พฤหัสบดี, กันยายน 18, 2014
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

อาจารย์สอนฟุตบอลชาวแคเมอรูนซิ่งเก๋งชน จยย. สองผัวเมียดับคาที่

อาจารย์พิเศษสอนฟุตบอลชาวคาแมรูนซิ่งเก๋งป้ายแดงพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

 

 

                    เมื่อเวลา 05.40 น. วันที่ 1 ก.ย. ร.ต.ท.สาลี  ดวงอุประ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บนถนนสิงหวัฒน์ ขาเข้าตัวเมืองพิษณุโลก ใกล้เคียงสี่แยกบ้านคลอง ต.บ้านคลอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน แพทย์เวรโรงพยาบาลพุทธชินราชรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน-ดำ หมายเลขทะเบียน 1 กก 4671 พิษณุโลก ล้มอยู่กลางถนนสภาพด้านท้ายรถถูกชนพังเสียหาย ใกล้กันพบศพผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย ทราบชื่อคือ จ.ส.อ.วีระ  สิงห์คง อายุ 70 ปี และนางรังสิยา  สิงห์คง อายุ 64 ปี สองสามีภรรยา พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 16/1 ถ.ปราบไตรจักร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก สภาพศพนอนจมกองเลือดอยู่ ศีรษะแตกเป็นบาดแผลฉกรรจ์ และตามเนื้อตัวมีลอยถลอกฟกช้ำทั่วบริเวณ ห่างออกไปประมาณ 400 เมตร พบรถเก๋งคู่กรณียี่ห้อฟอร์ด รุ่นเฟียสต้า ทะเบียนป้ายแดงหมายเลข ก-2514 พิษณุโลก จอดอยู่ริมถนนสภาพด้านหน้ารถพังเสียหายยับเยิน กระจกด้านหน้าแตกร้าว ส่วนคนขับทราบชื่อต่อมาคือ MR. CHE PRAIDE ANYE อายุ 25 ปี เชื้อชาติแคเมอรูน สัญชาติแคนาดา และเป็นอาจารย์พิเศษสอนฟุตบอล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 3 หลังเกิดเหตุเป็นลมช็อคหมดสติไป เจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช ทั้งนี้ขณะเกิดเหตุได้มี น.ส.จันทร์จิรา  สิงห์คง อายุ 41 ปี บุตรสาวผู้เสียชีวิต เดินทางมาดูที่เกิดเหตุและร่ำไห้โผเข้ากอดศพของพ่อและแม่ เป็นภาพที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า MR. CHE PRAIDE ANYE อายุ 25 ปี พร้อมเพื่อนชายชาวต่างชาติ ขับรถเก๋งมาตามถนนเส้นพิษณุโลก-สุโขทัย ด้วยความเร็วสูง และขับฝ่าไฟแดงมาชนท้ายรถจักรยานยนต์ของ จ.ส.อ.วีระ  สิงห์คง และนางรังสิยา  สิงห์คง สองสามีภรรยา ที่กำลังขี่รถออกจากบ้านพักเพื่อไปจ่ายตลาดเข้าอย่างจัง จนร่างกระเด็นไปคนละทิศละทางและเสียชีวิตทันที่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบภายในรถเก๋งคันก่อเหตุ ยังพบขวดเบียร์สภาพปากขวดแตกวางอยู่บริเวณเบรกมืออีกด้วย เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจะสอบปากคำผู้ก่อเหตุเพิ่มเติมหลังจากฟื้นได้สติแล้ว ส่วนร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสองศพนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำไปไว้ที่นิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช ก่อนจะมอบให้ญาติรับกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป.

 

ตำรวจจับแก๊งค้ายาบ้าพร้อมอาวุธปืนสงคราม

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก จับ 3 ผู้ต้องหาค้ายาบ้า เครือข่ายเรือนจำกลางพิษณุโลก พร้อมของกลางเป็นยาบ้ากว่า 2000 เม็ด ยาไอซ์ และอาวุธปืนสงคราม

 

 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่หน้าสำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก พล.ต.ต.ชฎิล  พรมไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก แถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำ กลางจังหวัดพิษณุโลก ได้ผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย คือ นางยุพิน  กำแพงเพชร อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75/ 5 หมู่ 5 ต.บึงพระ อ.เมืองพิษณุโลก นายสันติ  หรือหนุ่ม ทองมา อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 127 หมู่ 1 ต.ท่าทอง อ.เมืองพิษณุโลก และนายสุรเชษฐ  หรือ เพชร ป่าสำมะโน อายุ 25 ปี อยู่บ้าสนเลขที่ 23/1 หมู่ 2 ต.หนองกุลา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 2,159 เม็ด ยาไอซ์ 51.7 กรัม อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม.จำนวน 1 กระบอก กระสุนขนาด 9 มม. จำนวน 84 นัด อาวุธปืน AK47 (อาก้า) จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด 7.62 จำนวน 18 นัด พร้อมกับตรวจยึดทรัพย์สินเป็นรถยนต์เก๋งจำนวน 2 คัน รถจักรยานยนต์จำนวน 1 คัน สร้อยคอทองคำ ไว้ทำการตรวจสอบ

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก พ.ต.อ.ปิติ  นฤขัตรพิชัย ผกก.สส. ภ.จว.พิษณุโลก พร้อมกับพวก สืบทราบว่า นางยุพินมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้าน จึงได้ทำการเข้าตรวจค้น พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในบ้านพัก จำนวน 9 ถุง 1,782 เม็ด นอกจากนี้ยังพบนายสันติที่บ้านพักหลังดังกล่าวอีกด้วย จึงทำการตรวจค้นพบยาบ้าในตัว จำนวน 200 เม็ด ในเบื้องต้นนางยุพินให้การรับสารภาพว่า รับยาบ้ามาจากนายสุรเชษฐ์ ที่ อ.บางระกำ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตามขยายผลเข้าจับกุมที่บ้านพัก ขณะเข้าจับกุมนายสุรเชษฐ์ได้มีการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้พยายามจะชักอาวุธปืนขนาด 9 มม. ที่ขึ้นลำกล้องพร้อมยิงออกมาต่อสู้ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าชาร์ตจับกุมตัวได้เสียก่อน จากการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 84เม็ด ยาไอซ์ 51.7 กรัม และอาวุธปืนอาก้า จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน ซึ่งถือเป็นอาวุธสงครามร้ายแรง

เบื้องต้นนายสุรเชษฐ์ ผู้ต้องหารายที่ 3 ให้การรับสารภาพว่า รับออเดอร์ยาบ้ามาจากกลุ่มนักโทษภายในเรือนจำกลางจังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำไปขายให้กับลูกค้าในเขต จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย และก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางระกำ จ.พิษณุโลก จับคดียาบ้ามาแล้วครั้งหนึ่ง และกำลังอยู่ในระหว่างประกันตัวสู้คดีในชั้นศาล แต่กลับมาถูกจับกุมตัวในครั้งนี้อีกครั้ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสืบสวนจับกุมตัวผู้ร่วมขบวนการค้ายาบ้าทั้งหมด เพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

 

 

 

อุกอาจ คนร้ายบุกทุบกระจกธนาคารกรุงไทย ในศาลากลางเมืองสองแคว

คนร้ายก่อเหตุปีนหน้าต่างศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เข้าไปทุบกระจกธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดเสียหาย คาดว่าทำเพื่อหวังต่อทรัพย์สิน แต่ขณะก่อเหตุเกิดกลัวกล้องวงจรปิดจับภาพได้ จึงรีบเผ่นหนีไปโดยไม่ได้ทรัพย์สินใดๆ ติดมือไปด้วย ผู้ว่าฯ รีบรุดดูที่เกิดเหตุสั่งควานหาตัวคนร้ายรายนี้ เพราะกล้าลงมือในสถานที่ราชการสำคัญของจังหวัด

 

 

เมื่อเวลา 05.55 น. วันที่ 13 ส.ค. ร.ต.ท.สมเกียรติ  บุญมีจิว พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งเหตุมีคนร้ายบุกเข้าไปทุบกระจกธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ พร้อมรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.สามารถ  จูเทศ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ในที่เกิดเหตุพบกระจกของธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ถูกคนร้ายใช้ของแข็งทุบบริเวณด้านข้างของธนาคาร ส่งผลทำให้กระจบแตกเป็นรูโหว่กว่า 1 ฟุต และมีรอยร้าวทั้งบาน โชคดีไม่มีทรัพย์สินภายในธนาคารสูญหายแต่อย่างใด ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าคนร้ายได้แอบใช้บันไดไม้ไผ่ ปีนขึ้นทางหน้าต่างชั้น 1 ของศาลากลางจังหวัด แล้วเข้ามาทุบกระจกของธนาคาร คาดว่าจะหวังเอาทรัพย์สินภายในธนาคารดังกล่าว

เบื้องต้นจากการสอบสวน น.ส.นิรันดร์  อุปรีพร้อม อายุ 37 ปี พนักงานทำความสะอาด ประจำศาลาจังหวัดพิษณุโลก ผู้พบเห็นคนแรก ให้การว่า เมื่อเวลา 05.30 น. ของวันนี้ ตนเองเข้ามาทำความสะอาดตามปกติทุกเช้า และพบว่ามีเศษกระจกแตกหล่นอยู่ที่พื้น บริเวณด้านข้างธนาคารกรุงไทย จึงได้ไปเก็บกวาด โดยที่ยังไม่เห็นว่ามีการทุบกระจก แต่หลังจากเห็นว่ากระจกโดนทุบดังกล่าว จึงรีบแจ้งให้นายวิเชียร  ด้วงมี อายุ 51 ปี เจ้าหน้าที่ อส. ที่ทำหน้าที่เฝ้าเวรยามประจำศาลากลางจังหวัดรับทราบ แล้วจึงโทรศัพท์แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

                นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำ นางประกาย  อุปคำ อายุ 43 ปี แม่ค้าขายข้าวแกงที่เปิดร้านอยู่ใกล้กันกับศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ให้การว่า เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันนี้ ขณะที่ตนเองกำลังเปิดร้านขายข้าวแกงตามปกติ ได้ยินเสียงมีคนทุบสิ่งของเสียงดังอยู่ภายในศาลากลาง จำนวน 2 ครั้ง แต่ไม่ได้สนใจอะไร จนต่อมาทราบเรื่องว่ามีคนร้ายบุกเข้าไปทุบกระจกธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดพิษณุโลกดังกล่าว

ด้าน นายจุล  บุญเลี้ยง ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ปกติธนาคารจะมีระบบรักษาความปลอดภัย หากมีคนร้ายมาทุบกระจก หรือพยายามเปิดประตู สัญญาณกันขโมยจะร้องดังไปที่โทรศัพท์มือถือของตนเอง และที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก แต่เมื่อคืนที่ผ่านมากลับไม่มีเสียงสัญญาณดังแต่อย่างใด ทำให้ตนแปลกใจมาก นอกจากนี้หลังจากตรวจสอบกล้องวงจรปิด จุดเกิดเหตุก็ไม่เห็นโฉมหน้าคนร้ายอีกด้วย เนื่องจากเป็นจุดที่มืดมาก และตัวกล้องทันหน้าไปที่ตู้กดเงินเอทีเอ็ม แต่คาดว่ากล้องวงจรปิดของสำนักงานหนังสือเดินทาง จ.พิษณุโลก ที่อยู่ติดกับธนาคารน่าจะจับภาพคนร้ายเอาไว้ได้

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 เพื่อตรวจสอบหารอยนิ้วมือแฝงของคนร้าย ขณะที่สาเหตุของคดีนี้ทางเจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนอีกครั้ง ว่าคนร้ายต้องการประสงค์ต่อทรัพย์ หรือเป็นการข่มขู่สร้างสถานการณ์กันแน่ เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ภายในศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ถือว่าเป็นสถานที่ราชการสำคัญของจังหวัด

ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. นายระพี  ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับคนร้ายที่ทุบกระจกธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดพิษรุโลก มาดำเนินคดีโดยเร็ว เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจ เข้ามาทำลายทรัพย์สินภายในสถานที่ราชการ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทรัพย์สินอะไรไปก็ตาม นอกจากนี้ยังกำชับให้เจ้าหน้าที อส. ดูแลพื้นที่ศาลาอย่างเข็มงวด เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีมากระทำการดังกล่าวซ้ำอีก.

 

 

   

สนธิกำลังบุกค้นเรือนจำกลางพิษณุโลก พบไอโฟน อาวุธเพียบ

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นำทีมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ปปส. ตชด.31 เจ้าหน้าที่กรมราทัณฑ์ กว่า 400 นาย ตรวจค้นเรือนจำกลางพิษณุโลก พบโทรศัพท์มือถือ 58 เครื่อง มีทั้งยี่ห้อไอโฟน  และ โน้ตและพบยาเสพติด อาวุดมีดประดิษฐ์กว่า500 ชิ้น

 

เมื่อเวลา 00.30 น.ของวันนี้( 3 ส.ค.) ที่เรือนจำกลางจังหวัดพิษณุโลก นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นางพรพิตร นรภูมิพิภัชน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.อ.นพพร เรือนจันทร์ รองผู้บัญชาการกองทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 พลตรีชฏิล พรหมไพบูลย์  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 31 เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ และฝ่ายพลเรือน สนธิกำลังจำนวนกว่า 400 นาย เข้าตรวจค้นเรือนจำกลางพิษณุโลก ตามนโยบายของ คสช. พร้อมเพื่อหาสิ่งผิดกฎหมายในเรือนจำ ทั้ง 5 แดน มีนักโทษในเรือนจำกลางจำนวน  2,840 คน  โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการ ตรวจค้นละเอียดถี่ถ้วน มีการรื้อพื้นไม้ปาเก้ และตรวจสอบห้องน้ำแต่ละห้อง ปรากฎว่าพบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ จำนวน 58 เครื่อง ที่สำคัญ มี ไอโฟน 5 จำนวน 5 เครื่อง ซัมซุง โน้ต 3 จำนวน 2 เครื่อง ถือว่ามีราคาที่แพงมาก นอกจากนี้ ยังพบยาไอซ์ และอุปกรณ์เสพ จำนวนหนึ่ง บุหรี่ สมุดบัญชีธนาคาร สมุดรายชื่อการยืมเงิน บัตรเอทีเอ็ม อุปกรณ์การเล่นพนันไพ่ และลูกเต๋าและที่สำคัญยังพบอาวุดมีด ที่ดัดแปลงจากอุปกรณ์ต่างๆ จำนวนกว่า 500 ชิ้น

 

โดยหลังจากการตรวจค้น นายระพี ผ่องบุพกิจ พร้อมหน่วยงานทีเกี่ยวข้องได้นำของกลาง มาแถลงข่าว พร้อมกับกล่าวชมเชยการทำงานของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากปัญหายาเสพติด ที่กำลังระบาดในขณะนี้ เมื่อสืบทราบและทำการขยายผลส่วนใหญ่จะมีต้นตอมาจากเรือนจำ ซึ่งหลักจาก ทาง คสช.เน้นย้ำและจัดระเบียบความเรียบร้อยนั้น ทำให้การตรวจค้นเรือนจำทำได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากพบสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะทำการตรวจสอบที่มาที่ไปพร้อมกับขยายผลการลักลอบนำเข้ามาในเรือนจำอีกครั้ง ขณะที่ยาเสพติดทางเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเส้นทางการส่งยาเสพติดมาในเรือนจำได้อย่างไร ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการตรวจปัสสาวะของเจ้าหน้าที่เรือนจำด้วย เบื้องต้นยังไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่อย่างใด

 

ด้านนางพรพิตร นรภูมิพิภัชน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า หลังจากตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก นั้น ส่วนใหญ่นักโทษจะนำเข้ามาในเรือนจำทางทวารหนัก โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบได้ยาก อนาคตทางกรมราชทัณฑ์ จะต้องกำชับ ให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดผู้ต้องขังให้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลานำตัวไปขึ้นศาลพิจารณาคดี อีกทั้งต้องหามาตรการเข้มงวดการป้องการโยนสิ่งของเข้ามาในเรือนจำอีกด้วย  ถึงแม้ว่าทางเรือนจำกลางพิษณุโลก จะมีระบบตัดสัญญาณโทรศัพท์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีนักโทษยังสามารถใช้โทรศัพท์ได้อีก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง

 

 

 

จับหนุ่มทหารเกณฑ์หนีทหารจี้ชิงทองกลางเมืองพิษณุโลก

 

รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 แถลงผลการจับกุมทหารเกณฑ์สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก หนีทหารมาเป็นเวลา1 เดือนแล้ว ก่อเหตุจี้ชิงทองคำน้ำหนัก 3 บาท ร้านทองห่างจาก สภ.เมืองพิษณุโลก 100 เมตร สารภาพเพิ่งอยู่กินกับแฟนสาวได้ไม่นาน แต่เนื่องจากไม่มีอาชีพอะไรทำกลัวแฟนสาวจะบอกเลิกจึงลงมือก่อเหตุแต่ก็ไม่พ้นถูกจับดำเนินคดี

 

 

เมื่อเวลา 18.00  น. วันที่ 30 กรกฎาคม  ที่ห้องประชุม สภ.เมืองพิษณุโลก พล.ต.ต.ศิรินทร์ ผดุงชีวิตร์ รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.ชฎิล พรหมไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.อ.บุญญฤทธิ์ โลห์สุวรรณ ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก พ.ต.อ.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.พิษณุโลก พ.ต.ท.ชาญวุธ ไชยรุ่งเรือง สว.สส.สภ.เมืองพิษณุโลก ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดีชิงทรัพย์ ที่ห้างทองพัฒนาภรณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 12/39 ถ.มหาธรรมราชา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้ผู้ต้องหา 1 ราย คือ นายวุฒิพงษ์ หรือจอน ตาจี๋ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 117/7 หมู่ 9 ต.แม่ทะ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง พร้อมของกลางสร้อยคอทองคำ จำนวน 2 เส้น รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ไอ สีน้ำเงิน-ขาย ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน กางเกงวอร์มขายาวสีดำ 1 ตัว รองเท้าผ้าใบ 1 คู่ ที่ใช้สวมใส่ในวันเกิดเหตุ ปืนปลอม 1 กระบอก และใบรับจำนำห้างทองแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาตัว นายวุฒิพงษ์ หรือจอน ตาจี๋ ผู้ต้องหา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่ห้างทองพัฒนาภรณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 12/39 ถ.มหาธรรมราชา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก

 

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม  ที่ผ่านมา ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าห้างทองพัฒนาภรณ์ และเดินเข้าไปทำทีขอซื้อสร้อยคอทองคำจาก น.ส.ไพลิน สุวราพัฒนาภรณ์ อายุ 26 ปี เจ้าของร้าน และทำทีขอดูสร้อยคอทองคำ บอกว่าจะซื้อไปหมั้นแฟนสาว ซึ่งขอดูสร้อยคอจำนวนหลายเส้น ก่อนจะกระชากสร้อย 3 เส้น น้ำหนัก 3 บาท ไปจากมือเจ้าของร้าน พร้อมเปิดเสื้อคลุมโชว์ปืนพกที่เหน็บอยู่ที่เอวแล้วพูดขึ้นว่า “มาปล้นเด้อ” เพื่อข่มขู่เจ้าของร้าน ก่อนจะวิ่งไปเปิดประตู แต่ไม่สามารถเปิดได้เนื่องจากเป็นประตูอัตโนมัติ จึงใช้มือกระแทกจนกระจกบานประตูแตก ก่อนวิ่งไปสตาร์ทรถขี่หลบหนีไป โดยทางร้านไม่มีกล้องวงจรปิด เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปรับปรุง

 

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่เกิดเหตุ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามถนนเส้นต่างๆ ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุเพื่อแกะรอยคนร้ายรายนี้ จนสามารถติดตามไปจับกุมตัวได้ที่บ้านพักเลขที่ 29/44 ถ.พระร่วง ซอย 1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ขณะที่กำลังนั่งดื่มกินเบียร์อย่างสบายใจ เมื่อคนร้ายเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับหน้าถอดสี และยอมมอบตัวแต่โดยดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนเพิ่มเติมทราบว่า นายวุฒิพงษ์ หรือจอน ตาจี๋ ผู้ต้องหา เป็นทหารเกณฑ์สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ได้หนีทหารมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว และเพิ่งมาอยู่กินกับแฟนสาวที่คบกันได้ไม่นาน แต่เนื่องจากไม่มีอาชีพอะไรทำ และกลัวแฟนสาวจะบอกเลิก จึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุดังกล่าว ส่วนสร้อยคอทองคำที่ได้มานั้น ผู้ต้องหาบอกกับแฟนสาวว่าเอามาจากบ้านเพื่อให้สบายใจ ก่อนจะให้แฟนเอาไปจำนำที่ร้านทองแห่งหนึ่ง เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายต่างๆ จนมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL