เสาร์, ตุลาคม 25, 2014
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

หนูน้อย 7 ขวบ ดวงแข็งตกบ่อน้ำบาดาลลึก 8 เมตร รอดตายราวปาฏิหาริย์

เกิดเหตุหนูน้อยวัย 7 ขวบ ดวงแข็ง วิ่งตามสุนัขแล้วเกิดพลัดตกบ่อน้ำบาดาลลึก 8 เมตร แล้วตะโกนให้ผู้อื่นช่วย จนรอดตายราวปาฏิหาริย์

 

 

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าว่า มีอุบัติเหตุเด็กพลัดตกลงไปในบ่อน้ำบาดาล ใกล้เคียงตลาดสดบึงพระ หมู่ 3 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นป่ารก พบชาวบ้านและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน กำลังช่วยกันใช้เชือกโรยตัวลงไปช่วยเหลือเด็กที่ตกลงไปอยู่ก้นบ่อ โดยเด็กร้องไห้พร้อมกับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงใช้ผ้ามัดกับตัวเด็ก ก่อนช่วยกันอุ้มและดึงขึ้นมาด้านบนปากบ่ออย่างปลอดภัย ท่ามกลางเสียงลุ้นเอาใจช่วยของชาวบ้าน ทราบชื่อต่อมา คือ ด.ช.สมศักดิ์ สมศรี หรือน้องฟลุ๊ค อายุ 7 ขวบ อยู่บ้านพักเลขที่ 47 หมู่ 3 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก นักเรียนโรงเรียนวัดบึงพระ สภาพเนื้อตัวเปียกปอนและเปรอะเปื้อนดินโคลน และมีบาดแผลถลอกตามร่างกายและที่นิ้วมือข้างซ้ายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ชาวบ้านได้ช่วยกันพยุงตัวพาไปล้างเนื้อล้างตัวจนเอี่ยมสะอาด

จากการสอบถาม นางชมพู  ปุญญฤทธิ์ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 381/3 หมู่ 3 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เป็นผู้พบเด็กเป็นคนแรก เล่าว่า ขณะที่ตนกำลังตากผ้าอยู่ข้างบ้านนั้น ได้ยินคล้ายเสียงเด็กร้องไห้และร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นมาจากบ่อน้ำบาดาลข้างบ้านพัก ซึ่งเป็นบ่อน้ำบาดาลที่เลิกใช้งานแล้ว จึงเดินไปดูก็พบว่ามีเด็กตกลงไปอยู่ที่ก้นบ่อ แต่โชคยังดีที่ด้านล่างบ่อมีไม้วางพาดกั้นไว้ ทำให้เด็กไม่จมน้ำ ซึ่งปกติบ่อน้ำจุดนี้จะมีแผ่นกระเบื้องปิดอยู่ แต่เด็กอาจจะไม่ทราบจึงเข้าไปเล่น แล้วพลาดไปเหยียบจนกระเบื้องแตกจนร่วงตกลงไป จากนั้นตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือดังกล่าว

ด้าน ด.ช.สมศักดิ์  สมศรี หรือน้องฟลุ๊ค อายุ 7 ขวบ เล่าให้ฟังว่า ตนเองวิ่งเล่นกับสุนัข จากนั้นเจ้าสุนัขก็ไล่ขับไก่ข้างบ้าน ตนจึงวิ่งไล่ตามไปจนถึงปากบ่อน้ำที่มีกระเบื้องปิดไว้ จากนั้นกระเบื้องได้แตกจนตนเองร่วงหล่นลงไปก้นบ่อ จากนั้นตะเกียกตะกายเกาะแผ่นไม้ที่วางพาดกั้นขอบบ่อเอาไว้ แล้วร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ รอจนชาวบ้านมาช่วยเหลือตนเองขึ้นมาจากก้นบ่อได้ในที่สุด

ด้าน นางสว่าง สมศรี อายุ 78 ปี ยายของน้องฟลุ๊ค เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุหลานชายวิ่งออกมาตามหาสุนัขที่วิ่งหายเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุ ตนจึงออกตามหาแต่ไม่พบตัว กระทั่งมีชาวบ้านมาแจ้งว่าหลานชายพลัดตกลงไปในบ่อน้ำบาดาลลึกกว่า 8 เมตร แต่ยังไม่สามารถนำตัวขึ้นมาได้ ตนจึงเข้าไปดูและพบเจ้าหน้าที่กำลังให้ความช่วยเหลือ และดึงหลานชายขึ้นมาจากก้นบ่อน้ำได้อย่างปาฏิหาริย์ ซึ่งก่อนหน้านี้น้องฟลุ๊ค หลานชาย ก็เคยถูกไฟฟ้าช็อตแต่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด จำนวน 2 ครั้ง จนมีรอยแผลเป็นทั่วร่างกาย ซึ่งหลังจากนี้จะต้องระมัดระวังดูแลหลานชายอย่างใกล้ชิด เพราะกำลังอยู่ในวัยเล่นซน และจะทำการปลอบขวัญให้น้องฟลุ๊คต่อไป.

 

 

 

ทัวร์พิษณุโลก-กรุงเทพฯ พลิกคว่ำข้างถนนพิจิตร ตาย 1 เจ็บกว่า 40

รถทัวร์โดยสารพิษณุโลก-กรุงเทพฯ ยางแตกรถเสียหลักตกข้างทาง พลิกคว่ำลงคูน้ำข้างถนน พนักงานประจำรถดับ 1 ราย ผู้โดยสารบาดเจ็บกว่า 40 ราย

 

 

 

       
        11 ต.ค. 57  พ.ต.อ.ชยินธร สุคนธร ผกก.สภ.วชิรบารมี จ.พิจิตร รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยว่า เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์โดยสารสายพิษณุโลก-กรุงเทฯ บริษัท พิษณุโลกยานยนต์ จำกัด บรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคัน พลิกคว่ำตกลงไปในคูน้ำข้างถนนสาย 117 พิษณุโลก-นครสวรรค์ กม.91-92 บ้านปลวกสูง ต.บ้านนา ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในรถ
       
       จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารออกมาจากรถทัวร์ ซึ่งใช้เวลานานหลายชั่วโมง เนื่องจากสภาพคูน้ำเป็นดินโคลน พบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 คน คือ น.ส.วันเพ็ญ กลิ่นชะเอม เป็นพนักงานของรถทัวร์
       
       สอบสวนทราบว่า รถทัวร์คันเกิดเหตุมี นายณรงค์ศักดิ์ จำปาเป็น เป็นพนักงานขับรถ รับผู้โดยสารทั้งหมดเกือบ 40 คน ออกจากตัวเมืองพิษณุโลก เมื่อเวลาเกือบ 4 ทุ่ม มุ่งหน้าไปยังกรุงเทพฯ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุยางล้อรถด้านซ้ายเกิดแตก จนรถเสียหลักพลิกคว่ำตกถนนลงไปในคูน้ำข้างทาง

 

  
       
       ทั้งนี้ ตำรวจได้ติติดต่อญาติของผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อนำตัวไปรักษายังภูมิลำเนาต่อไป 
 

 

ซิ่งเก๋งมาทำบุญวันออกพรรษาหลับในชนต้นไม้ลูกเมียเสียชีวิต

หนุ่ม กทม. ซิ่งเก๋งพาครอบครัวมาทำบุญที่จังหวัดพิษณุโลกบ้านเกิดภรรยา เกิดหลับในเสียหลักตกร่องกลางถนน จนไปชนกับต้นไม้ข้างทางเข้าอย่างจัง จนเมียและลูกชายเสียชีวิตคาที่ ส่วนตัวเองเจ็บสาหัส

 

เมื่อเวลา 05.00 น. วันนี้ (9 ต.ค.) พ.ต.ท.อุบล  จันทะเขียว พนักงานสอบสวน สภ.บางระกำ อ.บางระกำ จ. พิษณุโลก รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักตกข้างทางและชนกับต้นไม้ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บนถนนเส้นพิษณุโลก-นครสวรรค์ ขาเข้าตัวเมืองพิษณุโลก บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 106-107 หมู่ 4 บ้านหนองเต่าดำ ต.วังอิทก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยข่าวภาพ และแพทย์เวรโรงพยาบาลบางระกำเข้าตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุบริเวณร่องเกาะกลางถนนพบต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกชนเข้าอย่างจังจนหักครึ่ง ใกล้กันพบรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นโซนิค สีดำ หมายเลขทะเบียน 1กอ-9667 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านซ้ายฝั่งผู้โดยสารพังเสียหายยับเยิน ส่วนที่นั่งฝั่งคนขับพบนายหัตถ์ชัย  ชื่นชม อายุ 33 ปี อยู่บ้ายเลขที่ 23/117 หมู่ 5 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพฯ มีบาดแผลที่บริเวณขาขวา ร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร

โดยตลอดเวลา นายหัตย์ชัย คนขับ ได้ร้องบอกให้ช่วยเหลือภรรยาและลูกของตนเอง ที่นั่งโดยสารมาภายในรถด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบก็พบว่าทั้ง 2 ราย ได้เสียชีวิตแล้ว ทราบชื่อต่อมาคือ นางคิชาสรณ์  น้อยเดช อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ 7 ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก โดยมี ด.ช.เตชิน ชื่นชม อายุ 4 ขวบ ลูกชาย นอนเสียชีวิตอยู่ภายในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ สร้างความสลดใจให้แก่ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

จากการสอบถาม นายหัตถ์ชัย ผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบว่า ตนได้พาภรรยาและลูกเดินทางมาจากกรุงเทพมหานครเพื่อกลับมาเยี่ยมครอบครัว เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ที่ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก โดยลูกชายได้นอนหลับมาในอ้อมอกของภรรยา เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นจุดที่ถนนมืด ตนรู้สึกเหมือนเคลิ้มง่วง พอรู้สึกตัวมาอีกทีรถได้เสียหลักตกลงข้างทาง และตนไม่สามารถควบคุมรถได้ จนเป็นเหตุให้รถไถลไปชนกับต้นไม้ขนาดใหญ่ข้างทางเสียงดังสนั่น จนภรรยาและลูกชายเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหา “ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ไว้ก่อน และจะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ต่อไป.

 

 

   

ตร.ยิงขาโจ๋เสียชีวิต หลังก่อเหตุใช้ปืนยิงใส่คู่อริภายในร้านอาหาร

เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงหนุ่มเมืองสองแคว ที่พกอาวุธปืนจะไปยิงใส่คู่อริภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่หลังจากแสดงตนว่าเป็นตำรวจกลับถูกยิงใส่ เป็นเหตุให้ตำรวจต้องลงมือยิงจนเสียชีวิต

 

 


เมื่อเวลา 01.00 น.ของวันนี้(8 ต.ค.) พ.ต.ท.เอกชัย พรมทอง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งว่ามีเหตุบุคคลถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณหน้าร้านอาหารรอยเกวียน ถนนพระองค์ขาว อ.เมือง จ.พิษณุโลก ข้างสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สามแยกเรือนแพ หลังจากรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยข่าวภาพ แพทย์เวร และตัวแทนอัยการจังหวัด ในที่เกิดเหตุพบศพนายบุรินทร์ ทัพไชย อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 227/35 หมู่ 4 ต.อรัญญิก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ถูกอาวุดปืนขนาด 9 มม.ยิงที่บริเวณหน้าออ และข้อเท้าซ้าย จำนวน 2 นัดเสียชีวิต บริเวณหน้าร้านอาหารดังกล่าว ที่มือของนายบุรินทร์ พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ลูกซองสั้น จำนวน 1 กระบอก และภายในกระเป๋ากางเกงพบลูกกระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 12 จำนวน 7 นัด

ในที่เกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า คลับแมน 400 สีขาวดำ ไม่ติดแผ่นบ้านทะเบียนของผู้เสียชีวิตพลิกคว่ำอยู่ และพบปลอกกระสุนปืนลูกซองสั้นขนาด เบอร์ 12 ตกอยู่ด้านข้างอีก 1 ปลอก ภายในร้านอาหารรอยเกวียน ยังพบหัวกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวนหลายนัด ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บไว้ทำการตรวจสอบ ส่วนผู้ที่ยิงนายบุรินทร์ จนเสียชีวิตคือ ร.ต.อ.วีระพล กันทวงศ์ รองสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก และ ดาบตำรวจเจริญ กุลพรม ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก โดยหลังจากเกิดเหตุ พล.ต.ต.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง

ร.ต.อ.วีระพล กันทวงศ์ รองสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองและ ดาบตำรวจเจริญ กุลพรม ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ได้มานั่งกินอาหารที่ร้านดังกล่าว จากนั้นนายบุรินทร์ และเพื่อนอีกคนได้ขับรถจักรยานยนต์ มาด้วยกัน 2 คน จากนั้น ก็มาจอดรถที่บริเวณถนนอยู่ตรงกันข้าม ก่อนที่จะเดินข้ามถนนแล้วใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาใส่คู่อริที่นั่งกินข้าวภายในร้าน ท่ามกลางประชาชนอยู่ในร้านอีกจำนวนหนึ่ง ตนเองเมื่อเห็นเหตุการณ์จึงได้แสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วบอกให้วางปืน แต่นายบุรินทร์ กลับหันปืนยิงใส่เข้าบริเวณด้านหน้า จำนวน 1 นัด ตนเองและดาบตำรวจเจริญ จึงได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงสวนกลับไป และถูกนายบุรินทร์ จนเสียชีวิตดังกล่าว ขณะเพื่อนของนายบุรินทร์ อีกคนได้วิ่งหลบหนีไปทางสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ จากนั้นจึงได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งเชิญญาติของผู้เสียชีวิต มารับทราบเหตุการณ์ที่เกิดเหตุ

 

เพลิงไหม้ห้องเรียนนาฎศิลป์ เสียหายกว่า 5 แสนบาท

 

เกิดเหตุเพลิงไหม้เนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร ห้องเรียนนาฎศิลป์ ภายในอาคาเรียนอเนกประสงค์ โรงเรียนญาณนเรศว์รพัฒนาพิทยาคม ทำให้ทรัพย์สินอุปกรณ์ดนตรี เอกสารต่างๆ และคอมพิวเตอร์ ถูกไฟเผาเสียหายทั้งหมด มูลค่าร่วม 5 แสนบาท

 

 

เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันนี้(5 ต.ค.) ร.ต.อ.เกษมสิทธิ์  แสงเถื่อน ร้อยเวร สภ.วัดโบสถ์ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้อาคาเรียน โรงเรียนญาณนเรศว์รพัฒนาพิทยาคม  เลขที่ 68 หมู่ 12 ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษรุโลก หลังจากรับจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย รถน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลท่างาม จำนวน 2 คัน ในที่เกิดเหตุเป็นห้องเรียนนาฎศิลป์ ภายในอาคารเอนกประสงค์  เพลิงกำลังลุกไหม้ กลุ่มควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิง จึงได้ช่วยกันฉีดน้ำดับไฟที่กำลังลุกไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ดนตรี และเอกสาร และคอมพิวเตอร์ภายในสำนักงาน  ทำให้เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกว่า ทางเจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ต้องใช้เวลากว่า 30 นาที จึงจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่ทรัพย์สินภายในห้องเรียนดังกล่าว เสีนหายถูกเพลิงเผาจนหมด

 

จากการสอบถาม ดร.ปพลเดช ทศวิภาค ผู้อำนวยการโรงเรียนญาณนเรศว์รพัฒนาพิทยาคม   ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นักเรียนนาฎศิลป์ ได้มาทำการเปลี่ยนชุดนางรำ เพื่อไปแสดงที่งานแข่งเรือของ อบต.ท่างาม โดยแต่ละคนทิ้งกระเป๋าเสื้อผ้า ทรัพย์สิน โทรศัพท์มือถือว่าไว้ภายในห้องเรียนดังกล่าวด้วย หลังจากนั้นกลับมาก็พบว่าห้องเรียนนาฎศิลป์ ได้เกิดไฟลุกไหม้ที่บริเวณใต้โต๊ะคอมพิวเตอร์ จนลุกลามไปทั่ว หลังจากนั้นกลุ่มนักเรียนดังกล่าวจึงได้รีบเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาควงบคุมเพลิงไว้ดังกล่าว ซึ่งกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้ทรัพย์สินภายในห้องเรียนก็เสียหายจนหมดสิ้น คาดว่าทรัพย์สินที่เสียหายดังกล่าวมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

 

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าสาเหตุอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร บริเวณปลั๊กคอมพิวเตอร์ แล้วลุกลามไปทั่วบริเวณ ซึ่งอย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะมาตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แท้จริงอีกครั้ง

 

 

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL