ศุกร์, กุมภาพันธ์ 24, 2017
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

ดาบตำรวจโหดจ่อยิงเพื่อนสาวตายคารถ

ดาบตำรวจโรงพักดังจ่อยิงเผาขนเพื่อนสาวตายคารถเก๋งหน้าค่ายทหารก่อนหลบหนี คาดปัญหาส่วนตัวและปมชู้สาว

 

 

กลางดึกคืนวันที่ 17 ก.พ. ร.ต.อ.สมาน  พรมประดิษฐ์ รอง สว. (สอบสวน) สภ.วังทอง จ.พิษณุโลก รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณหน้าป้อมเวรยามทหารประตูทางเข้าค่ายสฤษดิ์เสนา กรมรบพิเศษที่ 4 ริมถนนเส้นพิษณุโลก – หล่มสัก หมู่ 2 ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบตามลำดับชั้น แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลวังทอง ตำรวจวิทยาการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6 กำลังตำรวจชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยบูรพา ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้รุ่นซิตี้ สีขาว ทะเบียน กท 8872 นครสวรรค์ จอดคาอยู่ที่ประตูทางเข้าค่ายทหาร ตรวจสอบที่เบาะนั่งฝั่งคนขับพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย ตามเนื้อตัวเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยเลือด เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงช่วยกันนำร่างออกมาชันสูตรพลิกศพนอกรถ ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.กนก  สุวรรณนิตย์ อายุ 35 ปี พนักงานหน่วยงานองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ อยู่บ้านเลขที่ 620/7 หมู่ 7 ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ สภาพศพสวมเสื้อคลุมสีเหลือง นุ่งกางเกงขายาวสีน้ำตาล มีบาดแผลถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณมือขวา หน้าอก หน้าท้อง สีข้างซ้าย-ขวา หน้าขาซ้าย-ขวา รวม 11 แห่ง นอกจากนี้ตรวจสอบที่เกิดเหตุยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ข้างรถเก๋งจำนวน 5 ปลอก และร่องรอยกระสุนปืนยิงเข้าที่ข้างรถฝั่งขวา 1 รู จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

ส่วนคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุ คือ ด.ต.วุฒิกร  มหา อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจประจำ สภ.แก่งโสภา อยู่บ้านเลขที่ 152/29 ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก หลังก่อเหตุได้จอดรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีบรอนซ์ – เงิน ทะเบียน กฉ 7120 พิษณุโลก ทิ้งไว้ริมถนนใกล้กับที่เกิดเหตุ แล้ววิ่งหนีหายไปกับความมืด เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันระดมออกค้นหาแต่ไม่พบตัวแต่อย่างใด จึงต้องติดต่อประสานผ่านญาติให้เข้ามามอบตัวโดยเร็วที่สุด และหวั่นว่าผู้ต้องหาจะเกิดความเครียดจนคิดสั้นฆ่าตัวตาย

จากการสอบสวน น.ส.ปัณฑ์รพี  ประวิทย์ชาติ อายุ 49 ปี ให้การว่า ตนเองและ ด.ต.วุฒิกร  มหา ซึ่งเป็นเพื่อนกันได้ชักชวนนั่งรถไปดื่มกินที่ร้านอาหารแรงเยอร์ กระทั่งไปถึงร้านก็พบว่า น.ส.กนก  สุวรรณนิตย์ นั่งรออยู่ก่อนแล้วจึงร่วมนั่งกินอาหารโต๊ะเดียวกัน เพราะ ด.ต.วุฒิกร ก็รู้จัก น.ส.กนก เช่นกันแต่ตนก็ไม่รู้ว่าทั้งคู่มีความสนิทสนมกันมากแค่ไหน เมื่อทานอิ่มจึงขอแยกย้ายกลับบ้าน โดย ด.ต.วุฒิกร บอกว่าจะเดินทางไป จ.นครสวรรค์ ตนจึงขอกลับบ้านกับ น.ส.กนก ซึ่งทางกลับบ้านทางเดียวกัน แต่ระหว่างทางกลับพบว่า ด.ต.วุฒิกร ขับรถเก๋งตามมาด้วยความเร็วและขับจี้ด้านท้าย จากนั้นได้ขับรถมาปาดหน้า ด้วยความกลัวจะเกิดเรื่องร้าย น.ส.กนก จึงแวะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากทหารที่เฝ้าเวรยามอยู่หน้าค่ายค่ายสฤษดิ์เสนา ขณะที่ ด.ต.วุฒิกร ขับรถตามมาทันจึงจอดรถไว้ริมถนนและเดินตามมาที่รถพูดจาข่มขู่ว่า “มึงไม่เคลียร์กับกูใช่ไหม” มีอะไรให้ไปคุยกันที่บ้าน แต่ น.ส.กนก ก็ไม่ยอมพูดคุยด้วยและไม่ยอมลงจากรถ จากนั้น ด.ต.วุฒิกร ก็เดินกลับไปเอาปืนในรถจ่อยิงใส่ น.ส.กนก หลายนัดจนแน่นิ่งไป ด้วยความตกใจตนจึงวิ่งหนีเข้าไปในค่ายทหาร ท่ามกลางทหารที่เห็นเหตุการณ์อยู่หลายคนพยายามเข้าช่วยเหลือ ก่อนที่ ด.ต.วุฒิกร จะวิ่งหนีหายไปกับความมืดและจอดรถทิ้งเอาไว้

ขณะที่ ส.ต.นพเก้า  พระทัย เจ้าหน้าที่พลขับ ที่เข้าเวรอยู่หน้าป้อมยาม ให้การเพิ่มเติมว่า ขณะเกิดเหตุตนยืนเข้าเวรอยู่หน้าค่ายทหารร่วมกันกับเพื่อนอีก 1 คน โดยมี น.ส.กนก ขับรถเข้ามาขอความช่วยเหลือ  ซึ่งตนได้สอบถามว่าจะเข้าไปติดต่อธุระอะไรข้างในค่ายหรือเปล่าตามกฎระเบียบ ทันใดนั้น ด.ต.วุฒิกร ก็ตามมาพูดจาข่มขู่เสียงดังใส่ผู้หญิง ตนก็พยายามไกล่เกลี่ยให้ใจเย็นลง แต่กลับเดินไปเอาปืนมาจ่อยิงใส่ต่อหน้าต่อหน้าถึง 4 นัด ตนจึงปัดป้องยื้อแย่งปืนกันจนเกิดลั่นอีก 1 นัด ก่อนจะรีบวิ่งไปตามทหารอีกจำนวนหนึ่งให้รีบมาช่วยเหลือนำตัว น.ส.กนก ส่งยังโรงพยาบาล แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี และตรวจสอบกล้องวงจรปิดหน้าค่ายทหารที่จะใช้มัดตัวผู้กระทำผิด ส่วนประเด็นการสังหารครั้งนี้คาดว่าน่าจะมาจากปัญหาส่วนตัวเรื่องใดเรื่องหนึ่งและเรื่องชู้สาว ซึ่งจะส่งศพของผู้เสียชีวิตไปไว้ที่แผนกนิติเวชโรงพยาบาลพุทธชินราช และจะติดต่อให้ญาติมารับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนาต่อไป.

 

 

 

ตำรวจภาค 6 จับขบวนการค้ายาบ้าพร้อมอาวุธสงคราม

 
ผบช.ภ.6 แถลงจับขบวนการค้ายาบ้าพร้อมอาวุธสงคราม พร้อมของกลางยาบ้า  30,281 เม็ด อาวุธปืนสงคราม   และกระสุนปืน อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มมจำนวน 2 กระบอก  เงินสดจำนวน 141,104 บาท  โทรศัพท์ 3  เครื่อง และสร้อยทองคำอีก จำนวน 2 เส้น 

 

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 15 ก.พ.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีสำนักงานตำรวจภูธรภาค 6 พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์  ผบช.ภ.6 เป็นประธานในการแถลงข่าวผลการจับกุมบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่รายหนึ่ง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชวลิต ชาญเวชช์ รอง ผบช.6 พล.ต.ต.ภานุ  บุรณศิริ  ผบก.สส.ภ. พล.ต.ต.ดำรงค์  เพ็ชรพงษ์  ผบก.จว.นครสวรรค์  พ.ต.อ.สมพร ทองรอด  พ.ต.อ.ปิติ นฤขัตรพิชัย  รอง ผบก.สส.ภ.6 พ.ต.อ.ชัยวัตน์ พรกระแส ผกก.สส.3 กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 6 

โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย มีนายสมศักดิ์ หรือใหม่ หล่ำผล อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 ม.6 ต.ลำพยนต์ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์  นายพนม หรือ บอล บัวขาว อายุ 32 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 38/4 ม.6 ต.ลำพยนต์ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์  และ น.ส.รัศมี หรือต่าย เอี่ยมจันทร์สอาด  อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88/ ม.8 ต.หนองแขม อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี  พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 15 มัด และอีก 1 ถุง รวม ยาบ้า ทั้งหมด 30,281 เม็ด อาวุธปืนสงคราม M4 A1 จำนวน 1 กระบอก  พร้อมแม๊กาซีน 2 แม๊กกาซีน  และกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. จำนวน 174 นัด  อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. จำนวน 2 กระบอก  เครื่องกระสุน จำนวน 178 นัด เงินสดจำนวน 141,104 บาท  โทรศัพท์ 3  เครื่อง และสร้อยทองคำอีก จำนวน 2 เส้น
 
ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีขวบการค้ายาเสพติดรายใหญ่ โดยที่บริเวณบ้านเลขที่ 38/4 ม.6 ต.ลำพยนต์ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์  มีการลำเลียงยาบ้ามาซุกซ่อนเอาไว้   เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ประสาน พ.ต.อ.อวัช มูลศิริ ผกก.สภ.ตากฟ้า และ พ.ท.รุ่งคุณ มหาปัญญาวงศ์ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4 ร่วมวางแผน จนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ที่อยู่ภายในบ้านหลังดังเอาไว้ได้
จากข้อมูลของทางเจ้าหน้าที่ ทราบว่า มีผู้ต้องหาในเรือนจำชื่อนายชัช โดยจะโทรศัพท์สั่งให้นายเอ หรือชัย ซึ่งเป็นผู้ค้ายาบ้ารายใหญ่มีภูมิลำเนาที่กรุงเทพ ให้นำยาบ้าไปส่งให้กลุ่มผู้ต้องหาครั้งละ 20-30 มัด ประมาณ 40,000-60,000 เม็ด ที่จังหวัดลพบุรี โดยจะนำยาบ้าทั้งหมดไปพักที่บ้านเกิดเหตุ  เพื่อรอส่งต่อให้ลูกค้ารายย่อยอีกครั้ง ในการจับกุมครั้งนี้ทางผู้ต้องหาหญิง คือ น.ส.รัศมี หรือต่าย เอี่ยมจันทร์สอาด  ไม่ขอร่วมแถลงข่าว เจ้าหน้าที่จึงแยกตัวออกไปควบคุมต่างหาก 
เบื้องต้นจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหา ได้ร่วมขบวนการมานานแล้ว และมีการขนยาบ้ามาจำนวนหลายครั้ง  โดยได้รับค้าจ้างครั้งแสนกว่าบาท  นอกจากนั้นยังเสพเองวันละ 10 กว่าเม็ด โดยวิธีสูดควัน  ทุกครั้งไปรับยาบ้าไม่ต่ำกว่า 20 มัด ในราคาประมาณมัดละ 6 หมื่นบาท  รวมเป็นเงิน 1.2 ล้านบาท หลังจากส่งยาบ้าหมดจะนำเงินที่ได้ทั้งหมดให้กับกลุ่มขบวนการค้ายาบ้า ส่วนตัวจะได้ค่าส่งครั้งละแสนกว่าบาท และได้ยาบ้าเอาไว้เสพอีกจำนวนหนึ่ง 

ด้าน ผบช.6 กล่าวว่า ขบวนการค้ายาบ้ารายนี้ยังไม่ใหญ่มากถ้าเทียมกับรายอื่นๆ  เพราะรายใหญ่จริงๆมีอยู่ 6  ราย เท่านั้น แต่ถ้าหากตรวจสอบเส้นทางแล้ว ขบวนการค้ายาเสพติดทุกรายจะเชื่อมโยงถึงกันหมด

 

 

 

 

จับพระมั่วสีกาเสพยาบ้าในม่านรูดคืนวาเลนไทน์

 
เจ้าหน้าที่ชุดจัดระเบียบสังคมจังหวัดพิษณุโลกออกตรวจสถานบริการและโรงแรมม่านรูด ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ สามารถจับพระมั่วสีกาเสพยาบ้าในม่านรูดคืนวาเลนไทน์

 
 

เมื่อวันที่ 15 ก.พ.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงคืนของวันวาเลนไทน์  เจ้าหน้าที่ชุดจัดระเบียบสังคมจังหวัดพิษณุโลก นำโดยพันโท ประวิธ ธรรมชาติ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 9 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ พร้อมด้วย นายสุธี ชำนาญจิตร ปลัดอำเภอเมืองพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พิษณุโลก  ม.พัน 9 ฝ่ายปกครองจังหวัดพิษณุโลก ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองพิษณุโลก พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก สรรพสามิตพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก ได้ออกตรวจสถานบริการและโรงแรมม่านรูด ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ จนมาถึงโรงแรมแฮปปี้อินน์ ห้องที่ 8 เจ้าที่ได้สงสัยรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน กธ 8134 พิษณุโลกจอดอยู่  โดยภายในมีย่ามและผ้าเหลืองอยู่ในรถคันดังกล่าว 

หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ ได้เคาะห้อง พบตัวนายวุฒิชัย พรมมา อายุ 35 ปี บ้านเลข 220 หมู่ 3 ตำบลบ้านกร่าง เจ้าของรถเก๋งเป็น พระลูกวัดพระขาวชัยสิทธิ์ ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก พร้อมด้วยยาบ้าจำนวน 6 เม็ด ใส่ถุงพลาสติกใสแบบรูดปิด ที่ทิ้งเอาไว้ในท่อระบายน้ำในห้องน้ำ พร้อม นางสาว เอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ให้การรับสารภาพว่านายวุฒิชัย พรมมา ได้ขับรถไปรับมาเพื่อร่วมหลับนอนฉลองวันวาเลนไทน์และเสพยาบ้าด้วยัน กระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจค้นจับกุม และนำตัวไปให้พระครูสมุห์ภราดร  จนฺทสาโร เลขารองเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก พระวินยาธิการ ทำการสึกจากความเป็นพระ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบพบว่า นายวุฒิชัย พรมมา เคยบวชเป็นพระมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกจับคดีจำหน่ายและเสพยาบ้า และเป็นผู้ค้ารายใหญ่ในพื้นที่ตำบลบ้านกร่างอีกด้วย หลังออกจากคุกได้กลับมาบวชใหม่ได้ประมาณ 1 ปี โดยรู้จักกับ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นสาวหน้าตาดี  แต่เคยมีครอบครัวและมีลูก 1 คน โดยมีคนแนะนำให้รู้จักกับนายวุฒิชัย พรมมา ซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดพระขาวชัยสิทธิ์ ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก โดยมีการติดต่อกันทางโทรศัพท์และไลน์  กระทั่งถึงคืนวันวาเลนไทน์ ได้มีการนัดหมายไปหลับนอนที่โรงแรมแฮปปี้อินน์ ห้องที่ 8 โดยนายวุฒิชัย ได้ถอดจีวรและเครื่องของพระไว้ในรถเก๋ง แต่งชุดสวมเสื้อผ้าทั่วไปเข้าไปพักภายในห้องกับ น.ส.เอ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบจีวรรพระในรถเก๋งจึงได้ตรวจค้นภายในห้อง จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดี ส่วน น.ส.เอ นำตัวส่งไปสถานบำบัดต่อไป

 

 

   

ศาลตัดสินคดีร้านอาบอบนวดนำเด็กต่ำกว่า 18 ค้ากาม

ศาลจังหวัดพิษณุโลก พิพากษา ตัดสินคดีอาบอบนวดเอาเด็กต่ำกว่า 18 ค้ากาม ลงโทษสูงสุดในข้อหาสมคบเพื่อตกลงร่วมกันค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี

 

 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บัลลังก์ 9ศาลจังหวัดพิษณุโลก ผู้พิพากษาได้นั่งบัลลังก์ตัดสินคดี เลขดำที่ คม.1/59ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายเกศณรงค์ สุวรัตน์ จำเลยที่ 1/ นายจักรพันธุ์ จันทร์สงคราม จำเลยที่ 2 / นายวัชรพงษ์ นามเสือ จำเลยที่ 3 / ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิวสลูบี้ไนต์คลับ จำเลยที่ 4และ นางนิลวดี ฮั่นพงษ์กุล จำเลยที่ 5ในข้อหาสมคบเพื่อตกลงร่วมกันค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี

โดยศาลพิพากษา ในฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 282วรรค 2พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี 2539มาตรา 9วรรค 2ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1ที่ 4ที่ 5เป็นกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 5ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ลงโทษจำเลยที่ 4ฐานเป็นนิติบุคคลร่วมกันค้ามนุษย์ จำเลยที่ 2ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญาตัดสิน 

ให้จำคุกจำเลยที่ 1จำเลยที่ 5เป็นเวลา 5ปี ปรับจำเลยที่ 4เป็นเงิน 400,000บาท จำคุกจำเลยที่ 2เป็นเวลา 6ปี ปรับ 120,000บาท แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ลดโทษ 1ใน 3ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78เหลือจำคุก 4ปี ปรับ 80,000บาท และจำเลยที่ 2ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ดังนั้นให้รอลงอาญา 3ปี คุมประพฤติ 2ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ทุก 4เดือน ทำกิจกรรมบริการสังคม 20ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (แก้ไขใหม่) และมีคำสั่งให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8ตุลาคม 2558องค์กรปราบปรามการค้ามนุษย์ NVADER ทำการสืบสวนจนทราบว่าสถานบริการอาบอบอวด “นิวสลูบี้” ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ฝั่งขาออกเมือง หน้าปากซอยมิตรภาพ 6ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก ได้มีการแอบแฝงการค้าประเวณีเด็ก และเข้าข่ายการค้ามนุษย์ เนื่องจากให้มีเด็กที่ต่ำกว่าอายุ 18มาขายบริการ จึงให้สายลับติดต่อเข้าไปล่อซื้อจนสามารถจับกุมเอาไว้ได้ โดยขณะจับกุมมีนายเกศนรงค์ สุวรัตน์ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 163 ถ.สนามบิน ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก รับเป็นผู้จัดการสถานบริการ อาบ อบ นวด เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวพร้อมกับพนักงานเชียร์แขก แม่บ้าน อีกจำนวนกว่า 10 คน มาที่ สภ.เมืองพิษณุโลก พร้อมด้วยของกลาง เป็นธนบัตรล่อซื้อ บัญชีให้บริการลูกค้า ถุงยางอนามัย พร้อมด้วยผู้เสียหาย เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 3 คน หญิงสาวให้บริการอาบ อบ นวด อีกจำนวน 6 คน ผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย เพื่อสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยกล่าวหาว่าสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ร่วมกันค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี สำหรับคดีค้ามนุษย์และค้าประเวณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นคดีร้ายแรงอย่างมาก 

 

จับ 2พนักงานเทศบาลตำบล ค้ายาบ้าเครือข่ายภาคเหนือ

            ปปส.ภ.6  แถลงข่าวกับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้า พบเป็นพนักงานเทศบาลและเจ้าหน้าที่ อปพร. ได้ของกลางยาบ้า 100,987เม็ด รับยาบ้ามาจากภาคเหนือ

 

 

            เมื่อเวลา 14.00น. วันที่ 17มกราคม 2560ที่สำนักงาน ปปส.ภาค 6  ตำบลมะตูม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก    นายกิตติชัย  เหลืองกำจร ผอ.ปปส.ภ.6  ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตะเวนชายแดนที่ 31เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก  แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้าจำนวน 2ราย คือ นายอนุพงษ์ ศรีมาลา อายุ 32ปี อยู่บ้านเลขที่  1/42252ม.1ต.บ้านคลอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เป็นพนักงานเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก และ นายปัญโญวาท น่วมโพธิ์ อายุ 26ปี อยู่บ้านเลขที่ 102ม.3ต.บ้านคลอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก  เป็นเจ้าหน้าที่ อปพร  พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 100,987เม็ด รถยนต์เก๋งสีบอนด์เงิน ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค หมายเลขทะเบียน กย 2440พิษณุโลก จำนวน 1คัน โทรศัพท์มือถือจำนวน 2เครื่อง

            หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบทราบโดยติดตามมานานกว่า 6 เดือน ว่าทั้ง 2 คนมีพฤติกรรมค้ายาบ้า โดยรับยาบ้ามาจากกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในภาคเหนือตอนบน จึงได้วางแผนล่อซื้อและนัดส่งมอบยาที่บ้านไม่มีเลขที่ บ.บางสะแก ม.3 ต.บ้านคลอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เมื่อถึงเวลาส่งมอบทางเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม และแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้งสอง ว่า "ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย" แล้วได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL