษาสัตว์จนได้รับความเสียหาย ส่งผลทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้ขับขี่รถคันก่อเหตุได้อาศัยจังหวะช่วงชุลมุนวิ่งหลบหนีไป  

 

            เมื่อเวลา 21.00น.วันที่ 23มิถุนายน 2558ที่ผ่านมา พ.ต.ท.วิเชียร แก้วจาเครือ ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก รับแจ้งเกิดเหตุรถเก๋งชนรถจักรยานยนต์และเสียหลักพุ่งชนรถเก๋งอีก 2คันที่จอดอยู่ข้างทาง ก่อนพุ่งชนคลินิกทันตกรรม และคลินิกรักษาสัตว์ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1ราย จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยสมาคมกู้ภัยข่าวภาพ และรถยกเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

             ในที่เกิดเหตุ พบรถคันก่อเหตุเป็นรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฆฐ 3691กรุงเทพมหานคร สภาพพังยับเยิน พุ่งชนเข้าไปภายในคลินิกทันตกรรมฟันยิ้ม จนกระจกด้านหน้าแตกละเอียด โดยผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวได้วิ่งหลบหนีไปเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการติดตามตัว และบริเวณใต้ท้องรถพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125ไอ สีขาว หมายเลขทะเบียน ขมม 368พิษณุโลก สภาพมีร่องรอยการถูกเฉี่ยวชนและลากจนพังยับเยิน โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นชายอายุประมาณ 30ปี ไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง โดยบนถนนพบรอยเบรกและรอยลากรถจักรยานยนต์เป็นทางยาวกว่า 10เมตร

            นอกจากนี้ยังพบว่า คลินิกบดินทร์สัตวแพทย์ ซึ่งมีคูหาติดกับคลินิกทันตกรรมฟันยิ้มได้รับความเสียหายกระจกบริเวณหน้าร้านแตกละเอียด และมีรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีขาวหมายเลขทะเบียน กต-5449พิษณุโลก และรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีบอร์น-เงิน หมายเลขทะเบียน ญถ-2652กรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะเกิดเหตุจอดอยู่บริเวณหน้าร้าน ถูกเชี่ยวชนจนได้รับความเสียหายทั้ง 2คัน

     จากการสอบถามนางสาวจันทิมา อนุศาสตร์ อายุ 27ปี อยู่บ้านเลขที่ 207/6ม.11ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ลูกค้าที่มาทำฟันที่คลินิกทันตกรรมเล่าว่า ตนมาทำฟัน แต่มากับคุณแม่ และลูกสาวได้ นั่งรออยู่ที่บริเวณโซฟารับแขกด้านหน้า จากนั้นได้ยินเสียงเบรกดังและรถเก๋งคันก่อเหตุก็พุ่งเข้ามาชนรถที่จอดหน้าร้านก่อนจะพุ่งเข้ามาสงบนิ่งภายในคลินิกซึ่งอยู่ห่างจากคุณแม่และลูกสาวเพียงไม่ถึงเมตรเท่านั้น ส่งผลทำให้คุณแม่และลูกสาวได้รับบาดเจ็บถูกเศษกระจกบาดเล็กน้อย นับว่ายังโชคดีที่รถคันก่อเหตุชนรถที่อยู่หน้าร้านเสียก่อนไม่เช่นนั้น คงพุ่งเข้ามาชนแม่และลูกของตนอย่างจังแน่นอน

     เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมตรวจสอบเอกสารภายในรถคันก่อเหตุ และได้ทำการสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ทราบในเบื้องต้นว่าคนขับรถคันก่อเหตุเป็นชายวัยรุ่น อายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 165 เซนติเมตร สวมเสื้อสีดำกางเกงยีนส์วิ่งหลบหนีมุ่งหน้าเข้าเมือง โดยคาดว่าได้รับบาดเจ็บศีรษะ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

รถไฟชนรถกระบะดับ 1 เจ็บ 1ที่ ต.บึงพระอ.เมืองพิษณุโลก

เกิดเหตุรถไฟขบวน112เด่นชัย-กรุงเทพออกจากสถานีพิษณุโลกมุ่งหน้ากรุงเทพฯพุ่ง ชนกับรถยนต์กระบะที่ข้ามมาพอดี ที่บริเวณจุดลักผ่านทางข้ามรถไฟหน้าวัดสะพาน 4ต.บึงพระ อ.เมือง พิษณุโลก เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1รายบาดเจ็บ 1ราย เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ไม่มีเครื่องกั้นทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต

 

เวลา 10.30น. วันที่ 12มิถุนายน 2558เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถานพิษณุโลก  เร่งให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รถไฟขบวน 112  ต้นทางเด่นชัยปลายทาง กรุงเทพ  ออกจากสถานีรถไฟพิษณุโลกมุ่งหน้ากรุงเทพฯ พุ่งชนกับรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูสุ  สีขาว  หมายเลขทะเบียน  บน 8391  พิษณุโลก  บริเวณทางข้ามรถไฟที่ไม่มีเครื่องกั้น หรือจัดลักผ่าน  หน้าวิทยาลัยพณิชยการบึงพระ หรือ หน้าวัดสะพานสี่ เป็นเหตุให้คนขับรถยนต์กระบะได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้ที่นั่งมาด้วยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ  โดยสภาพรถยนต์กระบะ ห้องเครื่องกับกระยะแยกขาดออกจากกัน    

จากการสอบถาม นายปรัชยา พันธุ์จันทร์งาม อายุ 49ปี พนักงานรับจ้างทำความสะอาดรางรถไฟ  เล่าว่า  ก่อนเกิดเหตุตนเองกำลังถางหญ้าอยู่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าว  เห็นว่ารถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ  กำลังขับรถจะข้ามทางข้ามด้วยความเร็ว  ขณะที่รถไฟที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วเช่นเดียวกัน  ซึ่งก่อนจะถึงทางข้าม รถไฟขบวนดังกล่าวก็เปิดหวูดเสียงดังมาตลอดทาง  แต่คาดว่ารถยนต์กระบะ ปิดกระจก  ทำให้ไม่ได้ยิน หรือ ได้ยินไม่ชัด  ตนเองพยายามจะส่งสัญญาณบอกแต่ก็ไม่ทัน  ทำให้รถไฟพุ่งชนกับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเข้าอย่างจัง  เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุเป็นชาย 1ราย คือ  นายจักรพงษ์  บุญชู  อายุ  22ปี  ที่อยู่ตามบัตรประชาชนเลขที่  119  หมู่ 1  ต.ราวต้นจันทร์  อ.ศรีสำโรง  จ.สุโขทัย  นั่งมาตรงเบาะผู้โดยสาร  และชายอีก 1ราย เป็นคนขับ ทราบชื่อ คือ นายนพรัตน์  ดิ่งกลาง  ได้รับบาดเจ็บสาหัส  ยังไม่สามารถให้การใด ๆ ได้

สำหรับบริเวณทางข้ามทางรถไฟหน้าวิทยาลัยบึงพระมุ่งหน้าวัดสะพานสี่ ห่างจากสถานีรถไฟพิษณุโลกไปทางทิศใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นจุดที่มีอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถยนต์ที่ข้ามสัญจรไปมาบ่อยที่สุดจุดหนึ่งในจ.พิษณุโลก ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นจุดลักผ่านที่ไม่มีเครื่องกั้น

   

แม่ค้าเซ็ง โจรยกเค้าขโมยของสดเกือบทั้งตลาด

พ่อค้า แม่ค้า ที่ตลาดเทศบาล 4 โคกมะตูม หลายราย ถูกคนร้ายเข้ามางัดแงะร้านค้า  ตู้แช่  ขโมย ข้าวสาร ของสด  ทุเรียนก็โดน มูลค่าความเสียหายหลายหมื่นบาท  เผยปีนี้โดนถี่ยิบ  ร้านละ 2-3 ครั้ง  แจ้งตำรวจแล้ว แต่คนร้ายยังลอยนวล

 

 

ที่ตลาดเทศบาล 4 โคกมะตูม   ถนนพระองค์ดำ  ต.ในเมือง  อ.เมือง  จ.พิษณุโลก  ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุงัดแงะร้านค้า  ขโมยของไปจำนวนหลายร้าน   ที่ร้านหมวยเล็ก  จำหน่ายข้าวสาร  นางสาววันทิพา  ปานยิ้ม  อายุ 26 ปี  เจ้าของร้านเปิดเผยว่า ช่วงเช้าตนเองเข้ามาเปิดร้านตามปกติ  ก็พบว่าประตูร้านที่เป็นบานไม้แบบพับแล้วคล้องกุญแจไว้  ถูกคนร้ายงัดบานประตูเปิดออก  แล้วเข้าไปขโมยข้าวสารคุณภาพดีหายไปเป็นจำนวนมาก   ตรวจสอบพบว่ามีข้าวสารที่แบ่งใส่ถุงขายเป็นถัง หายไปจำนวน 15 ถึง   และแบบที่เป็นกระสอบอีกประมาณ 4-5 กระสอบ  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 2 หมื่นบาท    ซึ่งนางสาววันทิพา ได้เล่าว่า  ที่ร้านของตนเอง เคยถูกคนร้ายเข้ามาขโมยของอย่างนี้แล้ว 2-3 ครั้ง  แต่ไม่มากเท่าครั้งนี้  เบื้องต้นได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วที่  สภ.เมืองพิษณุโลก  

 

เช่นเดียวกับที่ร้านของนางสำเนียง  เสือทิม  เจ้าของร้านจำหน่ายอาหารทะเล  ที่เปิดเผยว่า  ตนเองก็ถูกคนร้ายเข้ามางัดตู้แช่ขโมยของทะเลไปแล้วหลายครั้ง อาหารทะเลที่สั่งมาเตรียมไว้ขาย ทั้งกุ้ง ปลาหมึก ที่มีราคาแพง เคยถูกคนร้ายยกไปครั้งละเป็น 10-20 กิโลกรัม  โดนไป 2 ครั้งมูลค่าความเสียหาย ครั้งละประมาณ  1-2 หมื่นบาท  ไปแจ้งความที่โรงพัก แต่ก็จับคนร้ายไม่ได้  จึงตัดสินใจลงทุน เกือบ 3 หมื่น ซื้อกุญแจที่ดีที่สุด และทำห้องลูกกรงเหล็กไว้เก็บของ   เช้าวันนี้เมื่อมาตรวจสอบที่ร้านก็พบว่า  ตู้แช่ที่อยู่ด้านนอกกรง  มีร่องรอยถูกคนร้ายตัดที่รูกุญแจ  แต่เนื่องจากว่า ตัวเองโดนมาบ่อย  จึงติดกัญแจไว้หลายด้าน  ทำให้คนร้ายไม่สามารถเอาอะไรไปได้ในครั้งนี้

นอกจากนี้ใกล้กัน เป็นร้านขายไก่สด  ก็เล่าว่า ตนเองก็เคยถูกขโมย  เข้ามาขโมยไก่ที่ใส่ถังแช่ไว้ไปถึง 40 ตัว   ในวันนี้ พบว่าตู้แช่ที่ใส่กุญแจไว้  ก็ถูกคนร้ายตัด แล้วขโมยเอาเครื่องในไก่ที่แช่ไว้ประมาณ 5  กิโลกรัมไป  โชคดีที่เมื่อวาน ไม่ได้แช่ไก่ไว้มาก  มิฉะนั้นคงจะถูกคนร้ายเอาไปหมด

 

ยิ่งไปกว่านั้น  แม้แต่ร้านขายทุเรียน  ก็เล่าว่า ตนเองเคยถูกยกเค้าทุเรียนไปด้วยเช่นเดียวกัน  ไปแจ้งความแล้วก็ไม่มีความคืบหน้า  ถึงขนาดต้องทำป้ายติดไว้ เวลาปิดร้านว่า “ห้ามขโมยของ !! กู    โดนแน่ ๆ”  แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้ผล  ยังคงมีทุเรียน และผลไม้อื่น ๆ ที่เก็บไว้ที่ร้านหายไปอยู่บ่อย ๆ

 

ทั้งนี้แม่ค้า อยากจะขอวอนทางเทศบาลนครพิษณุโลก  ช่วยเข้ามาดูแล  แก้ไขปัญหา  จัดเวรยาม  หรือติดตั้งกล้องวงจรปิด  รวมไปถึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งสายตรวจเข้ามาดูแลแม่ค้า เพื่อป้องปรามไม่ให้คนร้ายก่อเหตุ  ขึ้นมาอีก  และขอให้เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว.

 

ณัฐธนา ฐิตะสาร / 0856143628

พิษณุโลก

 

ชาวบ้านแจ้งความหลังหลงเชื่อสมัครสมาชิก นสพ.ตำรวจพลเมือ

ชาวบ้าน ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หลังถูกหลอกให้เข้าร่วม โครงการสวัสดิการเพื่อสมาชิกหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมืองสูญเงินไปรายละ 1,500 บาท

 

 

เมื่อเวลา 16.00 น.ของวันที่ 30 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจภูธรพรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ได้มีชาวบ้านจาก ม.3,ม.4 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จำนวน 13 ราย นำโดย นางบุญยืน ช่อกลาง อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133/1 ม.3 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก รวมตัวมาแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ต่อพ.ต.ท.มนู หรศาสตร์ พนักงานสืบสวน สภ.พรหมพิราม หลังถูกชักชวนให้หลงเชื่อสมัครโครงการสวัสดิการเพื่อสมาชิกหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมืองสูญเงินไปรายละ 1,500 บาท

หลังทราบเรื่องจากนายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ว่าโครงการฯ ดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยในวันนี้ มีนาย นายธานินทร์ สมบูรณ์สาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการมวลชน กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 104 มารับเรื่องร้องทุกข์

 

นางบุญยืน ช่อกลาง เล่าให้ฟังว่า เมื่อต้นปี 2558 ที่ผ่านมา มีคนรู้จักมาชักชวนให้เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเพื่อสมาชิกหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมืองในรูปแบบคล้ายการจ่ายเงินฌาปนกิจ โดยมีการเรียกเก็บเงินครั้งแรกในวันที่สมัครเป็นเงิน 1500 บาท แบ่งเป็นค่าสมัคร 1000 บาท และเงินสวัสดิการรับฝากล่วงหน้า 500 บาท หากสมาชิกอยู่ครบ 180 วัน จะได้รับเงินฌาปนกิจ หลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับยอดสมาชิกปัจจุบัน ตนเห็นว่าเป็นการออมเงินที่ดี หากเป็นอะไรไป อย่างน้อยจะได้มีเงินเป็นค่าทำศพ ไม่ลำบากครอบครัว ประกอบกับโครงการดังกล่าวดูน่าเชื่อถือ จึงได้ชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงอีกจำนวนหลายรายเข้าร่วมสมัคร ประกอบกับก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน มีเจ้าหน้าที่จากโครงการฯโทรมาว่าให้รีบไปชำระเงินอีกจำนวน 1500 บาทเนื่องจากจะครบกำหนดในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ แต่ตนพยายามไปติดต่อตามธนาคารของบัตรที่ได้รับมา ก็ปรากฏว่าทางธนาคารไม่สามารถรับชำระเงินให้ได้ ตนจึงติดต่อกลับไปปรากฏว่าคนที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ให้หมายเลขบัญชีส่วนตัวมา ตนก็เริ่มแปลกใจจนกระทั่งทราบว่าเป็นโครงการที่ไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้องจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวเพราะมีชาวบ้านในพื้นที่อีกจำนวนมากที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้

นายธานินทร์ สมบูรณ์สาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก ได้กล่าวว่า โครงการฯดังกล่าวถือว่าเป็นสมาคมเถื่อน ลักษณะการรวมกลุ่มจัดตั้งในรูปแบบฌาปนกิจสงเคราะห์ แต่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ จากนายทะเบียนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ประจำท้องที่ให้ถูกต้อง แต่มีการเปิดรับสมัครสมาชิกและตัวแทนทั่วประเทศ จึงเป็นการชักชวน ชี้ช่อง หรือจากการโดยวิธีอื่นที่คล้ายคลึงกัน ให้ผู้อื่นรับสมัครเป็นสมาชิกของสมาคม ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา66 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

แนวทางในการช่วยเหลือประชาชนตอนนี้ คือต้องให้ผู้ที่ถูกหลอกเข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และย้ำเตือนว่าอย่าหลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิก ส่วนผู้ที่สมัครไปแล้วต้องดูเป็นกรณีเพื่อหาทางช่วยเหลือ ในด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเร่งสืบสวนหาต้นตอของขบวนการนี้ เนื่องจากมีประชาชนในหลายพื้นที่ ที่ถูกหลอกให้สมัครเป็นสมาชิกและแพร่หลายไปในหลายจังหวัดคาดมูลค่าเสียหายหลายล้านบาท

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL