พุธ, พฤษภาคม 27, 2015
   
Text Size

ค้นหาข่าว

ประชามติออนไลน์ พิษณุโลก :: ข่าวอาชญากรรม อุบัติเหตุ ::

ตำรวจเมืองสองแควรวบหนุ่มสาวงัดเบาะจักรยานยนต์ลักทรัพย์สิน

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุม 2 หนุ่มสาวข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์(รถจักรยานยนต์) หลังก่อเหตุงัดขโมยของใต้เบาะรถจักรยานยนต์ตามสถานที่ต่างๆโดยเฉพาะสวนสาธารณะ

 

 

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 20 พ.ค.58 พ.ต.ท.ไชยวิญญ์ อินทรทรัพย์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองพิษณุโลก พ.ต.ท.เทพฤทธิ์ สิงห์สถิตย์ สว.สส. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ร่วมกันทำการจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ชื่อนายมงคล พึ่งสีใส อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 222 ม. 2 ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก และน.ส.พิมพา บัวแดง อายุ 29 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 228 ม1 ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ตามหมายจับข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์(รถจักรยานยนต์)หรือรับของโจร

 

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งผู้เสียหายว่าได้รถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณลานเอนกประสงค์สวนชมน่าน เขตเทศบาลนครพิษณุโลก ในช่วงเวลา17.30 น.ของวันที่ 17 พ.ค. และบริเวณลานจอดรถจักรยานยนต์ สวนเฉลิมพระเกียรติ (แยกเรือนแพ) ต.ในเมือง ในช่วงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 20 พ.ค. ปรากฏว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ได้ให้อุปกรณ์งัดเบาะรถจักรยานยนต์รับความเสียหาย ก่อนจะขโมยทรัพย์สินที่เก็บเอาไว้ในช่องเก็บของใต้เบาะนั่งไป มีทั้งโทรศัพท์และกระเป๋าเงิน ซึ่งลักษณะการก่อเหตุจะเป็นแก๊งหรืออคนร้ายรายเดียวกัน โดยมีผู้เสียหายทั้งหญิงและชายแจ้งความเอาไว้จำนวนหลายราย

 

เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิดตามสถานที่ต่างๆ  กระทั่งพบหนุ่มสาวคู่หนึ่งขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่นฟีโน่ ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขจล-910 พิษณุโลก สีขาว-ทอง เข้าไปในบริเวณเกิดเหตุทั้งสองแห่ง และเป็นช่วงเวลาที่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายถูกงัด เจ้าหน้าที่จึงวางสายตำรวจนอกเครื่องแบบไว้ตามจุดที่ลานออกกำลังทั้งสองแห่ง กระทั่งพบผู้ต้องหาทั้งสองขี้รถจักรยานยนต์คันก่อเหตุมาจอดที่ลานจักรยานยนต์สวนชมน่าน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเอาไว้ พร้อมตรวจค้น พบของกลางโทรศัพท์ 3 เครื่อง และอุปกรณ์เก็บข้อมูลโทรศัพท์ของผู้เสียหายอีก 12 อัน

 

จากการสอบสวนทั้งสองคนให้การรับสารภาพ ร่วมกันลักทรัพย์ โดยก่อเหตุทั้งบริเวณลานจอดรถจักรยานยนต์สวนชมน่าน ซึ่งผู้เสียหายมาจอดไว้เพื่อมาออกกำลังกาย และบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ สามแยกเรือนแพ ได้ทรัพย์สินไปหลายรายการ โดยจะนำไปขาย นำเงินใช้มาใช้จ่ายและเที่ยวเตร่ พร้อมนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

ชาวบ้านตามจับผัวเมียขโมยเงินบริจาควัดพระขาวชัยสิทธิ์

กรรมการวัดและชาวบ้านวิ่งไล่จับคู่ผัวเมีย ขโมยเงินในรูปปั้นสามเณร ในโบสถ์วัดพระขาวชัยสิทธิ์ ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เจ้าอาวาสและกรรมการกำลังนั่งดูทีวีในกุฏิ มองมอนิเตอร์ภาพกล้องวงจรปิดเห็นทั้งคู่ขี่รถเดินเข้ามาในโบสถ์ ฝ่ายหญิงทำทีไหว้พระ ฝ่ายชายลงมือใช้ไขควงงัดล้วงเงินไปได้1,300บาท ตามมาปลุกปล้ำในโบสถ์วิ่งหนีไปในหมู่บ้านแต่ก็จนมุมในที่สุด

 

 

เวลา 18.00น.วันที่ 15พฤษภาคม 2558ที่อุโบสถวัดพระขาวชัยสิทธิ์ ม.3ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก พ.ต.อ.ประเสริฐ  กองเกียรติเจริญ พนักงานสอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก พร้อมตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลกควบคุมตัวคู่สามีภรรยาก่อเหตุลักทรัพย์เงินบริจาคจากรูปปั้นสามเณร ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธานภายในโบสถ์มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังจากลงมือก่อเหตุในช่วงเวลาประมาณ 16.00น. กรรมการวัดและชาวบ้านมาพบเห็นขณะลงมือก่อเหตุ ได้พยายามจับกุมแต่ทั้งสองวิ่งหลบหนีไป แต่ก็ถูกตามจับมาได้ในที่สุด

ผู้ต้องหาทั้งสองรายรับว่าเป็นสามีภรรยากัน ชื่อนายมารุต  ช้างดี อายุ 20ปี ภูมิลำเนาอยู่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ และนส.ดวงดาว  จารีวรรณ อายุ 23ปี ภูมิลำเนาอยู่ อ.เกาะคา จ.ลำปาง ทั้งตู่ได้ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาจอดหน้าอุโบสถวัดพระขาวชัยสิทธิ์ จากนั้น ทั้งคู่ก็เดินเข้าไปภายในโบสถ์ นส.ดวงดาว ทำทีไหว้พระประธาน ขณะที่นายมารุต ได้เดินเข้าไปด้านหลังรูปปั้นสามเณร ที่วัดตั้งไว้เป็นเสมือนตู้รับบริจาคจากประชาชน ใช้ไขควงงัดกุญแจออกและล้วงเอาแต่ธนบัตรไป ขณะนั้น มีกรรมการวัดเข้ามาพบเห็นและพยายามจับกุม ได้ปลุกปล้ำกันภายในโบสถ์ ทั้งคู่จึงวิ่งหนีออกจากวัดไปเข้าไปทางหมู่บ้าน โดยที่ไม่สามารถนำรถจักรยานยนต์ไปได้ เนื่องจากกรรมการวัดแย่งกุญแจไปได้ ระหว่างที่วิ่งหนี ได้หลบไปตามบ้านผู้คนและลัดเลาะไปตามทุ่งนา กระทั่งไปจนมุมที่บ่อดิน ห่างจากตัววัดประมาณ 2กิโลเมตร ชาวบ้านจึงจับกุมและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมตัวไปดำเนินคดี

นายสมจิตร  มาสะธรรม กรรมการวัดพระขาวชัยสิทธิ์ และเป็นอส.ตร.บ้านกร่าง เปิดเผยว่า ในโบสถ์และตู้บริจาคตามจุดต่าง ๆ ของวัดโดนขโมยบ่อยครั้ง จึงมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่โบสถ์ วันนี้ ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น.ตนนั่งอยู่ในกุฏิพระครูพิทักษ์ชัยสิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดพระขาวชัยสิทธิ์ เจ้าคณะตำบลบ้านกร่าง ระหว่างที่ตนและเจ้าอาวาสกำลังนั่งชมโทรทัศน์อยู่นั้น สังเกตเห็นในจอมอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิด เห็นคู่ชาย-หญิง เข้าไปภายในโบสถ์ และสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ ฝ่ายหญิงกราบพระ แต่ฝ่ายชายกลับตรงไปที่ด้านหลังรูปปั้มสามเณร จึงรู้ว่าเป็นขโมยแน่ ตนจึงรีบวิ่งจากกุฏิมาที่โบสถ์ และพบผู้ชายกำลังลงมือขโมยเงินในรูปปั้นสามเณรอยู่พอดี จึงเข้าไปพยายามจับกุม แต่เกิดการต่อสู้กัน จังหวะนั้นตนคว้ากุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาได้ ก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งหลบหนีไปหลังวัดออกไปทางหมู่บ้าน จึงระดมชาวบ้านช่วยกันค้นหาและไปพบตัวที่สระน้ำ ห่างจากวัดประมาณ 2 กิโลเมตร

 

สองนักเรียนต่างวัยเล่นน้ำคลายร้อนจมดับอนาถ

          เกิดเหตุสลดใจ  นักเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูลลงเล่นน้ำในคลองชลประทานแต่ว่ายน้ำไม่เป็น กำลังจะจม นักเรียนวัย 12 จากโรงเรียนวัดเขาสมอแคลง ที่มาเล่นน้ำใกล้กันตัดสินใจโดดลงไปช่วยสุดท้ายจมน้ำทั้งคู่

 

           เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 15 พ.ค. 2558 ร.ต.ท.คะนึง  พรมใจ พนักงานสอบสวน สภ.วังทอง จ.พิษณุโลก รับแจ้งว่ามีเหตุเด็กจมน้ำเสียชีวิตจำนวน 2 ราย บริเวณคลองชลประทาน บ้านโรงบ่ม หมู่ 11 ต.วังทอง ไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลวังทอง พบชาวบ้านและทหารจากค่ายบรมไตรโลกนารถพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพาได้นำร่างของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ขึ้นมาไว้ริมคลองดังกล่าวแล้ว ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายเมธา  หาญรุก อายุ 15 ปี บ้านเลขที่ 331 หมู่ 11 ต.วังทอง นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล ต.มะขามสูง อ.เมืองพิษณุโลก และ ด.ช.อดิเทพ  แสงอรุณ  อายุ 12 ปี บ้านเลขที่ 526 หมู่ 11 ต.วังทอง นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดเขาสมอแคลง ต.วังทอง อ.เมืองพิษณุโลก

               จากการสอบสวน ด.ช.จตุชัย  เนตรมีขำ อายุ 12 ปี เพื่อนของผู้เสียชีวิตให้การว่า หลังเลิกเรียนพวกตนชวนกันมาเล่นน้ำด้วยกัน 6 คน เพราะสภาพอากาศร้อนมาก โดยกระโดดลงจากสะพานข้ามคลองชลประทาน ลงไปในน้ำที่มีความลึกประมาณ 3 เมตร ระหว่างนั้นนายเมธาซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นได้ตะโกนให้ช่วยเพราะกำลังจะจมน้ำ ด.ช.อดิเทพ จึงกระโดดลงไปเพื่อช่วยนายเมธา แต่ก็จมน้ำหายไปทั้งคู่ ตนจึงกระโดดลงไปคว้ามือของเพื่อนได้แต่ก็หลุดมือ จึงตัดสินใจขึ้นจากน้ำวิ่งไปแจ้งให้ชาวบ้านและทหารที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมาช่วยเหลือ หลังจากชาวบ้านทหารและเจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหาร่างของเพื่อนที่จมน้ำอยู่ห่างจากสะพานประมาณ 20 เมตรได้แล้ว จึงนำขึ้นมาช่วยปฐมพยาบาลและปั้มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต แต่ก็ไม่ทันการแล้ว เพราะเพื่อนทั้งสองคนได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ยังทราบว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองรายเพิ่งจะเปิดเทอมไปโรงเรียนได้เพียง 2 วันเท่านั้น แต่ก็กลับมาเกิดเหตุสลดขึ้น

                ตำรวจจึงให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพผู้เสียชีวิตส่งนิติเวชโรงพยาบาลวังทอง เพื่อให้แพทย์ชันสูตรศพโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนมอบให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาต่อไป.

   

พรึบ! ไฟไหม้เก๋งติดแก๊สวอดทั้งคัน-หญิงคนขับหนีตายระทึก

สองสามี-ภรรยา ขับกระบะไปเอาเก๋งน้องชายติดแก๊สจอดทิ้งไว้ไม่มีคนใช้นานนับเดือน เกิดไฟลุกไหม้วอดทั้งคัน โชคดีสามีขับรถตามหลังเห็นลูกไฟร่วงใต้ท้องรถ บีบแตรให้สัญญาณไฟภรรยาจอดรถหนีออกมาได้ทัน รอดจากการถูกไฟคลอกหวุดหวิด

 

 

       
        เมื่อวันที่ 7 พ.ค.  เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศูนย์วิทยุ สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งจากประชาชนทางโทรศัพท์เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.ที่ผ่านมา ว่า มีรถยนต์ถูกไฟไหม้อย่างหนักใกล้กับห้างแม็คโคร ถนนสายพิษณุโลก-บางกระทุ่ม จึงได้ประสานกับรถดับเพลิงเทศบาลนครพิษณุโลก และรถน้ำ อบต.วัดจันทร์ รุดไปตรวจสอบช่วยเหลือ
       
       ที่เกิดเหตุอยู่เลยสามแยกแม็คโคร ไปทางวัดจุฬามณี ประมาณ 100 เมตร พบรถยนต์เก๋งกำลังถูกไฟลุกไหม้อย่างหนัก มีควันไฟปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองไม่เห็นตัวรถ เจ้าหน้าที่ได้เร่งฉีดน้ำสกัดเพลิงอย่างเร่งด่วน พร้อมกับปิดกั้นเส้นทางทั้งสองด้านห้ามรถวิ่งผ่านเด็ดขาด เนื่องจากอาจจะเกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก ทำให้รถยนต์ที่สัญจรไปมาติดกันเป็นทางยาว


       
       กระทั่งเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงเพลิงจึงเริ่มสงบลง แต่ทางเจ้าหน้าที่ต้องฉีดน้ำเลี้ยงเอาไว้ตลอดเวลา เนื่องจากตรวจพบว่า รถคันเกิดเหตุติดแก๊สด้วย หลังจากเพลิงดับสนิท ตรวจสอบทราบว่าเป็นรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กน-2721 พิษณุโลก สภาพถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน
       
       จากการสอบถามนายอุดร หยวนแมมะดัน อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/9 ม.1 ต.สนามคลี อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก ให้การว่า ได้ขับรถกระบะมากับภรรยาคือ นางปาณิศา แจ่มเมือง มาซื้อของในตัวเมืองพิษณุโลก จากนั้นได้ไปเอารถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุ ซึ่งเป็นรถของน้องชาย จอดทิ้งไว้ที่บ้านพี่สาวที่ ต.บ้านคลอง อ.เมืองพิษณุโลก ไม่มีคนใช้มานานร่วม 1 เดือน ซึ่งก่อนหน้าเอาไปซ่อมมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะสตาร์ทไม่ติด ส่วนแก๊สแอลพีจีติดตั้งมาประมาณ 3 ปีแล้ว
       
       นายอุดร กล่าวอีกว่า ภรรยาตนเป็นคนขับรถเก๋งคันดังกล่าว ส่วนตนขับรถยนต์กระบะตามหลังมาตลอด กระทั่งมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ ตนเห็นมีลูกไฟตกลงมาใต้ท้องรถ จึงบีบแตรให้ภรรยาจอดรถทันที ก่อนไฟจะไหม้หนัก ทำให้ภรรยาเปิดประตูวิ่งออกมาได้ทัน และบอกว่า ขณะขับมามีกลิ่นแก๊สโชยออกมาตลอด ช่วงที่ไฟกำลังลุกมีคนนำถังดับเพลิงเคมีมาช่วยดับ แต่เอาไม่อยู่ เพราะไฟลุกอย่างหนัก ก่อนรถดับเพลิงจะมาถึง รถถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคันแล้ว

 

พบศพสาวปริศนาโผล่ลอยอืดส่งกลิ่นคลุ้งกลางน้ำน่าน

ศพสาวปริศนาโผล่ลอยอืด ส่งกลิ่นคลุ้งกลางน้ำน่าน ไร้เอกสารติดตัวใดๆ คาดเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน จนท.เร่งตรวจสอบหาญาติมายืนยัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ มีคนพบกระเป๋าเสื้อผ้าสาวบ้านกร่างถูกทิ้งริมน้ำ แต่ตามหาตัวไม่เจอ

 

 

       
       เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 58  ร.ต.อ.กัลยาณี ท่าโพธิ์ ร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งพบศพลอยในน้ำน่าน ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยข่าวภาพพิษณุโลก ได้นำขึ้นไว้บนฝั่งบริเวณหน้าวัดพันปี จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดไปสอบสวน พร้อมด้วย พ.ต.อ.สามารถ จูเทศ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ นายแพทย์จตุรวิทย์ หอวรรณภากร แพทย์เวรนิติเวช โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร
       
       เมื่อไปถึงพบเป็นศพหญิงสาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีแดง สภาพศพเริ่มขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็นเน่าแล้ว จากการชันสูตรของแพทย์ระบุว่า เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน ตรวจสอบไม่พบเอกสารในตัวว่าเป็นใครมาจากไหน


       
       เบื้องต้น มีชาวบ้านสงสัยเป็นคนพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยมีพ่อบวชเป็นพระอยู่ จึงได้ไปตามพระรูปดังกล่าวมายืนยัน แต่ปรากฏว่า ไม่ใช่ พระรูปดังกล่าวระบุว่า ลูกสาวเพิ่งมาเยี่ยมเมื่อเช้าวันนี้ แต่จากสภาพศพตายมาแล้วหลายวัน เจ้าหน้าที่จึงได้ให้กู้ภัยข่าวภาพ นำศพไปเก็บไว้ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อรอให้ญาติมายืนยันอีกครั้ง
       
       พ.ต.อ.สามารถ จูเทศ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีคนพบกระเป๋าเสื้อผ้าถูกทิ้งไว้บริเวณริมแม่น้ำน่าน ภายในมีเอกสารระบุชื่อ น.ส.นภัสสร อ่อนนิ่ม อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 138 /50 ม.3 ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก แต่ไม่พบตัวเจ้าของ ทางเจ้าหน้าที่จึงเก็บกระเป้าไว้ กระทั่งวันนี้มาพบศพลอยน้ำดังกล่าว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบ และติดตามญาติมายืนยันว่าเป็นใครต่อไป

   

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL